เบื้องหลังนาซี แปลงเด็กโปแลนด์เป็นเยอรมัน

ผู้เขียน หัวข้อ: เบื้องหลังนาซี แปลงเด็กโปแลนด์เป็นเยอรมัน  (อ่าน 320 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 19205
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed

เบื้องหลังนาซี แปลงเด็กโปแลนด์เป็นเยอรมัน
cr. .tuaytoon.com



คนที่เป็นพ่อแม่คนย่อมรู้ซึ้งถึงคำว่า  “ลูกใครใครก็รัก” หรือ “ลูกคือแก้วตาดวงใจ” แล้ววันหนึ่งถ้ามีคนมาพรากลูกเราไป
เราจะทำยังไง ถ้าเป็นปัจจุบันนี้บ้านเมืองมีขื่อมีแป เราคงทำทุกอย่างที่จะทำได้  คงแจ้งความตำรวจ  ออกติดตามเอง 
แจ้งญาติพี่น้อง ส่งอีเมล์ ร้องหนังสือพิมพ์ รวมทั้งออกโทรทัศน์เพื่อช่วยตามลูกกลับมาอย่างถึงที่สุด แล้วถ้าคนที่พราก
ลูกเราไปเป็นรัฐซะเอง เป็นฝ่ายปกครองซะเองเราจะทำยังไง ลูกเราจะต้องไปอยู่ที่ใหนอย่างไรกินอยู่อย่างไร จิตใจเรา
จะปวดร้าวเพียงใด ลองจินตนาการดูนะครับ ว่าแต่มีด้วยหรือที่ฝ่ายรัฐหรือผู้ปกครองมาพรากลูกคนอื่นไปอย่างโจ่งแจ้ง
เป็นขบวนการใช้เจ้าหน้าที่ทางการโดยตรง มีจริงหรือ


มีครับมี เรื่องนี้ขอย้อนไปสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากพรรคนาซีเยอรมันชนะเลือกตั้งถล่มทลาย ย้ำนะครับว่า..
..พรรคนาซีชนะเลือกตั้งถล่มทลายไม่ได้มาจากพวกเผด็จการปฏิวัติหรือมาจากรัฐบาลที่ตั้งในค่ายทหารแน่นอน   
ส่วนจะชนะโดยลูกเล่นหลอกลวงสร้างฝันให้คนเยอรมันหลงใหลอย่างไรเหมือนพรรคการเมืองบางพรรคของเราหรือไม่
จะไม่ขอกล่าว   


ประชาชนเยอรมันเต็มใจเลือกฮิตเลอร์เป็นผู้นำก็แล้วกัน เมื่อเป็นผู้นำสมบูรณ์แล้วก็เริ่มเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง กรีฑาทัพ
เข้ายึดครองประเทศต่าง ๆ แล้วผนึกเข้าเป็นเขตยึดครองเยอรมัน เริ่มจากประเทศโปแลนด์ถูกผนวกเป็นเขตยึดครองตะวันออก   
ประชาชนเยอรมันต่างยิ้มย่องผ่องใสกับความเจริญรุ่งเรืองและภาคภูมิใจในความเป็นเยอรมัน รัฐบาลถึงกับประกาศให้ความ
เป็นเยอรมันเป็นเลิศที่สุดในโลกเหมือนเมืองไทยที่จะเป็นศูนย์กลางทุกอย่างในโลก         

ฮิตเลอร์กำหนดนโยบายเกี่ยวกับเชื้อชาติหรือสายเลือดเยอรมันโดยตรงเรียกว่าอารยัน ไม่ยอมให้มีเลือดอื่นเจือปนโดยเฉพาะ
เลือดพวกชั้นต่ำเช่นยิว ยิบซี สลาฟ(คนส่วนใหญ่ของรัสเซีย) และชนผิวสีอื่น ๆ  รัฐบาลถึงกับออกเป็นกฎหมายแบ่งแยก
ประชาชนเป็นสายเลือดเยอรมันแท้กับเลือดผสม โดยเฉพาะเลือดยิวโดนจัดหนักตั้งแต่ต้นแล้วกลายเป็นจัดเต็มในที่สุด



