เรซแทรค พลาย่า (Racetrack Playa) หินเดินได้ไง

ผู้เขียน หัวข้อ: เรซแทรค พลาย่า (Racetrack Playa) หินเดินได้ไง  (อ่าน 422 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 18785
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed
เรซแทรค พลาย่า (Racetrack Playa) หินเดินได้ไง
« เมื่อ: 03 พฤษภาคม 2018, 13:53:49 »

เรซแทรค พลาย่า (Racetrack Playa)

สูงขึ้นไปบนเทือกเขาเซียรา เนวาดา บริเวณชายแดนรัฐแคลิฟอร์เนียจรดกับรัฐเนวาดา มีสถานที่แห่งหนึ่งที่หินเดินได้ในตอนกลางคืน
ในอดีตนั้นคงจะมีพวกผู้บุกเบิกหรือพวกร่อนทอง มาพานพบกับทะเลสาปที่แห้งกรังที่ขึ้นมาอยู่สูงขนาดนี้ ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้เป็น
วนอุทยานอุทยานแห่งชาติเดท วัลลี่ย์ (Death Valley National Park) ที่ซึ่งหินเดินได้เป็นสิ่งดึงดูดใจนักท่องเที่ยวมากที่สุด




จุดที่น่าสนใจที่สุดของทะเลสาบแห้งกรังหรือที่เรียกว่า พลาย่า คือบริเวณที่มีชื่อว่า เรสแทรค พลาย่า(แอ่งทะเลสาบที่แห้งแล้ว) 
ซึ่งมีด้านกว้าง 2 กิโลเมตร ยาง 5 กิโลเมตร และสูงเกือบ 1,200 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ในทันทีที่คุณมาถึงพลาย่ากว้าง
สุดลูกหูลูกตาแห่งนี้ สิ่งแรกและสิ่งเดียวที่จะดึงดูดสายตาคุณที่สุด คือก้อนหินน้อยใหญ่ที่เรียงรายกันอยู่บนพื้นดินโคลนแห้งกรัง
แตกระแหง สีฟ้าอ่อนๆ ของความสูงระดับนี้ จะสาดจับก้อนหินเหล่านั้น และรอยประทับบนพื้นดินเป็นทางยาวที่มันได้เคลื่อนมา
ให้ความรู้สึกเหมือนว่าหินเหล่านี้มั่นคงติดแน่นกับพื้นพอๆ กับว่ามันพร้อมที่จะ เคลื่อนออกเดินทางต่อไป ไม่มีใครที่เคยได้เห็น
หินเดินต่อหน้าต่อตา แต่รอยที่มันทิ้งไว้เป็นหลักฐานที่ดีที่สุด

ทำให้เกิดคำถามที่น่าคิดว่า "หินมันเคลื่อนที่ได้อย่างไร?"



ความจริงก็คือ ยังไม่มีใครรู้คำตอบที่แน่นอนได้ว่าหินเหล่านี้มันเคลื่อนที่ไปได้อย่างไร แม้ว่าหลายคนจะมีคำอธิบายที่ดี
แต่เหตุผลที่ว่าทำไมการเคลื่อนที่ของหินเหล่านี้ยังคงเป็นเรื่องลี้ลับก็คือ ยังไม่มีใครเห็นมันในขณะเคลื่อนที่น่ะสิ!

ทีนี้เรามาดูกันว่าเขาได้ให้คำอธิบายไว้ว่าอย่างไรกัน





ความเชื่อดั้งเดิม



หลายปีที่ผ่านมา เราทราบว่าหินนั้นไม่ได้เกิดจากการที่มันกลิ้งไป แต่เป็นการเดินที่เกิดจากการดันให้มันเคลื่อนที่ เพราะร่าง
ของหินที่คดเคี้ยวอยู่เบื้องหลังมีขนาดความกว้างเท่าๆ กับหิน ในปี พ.ศ. 2498 นักธรณีวิทยาชื่อจอร์จ เอ็ม. สแตนลีย์
เขียนรายงานลงในวารสารสมาคมธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา เขาเชื่อว่าน้ำแข็งและลมเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้หินเดิน
เหตุเนื่องมาจากหินเหล่านี้เคลื่อนที่เป็นกลุ่มไปในทิศทางเดียวกัน สแตนลีย์เสนอความคิดว่า


