โรคซิฟิลิส-โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ต้องระวัง

ผู้เขียน หัวข้อ: โรคซิฟิลิส-โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ต้องระวัง  (อ่าน 719 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

แบดบอย

  • เด็กทะลึ่ง
  • ****
  • กระทู้: 72
  • คะแนนจิตพิสัย +0/-0
    • ดูรายละเอียด

โรคซิฟิลิส  (Syphilis)  เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Treponema Pallidum ผ่านการร่วมเพศทางทวารหนัก ปาก หรือช่องคลอด ซึ่งระยะของโรคซิฟิลิสมี 4 ขั้น ได้แก่ ระยะแรกที่ติดเชื้อ จะมีแผลขนาดเล็กที่อวัยวะสืบพันธุ์ ซึ่งหากไม่รีบรักษาให้หาย มันจะเข้าสู่ระยะที่สอง ซึ่งเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวจะกระจายไปตามอวัยวะส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย จากนั้นในระยะที่สาม โรคซิฟิลิสจะไม่แสดงอาการออกมาสักเท่าไร และหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมแล้ว เมื่อถึงระยะสุดท้าย มันจะทำให้สมองติดเชื้อ หูหนวก และตาบอดเลยทีเดียว
     นอกจาก โรคเอดส์ หนองใน แล้ว ซิฟิลิส (Syphilis) ก็เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่น่ากลัวอีกโรคหนึ่ง  ที่ว่าน่ากลัวก็เพราะเชื้อจะไม่แสดงอาการออกมาให้เห็นได้ชัด แต่สามารถติดต่อกันได้ และเป็นเรื้อรังนานกว่า 2 ปีเลยทีเดียว แถมเมื่อรักษาหายแล้ว ยังอาจกลับมาเป็นได้ใหม่ด้วย
 คนเราสามารถรับเชื้อซิฟิลิสได้ 3 ทาง คือ
           1. ทางเพศสัมพันธ์ โดยติดต่อผ่านทางเยื่อบุช่องคลอด ท่อปัสสาวะ
           2. ติดต่อผ่านการสัมผัสแผลที่มีเชื้อ โดยผ่านทางผิวหนัง เยื่อบุตา ปาก
           3. จากแม่สู่ลูก โดยหากมารดาเป็นซิฟิลิส จะถ่ายทอดโรคนี้สู่ทารกในครรภ์ได้ โดยเรียกเด็กที่เป็นซิฟิลิสจากสาเหตุนี้ว่า ซิฟิลิสแต่กำเนิด (Congenital Syphilis) จะแสดงอาการหลังคลอดได้ 3-8 สัปดาห์ และเป็นอาการเล็กน้อยมาก จนแทบไม่ทันได้สังเกต เช่น มีตุ่มผื่นขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่มาออกอาการมาก ๆ เข้าเมื่อตอนโต ซึ่งก็เข้าสู่ระยะที่สี่แล้ว หรือบางคนอาจแสดงอาการพิการออกมาให้เห็นได้ชัด
 จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็น ซิฟิลิส
          การจะพิสูจน์ว่าเป็น ซิฟิลิส หรือไม่ สามารถทำโดยนำน้ำเหลืองจากแผล หรือผื่นที่ปรากฎบนตัวผู้ป่วยไปส่องกล้อง เพื่อหาตัวเชื้อโรค หรืออาจจะเจาะเลือดเพื่อตรวจหาภูมิต่อเชื้อซิฟิลิสก็ได้
 แล้วจะป้องกัน ซิฟิลิส ได้อย่างไร
          ที่ทำได้และง่ายที่สุดในการป้องกันเจ้าโรค ซิฟิลิส นี้ก็คือ ควรป้องกันด้วยการสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อจะมีเพศสัมพันธ์ และไม่ควรเปลี่ยนคู่นอนบ่อย หากจะแต่งงานต้องจูงมือคนรักไปตรวจเลือดก่อนแต่งงาน เพื่อว่าหากพบใครเป็นโรคนี้จะได้รักษาให้หายขาดก่อน
          นอกจากนี้ใครที่มีอาการผิดปกติ ที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นโรค ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยโดยเร็วที่สุด เพื่อจะได้รักษาโรคได้ทันท่วงที ก่อนจะสายจนเกินเยียวยา
ขอขอบคุณข้อมูลจาก   tnews.co.th

Report by www.livcapsule.com