เริ่มจากตอนแรกก็เล่นพวกยิวเลือดแท้ต่อมาก็เลือดผสมมากลงไปจนถึงลูกครึ่ง ต่อมาก็ลูกเสี้ยว ต่อมาก็ลูกอะไรดีหละ..
ที่มีเลือดยิวนิดหน่อยก็โดนด้วย เรื่องนี้ไม่ใช่พูดประชดประชนแต่เกิดขึ้นจริง คนก็มีตัวตนจริง โดนยิงตายจริง โดนรมแก๊สจริง
ตายจริง  ที่โดนเอาไปทำหนูทดลองยา(โดยเฉพาะคู่แฝด)ก็โดนจริงป่วยจริงทรมาณจริงแล้วก็ตายจริง เรื่องยิวกับเยอรมันเนี่ย
อยากให้ลองไปหนังสือชื่อ เยอรมันกับยิว (The German and the Jew) อ่านกันดู

ตอนแรกก็คิดแค่ขจัดคนที่นาซีเห็นว่าต่ำต้อยให้หมดไป แต่ต่อมานึกได้ว่าพวกตนที่เลอเลิศเหนือมนุษย์นั้นพอทำสงครามไปเรื่อยๆ
คงจะเหลือน้อยลง  โดยเฉพาะคนหนุ่ม(ทหาร) แล้วดินแดนที่ยึดมาได้จะให้ใครไปครอง อย่ากระนั้นเลย ต้องสร้างชาวเยอรมัน
ขึ้นมาเพิ่ม นาซีจึงคิดโครงการ  Germanization หรือ “แปลงเป็นเยอรมัน” ขึ้นมา  โครงการนี้เป็นการไปรวบรวมเด็กในเขต
ยึดครองที่รูปร่างหน้าตาดีเหมาะจะเป็นคนเยอรมัน แล้วเอามาเลี้ยงให้เป็นคนเยอรมัน

หน่วยงานที่รับผิดชอบคือหน่วยเอสเอส ของเฮนริช ฮิมเลอร์ แต่ก็ทับซ้อนกับงานเขตยึดครองตะวันออก ของ อัลเฟรด โรเซ็นเบริก   
แม้สองหน่วยนี้จะมีความเห็นต่างกันหลายเรื่อง แต่เห็นตรงกันอยู่อย่างหนึ่งว่าประชากรส่วนใหญ่ของเขตยึดครองตะวันออก
(โปแลนด์และรัสเซีย)ไม่ดีพอที่จะให้เป็นชาวเยอรมันจึงควรส่งไปไซบีเรีย ให้หมด  เยอรมันมีแผนส่งไปไซบีเรียเพราะมีแผน
จะยึดรัสเซียอยู่ก่อนแล้ว สัญญาไม่รุกรานกันระหว่างเยอรมันกับรัสเซียนั้นมีแต่สตาลินเท่านั้นที่เชื่อว่าเยอรมันจะทำตาม 



นี่แหละที่เรียกว่าโคตรโกหก (สตาลิน) เจอโคตรตอแหล(ฮิตเลอร์) ความเห็นที่ต่างกันมีเพียงว่า จะบังคับอย่างไรให้คนเหล่านี้
ไปไซบีเรีย แผนของนาซีนั้นโหดเหลือเชื่อ ฮิตเลอร์วางแผนให้เอาคนโปแลนด์และรัสเซียออกจากพื้นที่ให้หมดส่วนหนึ่งเอาไป
เป็นแรงงานทาส ที่ใช้เป็นทาสไม่ได้ก็กำจัดทิ้งไป วัตถุประสงค์ก็เพื่อสร้างเยอรมันใหม่ขึ้นรองรับการขยายตัวของอาณาจักรไรซ์
ฮิมเลอร์ ผู้รับผิดชอบงานนี้มอบหมายให้ ไรน์ฮาร์ด  เฮดริช ฝ่ายความมั่นคงเอสเอสวางแผนงานขึ้นในปี 1941


ปฏิบัติการนี้ต้องปกปิดว่าเป็นการปฏิบัติอย่างอื่น คำหรือข้อความที่อาจเดาได้ว่าทำอะไรถูกห้ามใช้  หากปฏิบัติการจริงล่วงรู้ถึง
ประชาชนคงเกิดการต่อต้าน คงเป็นการยากที่จะเอาเด็กไปให้ครอบครัวเยอรมันรับเลี้ยงหากรู้ว่าเป็นเด็กโปแลนด์หรือรัสเซีย
ที่ถูกลักพามา ดังนั้นจึงต้องหลอกประชาชนว่าเป็นเด็กเยอรมันกำพร้าสงครามมาจากเขตยึดครองตะวันออก