“ น้ำแข็งจะจับเป็นแผ่นขนาดใหญ่และเมื่อมีลมพัด หินทั้งกลุ่มนี้ก็จะถูกดันให้เคลื่อนไปทั้งกระบิ ”

ความเชื่อนี้ฟังดูก็น่าจะเป็นไปได้และเป็นที่ยอมรับกันตลอดมา เพราะปรากฏการณ์ที่หินเคลื่อนที่พร้อมกันเป็นแผงพบเห็น
ได้ทั่วๆไปในพลาย่าแห่งอื่นๆ ในแคลิฟอร์เนีย แต่ทว่าที่หุบผามรณะแห่งนี้มีน้ำแข็งเบาบางมาก จะเป็นไปได้ก็แค่จะพาก้อนหิน
ก้อนกรวดเล็กๆ เดิน อย่างไรก็ตามแม้แต่สแตนลีย์เอง ก็ไม่ยอมพูดถึงว่าหินขนาดมหึมา น้ำหนักระหว่าง135-270 กิโลกรัม
เดินทิ้งร่องยาวไว้เบื้องหลัง ณ หุบผามรณะนี้ได้อย่างไร ?

 

สมมติฐานใหม่



ความลับดำมืดของหินเดินแห่งหุบผามรณะโด่งดังไปทั่วโลก ในปี พ.ศ. 2512 ดร. โรเบิร์ต พี. ชาร์ป แห่งสถาบัน
เทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย แผนกธรณีวิทยา กระโดดเข้ามาศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังซึ่งกว่าจะได้ผลก็ใช้เวลากว่า 7 ปี
เขาเลือกหินมา 25 ก้อน ซึ่งจะมีความแตกต่างกันทั้งในลักษณะรูปร่างและน้ำหนักที่หนักที่สุดคือ 455 กิโลกรัม
แถมยังตั้งชื่อให้เสร็จ


เขาปักเครื่องหมายไว้ที่ตำแหน่งของหินทุกก้อน หลังจากนั้นเขาเลือกหินตัวอย่างเพิ่มอีก 5 ก้อน ทุกครั้งที่เขาไป
ตรวจสอบตำแหน่งของหินในพลาย่า เขาต้องตระเวณกว่า 50 กิโลเมตรตรวจตำแหน่งใหม่ของหินที่เลือกไว้ทุกก้อน
ปักเครื่องหมายวัดระยะที่หินเหล่านั้นเคลื่อนไปตลอดระยะเวลา



7 ปีเต็ม ที่ชาร์ปศึกษาหินเดิน มีหิน 28 ก้อนจาก 30 ก้อนเคลื่อนออกจากที่ รอยที่ยาวที่สุดวัดได้ 262 เมตร เป็นเพียง
การเคลื่อนที่ทีละนิด มีข้อยกเว้นคือกรวดที่ชื่อว่า “แนนซี่” ขนาด 250 กรัม เคลื่อนไปราว201 เมตรในคราวเดียว
ทิศทางที่เคลื่อนมุ่งไปในทิศเหนือ-ตะวันออกเฉียงเหนือ ทิศตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งสอดคล้อง กับทิศทาง
ของลมที่พัดอยู่บนพลาย่า ชาร์ปสังเกตเห็นว่าบนขอบของร่องและด้านหน้าของก้อนหิน มีเศษดินที่ถูกดันขึ้นมา
แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าหินเหล่านี้เคลื่อนที่ ในช่วงที่พื้นดินอ่อนยุ่ยแทนที่จะเป็นตอนที่พื้นดินแห้งแข็งด้วยเกล็ดน้ำแข็ง