เอสเอส กับ สำนักงานเขตยึดครองตะวันออกจัดประชุมขึ้นระหว่างสองหน่วยงานในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 1942  มีดร.บรูโน ไคลส์ 
เป็นประธาน  ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่าประชากรในเขตยึดครองต้องได้รับการตรวจลักษณะชาติพันธุ์  เพื่อระบุตัวบุคคลที่
เหมาะที่จะ “เป็นเยอรมัน”  มีการลวงว่าเป็นการตรวจสุขภาพ เดือนตุลาคม 1942  ฮิมเลอร์ สั่งให้ “ตรวจร่างกาย” เด็กนักเรียน
ในโปแลนด์ทั้งหมด สอบประวัติการการรักษาโรค ตรวจฟัน ตรวจตา วัดส่วนสูงและน้ำหนัก เป็นการตรวจร่างกายที่แปลกมาก
เพราะเน้นสีตาและสีผม สีตาแบ่งเป็นสามสีส่วนสีผมมีสองสี  ฮิมเลอร์ ให้ถ่ายภาพหน้าตรงของเด็กไว้ด้วยเพื่อจะได้คัดออก
เด็กที่มีลักษณะเด่นของชาวสลาฟ  เช่น โหนกแก้มสูง  (ถ้าบ้านเราก็คงประมาณโหนกสูง  ดั้งหัก  และกรามใหญ่)



โครงการนี้เริ่มครั้งแรก ในโปแลนด์หลังจากเยอรมันเปิดฉากสงครามโลกในเดือนกันยายน 1939 และทำลายกองทัพโปแลนด์
ในเวลาไม่กี่สัปดาห์ การยึดครองโปแลนด์ถือเป็นปฏิบัติการโหดสุดอันหนึ่งในยุโรป มีการสังหารชาวโปแลนด์ทั้งยิวและไม่ใช่ยิว
เป็นจำนวนมาก โปแลนด์ไม่มีที่พึ่งนาซีขจัดชนชั้นปัญญาชนสิ้นแล้วเอาประชาชนที่เหลือมาทำแรงงานทาสจำนวนมาก ประมาณว่า
หนึ่งในสี่ของชาวโปแลนด์ต้องตายในระหว่างถูกยึดครอง ประมาณว่ามีเด็กชาวโปแลนด์ถึง 2 แสนคนถูกลักพาบังคับส่งไปเป็นเยอรมัน     
เด็กจำนวนมากที่ไม่ผ่านการตรวจลักษณะชาติพันธุ์ในที่สุดต้องไปเสียชีวิตในค่ายมรณะ 


โปแลนด์มีภาษาและวัฒนธรรมของตนเองและคนส่วนใหญ่เป็นเผ่าสลาฟ ภาษาโปแลนด์(โปลิช) คือภาษาสลาฟนั่นเอง คนโปแลนด์
จึงคล้ายไปทางรัสเซียมากกว่าเยอรมัน นาซีเหยียดหยามคนโปแลนด์มากพอ ๆ กับเกลียดชาวยิว   นาซีถือว่าชาวโปแลนด์เหมาะเฉพาะ
กับงานแรงงานหรือรับใช้เยอรมันเท่านั้น เยอรมันจึงมีนโยบายให้โรงเรียนในโปแลนด์สอนเด็กโปแลนด์เพียงแค่เขียนชื่อตนเองได้และ
นับเลขถึงห้าร้อยก็พอที่เหลือก็สอนให้เชื่อฟังคำสั่งเจ้านายเยอรมันโดยไม่ต้องถาม  เรื่องนี้มีบันทึกของฮิมเลอร์เป็นหลักฐาน