อีกข้อหนึ่งที่เป็นสาระสำคัญคือ หินจะเคลื่อนที่ได้ระยะทางในสามช่วงคือปี 2511-2512, 2515-2516 และ 2516-2517
ซึ่งเป็นปีที่ฝนตกมากและลมจัดในฤดูหนาว ชาร์ปยืนยันว่าทั้งน้ำและลมเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้หินเดิน ถึงแม้ว่า
พลาย่าแห่งนี้จะมีฝนตกน้อยมาก คือราว 0-80 มิลลิเมตรต่อปี แต่พื้นที่ราบกว่า 180 ตารางกิโลเมตรแห่งนี้ล้อมด้วยภูเขา
จะเป็นกับ-ดักน้ำฝนได้เป็นอย่างดี แม้ฝนจะตกเบาบางก็ตาม แต่จะไหลมาเอ่อบนพลาย่าแห่งนี้แน่นอน




กระดานลื่นแห่งหุบผามรณะ



เนื่องจากพื้นของพลาย่าเป็นดินเหนียว เมื่ออิ่มน้ำแม้เพียงเล็กน้อยแค่ 6 มิลลิเมตรบริเวณผิวหน้าจะอ่อนยุ่ย แต่ลึกลงไป
ก็ยังจะแน่นพอที่จะรับน้ำหนักของก้อนหิน “ความลับ…ก็คือ…”


ชาร์ปเขียนรายงานลงในวารสารสมาคมธรณีวิทยา ในปี 2519 ว่า

“…การเดินของหินจะเกิดในปีที่มีน้ำฝนผสมกับแรงลมมาเจอกันพอดี”

ชาร์ปคิดว่าในช่วงสามสี่วันแรกน้ำฝนต้องขังอยู่ จนผิวหน้าลื่นเหมือน หัวล้าน จากนั้นต้องมีลมแรงจัดที่จะเป็นตัวจุดสตาร์ท
เมื่อหินเคลื่อนออกจากที่แล้วแม้มีเพียงลมเบาๆ ก็เพียงพอที่จะดันให้หินเคลื่อนไปได้เรื่อย เขายังให้ข้อสังเกตด้วยว่า
ภูเขาที่รายล้อมรอบๆ พลาย่าและช่องเขาแคบๆ จะเป็นช่องที่บีบกระแสแรงลมให้แรงพอที่จะดันหินให้เดิน



อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือ ยิ่งฐานของหินราบเรียบมากเท่าใด หินก็ยิ่งเคลื่อนได้ไกลมากกว่าเดิม ชาร์ปคำนวณความเร็ว
ของหินออกมา ด้วยว่าหินจะเคลื่อนด้วยความเร็วสูงสุดถึง 90 เซนติเมตรต่อวินาทีความลึกลับของหินเดินไม่ได้มีอยู่
เฉพาะที่เรสแทรค พลาย่า แต่สามารถ พบเห็นในพลาย่าอื่นอีกกว่า 10 แห่งที่อยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนียและเนวาดา

 

หินหน่ายทะเลสาบ

นอกจากร่องรอยหินเดินบนพลาย่าแล้ว ยังมีเรื่องหินซึ่งว่ายหนีน้ำขึ้นมาบนบก จากข้อเขียนของ ลอร์ดดันราเว่น ในวารสาร
รายปักษ์ชื่อ “ ศตวรรษที่ 19 ” เมื่อปี 2422 เขารายงานว่าที่ทะเลสาบในโนวา สโคเทีย (ตอนเหนือสุดของตะวันออกของสหรัฐ)
มีปรากฏการณ์ที่หิน พร้อมใจกันว่ายน้ำหนีขึ้นมาบนบก




ทะเลสาบแห่งนี้กว้างแต่ตื้นเขินเต็มไปด้วยกรวดและหินขนาดต่างๆ กัน หินบางก้อนขึ้นมาอยู่ไกลกว่า 14 เมตรจากริมน้ำ
ขนาดของหินที่วัดได้บางก้อนมีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 1.8-2.4 เมตร บางก้อนเดินทางไปข้างหน้าได้กว่า 90 เมตร
บางก้อนก็มาได้แค่ครึ่งทางสิ่งเดียวที่เหมือนกันคือ ทุกก้อนจะทิ้งร่องยาวเป็นทางไถขึ้นมาจากน้ำทั้งสิ้น

คำอธิบายก็คือทะเลสาบตื้นๆ เช่นนี้จะมีฝั่งด้านหนึ่งที่สูงกว่าหรือเป็นหน้าผากั้นเอาไว้ ในฤดูหนาวเมื่อน้ำในทะเลสาบแข็งตัว
จะยึดบรรดาก้อนหินขนาดต่างๆ กันไว้ ในขณะที่น้ำแข็งตัวจะเกิดการขยายตัวดัน เอาก้อนหินเหล่านี้ให้เคลื่อนที่ เมื่อถึงเวลา
ที่น้ำแข็งละลายก็จะทิ้งก้อนหินในระยะต่างๆ กันในกรณีที่ทะเลสาบตื้นๆ ที่มีหน้าผาหรือขอบมากั้นไว้ ปรากฏการณ์ที่จะเกิดคือ
แรงดันของน้ำที่ขยายตัวจะดันก้อนหินออกไปรอบด้าน เหมือนเช่นทะเลสาบรัฐไอโอวา



แต่ก่อนเราคิดว่าคงเป็นฝีมือของผู้ไม่ประสงค์ออกนาม มาสร้างกำแพงรอบๆ ขอบทะเลสาป ยิ่งเวลาผ่านไป กำแพงก็
ยิ่งหนาขึ้นทุกทีๆถึงตอนนี้ คุณคงจะพอทราบได้ว่าหินเดินได้อย่างไรแล้ว แต่หินเดินและร่องรอยที่มันทิ้งไว้บนพลาย่า
บิดคดเคี้ยวเหมือน รอยงูเลื้อย คงจะทำให้คุณรู้สึกถึงความมหัศจรรย์และความลี้ลับของธรรมชาติสร้างไว้ให้ปรากฏ
ต่อสายตาของมนุษย์ตัวเล็กๆ


 

ข้อมูลเกี่ยวกับเรซแทรค พลาย่า (Racetrack Playa)




เรซแทรค พลาย่าเป็นแอ่งทะเลสาบที่ค่อนข้างราบและแห้งแล้ง มีความยาวในแนวเหนือ-ใต้ประมาณ 4 กิโลเมตร และกว้าง
ในแนวตะวันออก-ตะวันตกประมาณ 2 กิโลเมตร มีลักษณะพื้นผิวเป็นระแหงโคลน (mud cracks) ส่วนมากประกอบด้วย
ตะกอนขนาดทรายแป้ง (silt) และดินเหนียว (clay)


สภาพภูมิอากาศค่อนข้างแห้งแล้ง มีปริมาณน้ำฝนเพียงสองนิ้วต่อปี แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ฝนตก น้ำปริมาณมากจะไหลจาก
ภูเขาสูงชันที่อยู่ล้อมรอบเรซแทรค พลาย่าลงมาปกคลุมพื้นที่แอ่งจนกลายเป็นทะเลสาบตื้น ครอบคลุมเป็นบริเวณกว้าง
ซึ่งขณะนั้นบริเวณพื้นแอ่งจะเต็มไปด้วยดินเหนียวที่เหลวและอ่อนนุ่ม

 

หินเคลื่อนที่โดยฝีมือมนุษย์หรือสัตว์หรือไม่?