ปี 1942  ฮิมเลอร์ออกคำสั่งให้กวาดจับเด็กจากโปแลนด์และประเทศที่ยึดครองอื่นเพื่อส่งไปคัดเลือกเป็นเยอรมันเด็กชาวโปแลนด์
เรือนแสนที่อายุไม่เกิน 14 ปี ถูกลักพาตัวทั้งจากบ้านและบนท้องถนน   อะไรจะเกิดขึ้นกับเด็กเหล่านี้จะแตกต่างกันไปในแต่ละที่ 
ในหลายเมืองพ่อแม่เด็กพยายามขัดขวาง   แต่เด็กก็ยังถูกตำรวจพร้อมอาวุธคุมตัวส่งขึ้นรถไฟขบวนพิเศษ เป็นภาพที่บีบคั้นอารมณ์มาก
เมื่อพวกคุณแม่ร้องระงมปนกรีดร้องพยายามเข้าเยื้อแย่งลูกคืนแต่ถูกตำรวจพร้อมอาวุธขวางกั้นไว้  เด็กจะถูกส่งไปที่ต่าง ๆ เพื่อตรวจ
ลักษณะชาติพันธุ์  ศีรษะ  จมูก  และส่วนอื่น ๆ ของร่างกายจะถูกวัดอย่างละเอียด เด็กที่ลักษณะเหมือนเยอรมันจะถูกส่งไปอบรม
ให้เป็นเยอรมันก่อนที่จะส่งไปเป็นบุตรบุญธรรมในบ้านชาวเยอรมันเพื่อให้เติบโตเป็นเยอรมัน

นี่แหละคือการ “แปลงเป็นเยอรมัน” หลังสงครามเด็กส่วนใหญ่ ยังอยู่กับครอบครัวเยอรมันเพราะพ่อแม่จริงเสียชีวิตไปแล้ว หรือเพราะ
ตอนโดนจับเด็กเล็กเกินไปที่จะรู้ว่าพ่อแม่จริงคือใครอยู่ที่ไหน ปัจจุบันบางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเป็นคนโปแลนด์  กาชาดเคยพยายาม
นำเด็กคืนสู่พ่อแม่แต่ก็ได้เพียงไม่กี่ราย 


อเล็กซานเดอร์ มิเชโลสกี้ เป็นเด็กโปแลนด์ที่ประสบเรื่องนี้ด้วยตนเอง ปัจจุบันเขาเป็นพระอยู่ในเมือง นิวคาสเทิล  ประเทศอังกฤษ   
ตอนเริ่มสงครามเขาอยู่กับพ่อแม่และน้องสาวสองคนที่ชานเมือง โปสนัน  เมืองโบราณห่างชายแดนเยอรมันประมาณ 100 ไมล์ 
ครึ่งทางระหว่างกรุงวอร์ซอกับกรุงเบอร์ลิน  แม่ของเขาเป็นนักเปียโนส่วนพ่อเป็นทหาร   เป็นครอบครัวเคร่งศาสนาชอบไปโบสถ์
ตั้งแต่เล็ก   ในวันอาทิตย์เขาทำหน้าที่เป็นเด็กประจำแท่นบูชา  ในช่วงเวลาเลวร้ายหลังเยอรมันเข้ายึดครองความศรัทธาในพระเจ้า
เป็นสิ่งช่วยปลอบประโลมเขาอย่างใหญ่หลวง




เขาไม่มีวันลืมวันที่ชีวิตเขาต้องเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง  วันที่ 28  พฤษภาคม 1942  หกวันหลังวันเกิดครบสิบเอ็ดขวบ  แม่ของเขา
พาน้องสาวสองคนไปเยี่ยมเพื่อนและเขาอ่านหนังสืออยู่บ้านตามลำพัง ทันใดนั้นก็มีเสียงเอะอะที่ถนน มีรถบรรทุกวิ่งมาจอดแล้ว เกสตาโป
หกคน แต่งเครื่องแบบสีดำถือปืนกระโดดลงจากรถบุกเข้ามาในบ้านแล้วสั่งให้ “ยกมือขึ้น” เด็กน้อยกลัวตัวสั่นและปฏิบัติตาม พวกนั้นบอกว่า
จะมาพาไปเที่ยวสุดสัปดาห์ ซึ่งเขาเคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนแล้วและรู้ว่ามีเด็กหลายคนไปแล้วไม่ได้กลับ เขากลัวมากแต่ทำอะไรไม่ได้   
เขารู้อยู่เต็มอกว่าจะไม่ได้พบพ่อแม่และน้องอีกแล้วซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น

เกสตาโป ให้เวลาเขาไม่กี่นาทีเพื่อเก็บข้าวของ มีแปรงสีฟัน กล่องดินสอ และสมุดสวดมนต์ ก่อนจะถูกนำไปที่รถบรรทุก บนรถมีเด็กอยู่แล้ว
สิบกว่าคนมาจากแถวบ้านเขา ส่วนใหญ่อายุน้อยกว่าเขา บางคนร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความกลัว ที่ถูกพรากออกจากบ้านอย่างกะทันหัน
และกลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา พวกเขาถูกนำไปที่บ้านสงเคราะห์เด็กห่างไปไม่กี่ไมล์ ที่นี่เด็กทั้งชายหญิงประมาณ 150 คน จากเมือง
เดียวกับเขาถูกนำมารวม พวกเขาถูกตรวจร่างกายโดยหมอชาวเยอรมันสิบเอ็ดคน ชายสิบหญิงหนึ่ง หมอจะเป็นคนทำรายงานลักษณะทาง
กายภาพว่าเหมาะจะเป็นเยอรมันหรือไม่ 

เป็นการตรวจร่างกายที่ประหลาด หมอนั่งล้อมเป็นวงกลมมีโต๊ะอยู่กลางห้อง ขั้นแรกเด็กต้องยืนบนโต๊ะหมุนตัวไปโดยรอบ เพื่อหมอจะได้
มองเด็กจากทุกมุม  แล้วให้นั่งบนเก้าอี้ถอดเสื้อผ้าออกตั้งแต่เอวขึ้นไป  หมอทุกคนมีแบบฟอร์มอยู่ข้างหน้าระบุรายการที่ต้องตรวจ  หมอจะ
เขียนชื่อเด็กบนหัวกระดาษแล้วทำเครื่องหมายในช่องให้คะแนน เด็กรู้สึกเหมือนเป็นปศุสัตว์ถูกนำมาขายในตลาด  เมื่อตรวจเสร็จเจ้าหน้าที่
อ่านรายชื่อเด็กหกสิบคน ที่ได้รับคัดเลือกเพื่อส่งไปเป็นเยอรมัน ที่เหลือให้กลับบ้าน (ตอนนั้นเยอรมันยังไม่โหดจึงให้กลับบ้านได้  ตอนหลัง
ไม่ให้กลับแต่ส่งเข้าค่ายมรณะเลย) เขาผิดหวังที่ถูกเลือก และรู้สึกประหลาดใจเพราะเขาตัวค่อนข้างเล็ก สำหรับอายุขนาดนี้



เด็กหกสิบคน ถูกนำส่งสถานีรถไฟโปสนัน ถูกคุมตัวขึ้นรถไฟมีทหารพร้อมอาวุธควบคุม  ถูกนำไปที่เมืองคาลิซ ประมาณแปดสิบไมล์ทาง
ตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองโปสนัน  ที่นี่พวกเขาถูกส่งไปที่อาคารซึ่งพอเขาเห็นกำแพงสูงล้อมรอบ เขาก็จำได้ว่าเดิมเป็นคอนแวนท์ที่น้าสาว
ของเขามาบวช และเขาเคยมาเยี่ยมสองสามครั้ง ตอนนี้เยอรมันเปลี่ยนสถานที่เป็นสถานรับเด็ก ที่คาลิซเด็กเริ่มเรียนภาษาเยอรมันและ
ใส่เครื่องแบบยุวชนนาซี ซึ่งเป็นองค์กรรับผิดชอบฝึกเด็กให้เป็นสมาชิกผู้ภักดีต่อพรรค สถานรับเด็กนี้ดำเนินการแบบโรงเรียนฝึกทหาร
จึงต้องฝึกเดินสวนสนามบ่อยมาก


สองเดือนแรก ที่คาลิซมีภาพติดตาคอยหลอนเขาเรื่องหนึ่ง มีแม่คนหนึ่งสืบทราบว่าลูกชายอายุหกขวบของเธออยู่ที่นี่ เธอมองเห็นลูกจากประตู
เธอจึงบุกเข้ามาที่สนามเด็กเล่นเพื่อชิงลูกกลับ พอเธอคว้าตัวลูกได้ ทหารเยอรมันก็กระชากเด็กกลับไปแล้วเตะถีบเธอ ต่อหน้าลูกที่ดูอยู่
ด้วยความหวาดกลัว เธอเลือดกลบปาก และเต็มศีรษะตอนถูกโยนข้ามกำแพงออกไปข้างนอก เขาไม่ทราบว่าเธอเสียชีวิตหรือไม่ แต่คืนนั้น
เขากับเพื่อนในกลุ่มร่วมกันสาบานว่า จะไม่ยอมเป็นมิตรกับเยอรมัน และผู้ที่สมคบกับเยอรมันและจะทำทุกอย่างเพื่อแก้แค้นต่อความโหดร้าย
ที่พวกเขาได้พบเห็นในบ่ายวันนั้น