จากลักษณะรูปร่างของร่องรอยการไถลของหินนั้นบ่งบอกได้ว่าหินก้อนนั้นต้องเคลื่อนที่ในช่วงที่พื้นของเรซแทรค พลาย่านั้น
ถูกปกคลุมด้วยดินเหนียวอ่อนนุ่ม ถ้าเป็นฝีมือของคนหรือสัตว์จะต้องมีร่องรอยของการเหยียบย่ำรบกวนชั้นดินเหนียวด้วย
แต่ในบริเวณดังกล่าวไม่ปรากฏหลักฐานร่องรอยจากคนหรือสัตว์ที่จะช่วยให้หินเคลื่อนที่เลย มีเพียงร่องรอยการไถลของหินเท่านั้น

 

หินเคลื่อนที่โดยลมหรือไม่?

ตัวการที่นิยมนำมาใช้อธิบายปรากฎการณ์นี้ก็คือ ลม โดยส่วนมากลมที่พัดผ่านบริเวณนี้จะมีทิศทางพัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้
ไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และร่องรอยการไถลของหินก็มีทิศทางขนาดกับทิศทางของลมนี้ด้วย ซึ่งเป็นหลักฐานที่ดีที่
สนับสนุนว่าลมเป็นตัวการทำให้หินเคลื่อนที่หรืออย่างน้อยก็เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ของหิน


เนื่องจากลมแรงที่พัดขึ้นอย่างกระทันหันนั้นได้พลักให้หินเกิดการเคลื่อนที่ และเมื่อหินเริ่มเคลื่อนที่แล้ว ความเร็วลมเพียงเล็กน้อย
ก็จะสามารถทำให้หินไถลตัวต่อไปอีกเรื่อยๆ ได้บนพื้นดินเหนี่ยวที่อ่อนนุ่มและลื่นเหลว แนวโค้งของรอยไถลนั้นอธิบายได้ว่า
เกิดจากการเปลี่ยนทิศทางของลม หรือเกิดจากกรณีที่ลมปะทะกับหินที่มีรูปร่างไม่สม่ำเสมอทำให้หินไถลเป็นแนวโค้งได้


 

หินเคลื่อนที่โดยน้ำแข็งหรือไม่?

มีคนกลุ่มหนึ่งให้ข้อมูลว่าเคยเห็นเรซแทรค พลาย่าถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งชั้นบางๆ แนวคิดหนึ่งอธิบายว่าเมื่อน้ำรอบก้อนหินแข็งตัว
และแต่ต่อมามีลมพัดผ่านผิวด้านบนของน้ำแข็ง ทำให้แผ่นน้ำแข็งได้ลากก้อนหินนั้นไปด้วย จึงเกิดรอยครูดไถลบนพื้นผิวแอ่ง
นักวิจัยบางคนพบร่องรอยไถลของหินหลายก้อนที่สอดคล้องกับแนวคิดนี้ด้วย แต่อย่างไรก็ตามการเคลื่อนย้ายแผ่นน้ำแข็ง
ขนาดใหญ่นั้นคาดว่าจะต้องมีการทิ้งร่องรอยบนพื้นผิวแอ่งในทิศทางอื่นๆ ด้วย แต่ก็ยังไม่พบร่องรอยนั้น





ลม..ตัวการของการเคลื่อนที่!

จากคำอธิบายทั้งหลายพบว่า ลม เป็นตัวการที่อยู่เบื้องหลังของการเคลื่อนที่ของหิน แต่ยังคงมีคำถามอยู่ว่าหินเหล่านั้นไถลไป
ในขณะที่ถูกล้อมรอบด้วยแผ่นน้ำแข็งหรือขณะที่อยู่บนชั้นดินเหนียว หรือแต่ละวิธีอาจจะเป็นผลให้เกิดการเคลื่อนที่กับหินบางก้อน?

อาจกล่าวได้ว่า ปรากฏการณ์มหัศจรรย์นี้จะยังคงเป็นที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น ตราบเท่าที่ยังไม่มีใครหาคำตอบที่แท้จริงได้..!
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04 พฤษภาคม 2018, 13:43:28 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่