วันที่ 22กรกฎาคม เด็ก 600 คนขึ้นรถไฟออกจากคาลิซไปที่เมืองมึนเด็นประเทศออสเตรีย เป็นการเดินทางที่เชื่องช้าใช้เวลาถึงสองวันสองคืน
แล้วในที่สุดก็มาถึงปลายทาง พวกเขาขึ้นรถบรรทุกไปที่ “โอเบอร์ไวซ์” เป็นปราสาทสมัยกลาง ที่สวยงามบนเนินเขาทางเหนือของทะเลสาบ ทรุนซี   
เป็นสถานที่ใช้เปลี่ยนเด็กโปแลนด์ให้เป็นเยอรมัน  สิ่งแรกที่พวกนั้นทำกับเขาก็คือบังคับให้เปลี่ยนชื่อ เป็นขั้นตอนแรก ที่จะทำให้เขาลืมว่า
เป็นชาวโปแลนด์ ตอนนี้เขากลายเป็น อเล็กซานเดอร์  ปีเตอร์  แล้ว พวกนั้นออกเอกสารประจำตัวให้ใหม่โดยไม่ระบุว่าเขาเป็นชาวโปแลนด์ 



แม้ทางการจะห้ามใช้ภาษาโปแลนด์ หากฝ่าฝืนจะถูกลงโทษอดอาหาร  แต่พวกเด็กมีจิตใจต่อต้านและรู้สึกชอบใจถ้าได้ฝ่าฝืน ตอนกลางคืน
เมื่อยามเอสเอสเข้าใจว่า พวกเขาหลับแล้วพวกเขาจะแอบคุยกันด้วยภาษาโปแลนด์ เป็นเวลาหลายชั่วโมงอย่างมีความสุข  พวกเขาฝ่าฝืน
กฎอื่น ๆ ด้วย  เช่น พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เขียนจดหมายถึงทางบ้าน หรือรับจดหมายจากทางบ้าน  แต่พวกเขาแอบเอาจดหมายออกไปส่ง
โดยหย่อนในตู้ไปรษณีย์ เด็กบางคนสามารถบอกพ่อแม่ได้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน แต่ครอบครัวเด็กจะตอบจดหมายได้อย่างไร  จดหมายที่ส่งมา
ที่ปราสาทจะถูกยึดโดยอัตโนมัติ


แต่แล้วในฤดูใบไม้ร่วงวันหนึ่ง  เด็ก ๆ ก็มีโชค พวกเขาเดินอยู่ในสนามข้าง ๆ ปราสาทผ่านต้นแอปเปิลใกล้ฟาร์มแห่งหนึ่ง แอปเปิลกำลังสุกหวาน
พวกเขาจึงแอบเข้าไปขโมย เด็กคนหนึ่งเห็นผู้หญิงเจ้าของฟาร์มจึงตะโกนเตือนเพื่อน ๆ ผู้หญิงคนนั้นฉงนเมื่อได้ยินเด็กพูดภาษาโปแลนด์
ซึ่งเป็นภาษาของเธอด้วย เธอจึงเข้ามาสอบถามและทราบเรื่อง เธอเห็นใจเด็กและตกลงช่วยรับจดหมายแทนพวกเขา โดยให้ส่งจดหมาย
มาที่ฟาร์มเธอ พวกเขาดีใจมาก นี่เป็นเรื่องอันตราย แต่ก็คุ้มค่าหากเด็กโชคดีได้รับจดหมายจากทางบ้านเป็นครั้งคราว ก็จะเป็นความหวังว่า
วันหนึ่งเด็กพวกนี้อาจได้กลับบ้านไม่ว่าจะอีกนานเพียงใด

พวกเขายังพบหนทางอื่น ที่ช่วยให้ทนความลำบากได้มากขึ้น อาหารที่ปราสาทไม่เคยพอกับความหิวโหยของเด็ก ๆ พวกเขาจึงหิวอยู่ตลอดเวลา     
เจ้าหน้าที่รับผิดชอบซื้ออาหารขาเป๋ข้างหนึ่ง จึงต้องให้เด็กคนหนึ่งไปช่วยขนของกลับจากในเมือง หากคนในกลุ่มเขาได้รับเลือกไปช่วยพวกเขา
ก็จะหาโอกาสขโมยของจากร้านค้ามาซ่อนไว้ในปราสาท นอกจากนี้พวกเขายังแอบขโมยอาหาร ในห้องใต้ดินด้วยแต่ต้องทำอย่างระมัดระวัง   
อาหารที่ขโมยมาจะนำมาเลี้ยงฉลองกัน แล้วเช้าวันหนึ่งหลังการฉลองเขาต้องประหลาดใจที่ยามตรงมาที่เตียง และเฆี่ยนตีเขา 

ตอนนั้นเองเขาสังเกตเห็นรอยนมหกเป็นทางจากห้องใต้ดินมาที่เตียงเขา หลักฐานชัดเจน

พวกเด็ก ๆ หนาวและหิว  พอฤดูใบไม้ร่วงเปลี่ยนเป็นฤดูหนาวพวกเขายังต้องใส่เสื้อผ้าบาง กางเกงขาสั้นและรองเท้าแตะ ในการเดินสวนสนาม
ไปตามถนนรอบปราสาท ชาวออสเตรียที่พบเห็น จะโยนเสื้อผ้าที่อบอุ่นให้เด็กแต่พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เก็บ ทำให้เด็กต้องทนเจ็บปวด
เพราะความหนาวและเท้าพอง(ความหนาวกัดเท้า)



เขาอยู่ที่นี่สองปี ในช่วงสองปีนี้เด็กส่วนใหญ่ในกลุ่มเขาถูกเลือกไปเป็นบุตรบุญธรรมเกือบหมดแล้ว ส่วนเด็กโตที่ไม่มีใครรับไป เมื่อถึงวันเกิด
ครบสิบห้าปีก็ถูกเกณฑ์เป็นทหารเยอรมัน ปี 1944 เด็กในกลุ่มเขาเหลืออยู่เพียงห้าคน เยอรมันตัดสินใจส่งพวกเขาไปฝึกในค่ายยุวชนฮิตเลอร์
ในเมืองมาเรีย ชมอล ตอนใต้ของประเทศเยอรมัน  เพื่อเป็นทหาร

ตอนนี้สงครามจวนจบแล้วเยอรมันกำลังพ่ายแพ้ ทุกเขตของเยอรมัน และเขตยึดครองถูกโจมตีทิ้งระเบิดโดยกองทัพอากาศสหรัฐและอังกฤษ
โดยสหรัฐทิ้งระเบิดกลางวันและอังกฤษทิ้งระเบิดกลางคืน  (หาอ่านเพิ่มเติมหนังสือเรื่อง “ไฟนรกฮัมเบริก”) แน่นอนว่ารถไฟเป็นเป้าหมาย
ที่ถูกโจมตีเสมอ  เด็กชายทั้งห้าพร้อมผู้คุมยังอยู่ห่างจาก มาเรีย ชมอล ประมาณสามสิบไมล์ตอนที่เครื่องบินทิ้งระเบิดสหรัฐเข้าโจมตี   
ผู้โดยสารแตกตื่นลงจากรถแล้วเดินไปตามทางรถไฟโดยมีเครื่องบินตามกราดยิงด้วยปืนกล  มีกระสุนปืนยิงโดนหมวกของเขา เขาคิดว่าคง
ต้องตายแน่ แต่ก็รอดมาได้เพราะมีนายทหารเยอรมันที่เดินทางมาในขบวนรถเดียวกันได้แสดงให้เห็นวิธีหลบกระสุน ด้วยการพุ่งหมอบลงกับพื้น
ก่อนเครื่องบิน จะบินผ่านเหนือศีรษะเพราะเครื่องบินยิงตรงลงพื้นไม่ได้ ในที่สุดทางรถไฟถูกทำลาย จากการโจมตีพวกเขาพร้อมผู้คุมจึงต้อง
เดินเท้าไปตามทางรถไฟ ใช้เวลาเดินทางสองวัน  พักค้างคืนในโรงเก็บหญ้าแห้ง เมื่อถึงค่ายยุวชนฮิตเลอร์ พวกเขาได้รับการฝึกเพื่อจะเข้า
ประจำการเป็นทหารเยอรมัน


ทหารพันธมิตรยกพลขึ้นบกเดือนมิถุนายน 1944 และเริ่มปลดปล่อยเขตยึดครองของเยอรมัน  คืนหนึ่งในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่เชื่อกันว่า
ทหารสหรัฐกำลังรุกคืบใกล้เข้ามา พวกเขาถูกสั่งให้เก็บข้าวของเตรียมเดินทางในเช้าวันรุ่งขึ้น พวกเขาได้รับแจกขนมปังกรอบสามชิ้นพร้อมคำสั่ง
ให้กินวันละชิ้นเพราะอาหารปันส่วนสามวันข้างหน้ามีแค่นี้  ด้วยความหิวและความรู้สึกต่อต้าน เด็กทั้งห้าจัดการกินขนมหมดทันทีในตอนนั้นเลย   
โชคดีเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ก่อนจะออกเดินทางก็ได้ยินเสียงรถถังสหรัฐ คืบคลานเข้ามาและท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยพลร่ม ผู้คนในหมู่บ้านพากันเอาธงขาว
มาผูกที่หน้าต่างและระเบียงเป็นสัญญาณยอมจำนน ในเขตนี้ของออสเตรียสงครามสิ้นสุดแล้ว



เด็กชายชาวโปแลนด์ ตื่นเต้นกับการปลดปล่อยแต่ยังรู้สึกกังวล ด้านหนึ่งดีใจที่คนที่จับเขามาเป็นนักโทษสองปีและปฏิบัติต่อพวกเขาอย่าง
โหดร้ายต้องพ่ายแพ้ แต่อีกด้านกังวลว่าผู้เข้ายึดครองรายใหม่จะปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไร เพราะพวกเขาอยู่ในค่ายฝึกทหารเยอรมันจึงถูก
อเมริกันจับเป็นเชลย งานแรกจึงเป็นการอธิบายให้อเมริกันเชื่อว่าพวกเขาไม่ใช่เยอรมันแต่เป็นโปแลนด์ เรื่องนี้ไม่ง่ายเพราะหลังจากถูกบังคับ
ให้พูดเยอรมันมาสองปีพวกเขาพูดภาษาโปแลนด์ไม่คล่องเหมือนเดิม แต่ในที่สุดก็ทำสำเร็จพวกเขาไม่ถูกจับ แถมยังได้งานทำเป็นงานเล็ก ๆ น้อย ๆ
ในกองกำลังสหรัฐ  เพื่อนห้าคนแยกย้ายกัน  เขาย้ายตามฐานปฏิบัติการทหารสหรัฐจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ไปสิ้นสุดที่ค่ายทางตะวันตกของโปแลนด์   
ที่นี่เขาได้เข้าโรงเรียนเป็นภาษาโปแลนด์เป็นครั้งแรกหลังเวลาผ่านไปเกือบสามปี เขาเข้ากับพวกอเมริกันได้ดี   

แม้เขาจะไม่กังวลอนาคตของเขาแต่กังวลอนาคตของเพื่อน ๆ จากปราสาทโอเบอร์ไวซ์ที่ต้องกลายเป็นบุตรบุญธรรมของครอบครัวเยอรมันและออสเตรีย 
พวกเขาจะต้องใช้ชีวิตที่เหลือนอกประเทศไปตลอดชีวิต เป็นไปได้ไหม ที่จะตามหาแล้วพาพวกเขากลับบ้านไปหาพ่อแม่ที่แท้จริงในโปแลนด์ 
ค่ายที่เขาพักอยู่ใกล้โอเบอร์ไวซ์ เขาจึงขอให้ทหารอเมริกันพาเขากลับไป ที่ปราสาทเพื่อดูว่ามีบันทึกเกี่ยวกับเด็กที่ถูกลักพามาและที่อยู่ของครอบครัว
บุญธรรมหรือไม่ ทหารอเมริกันเอาด้วยโดยให้ร้อยเอกอเมริกันนายหนึ่งขับรถพาเขาไปที่ปราสาท  เขากับร้อยเอกอเมริกันขับรถผ่านประตูใหญ่เข้าไป
ขอพบผู้ดูแล พวกเขาได้รับคำบอกว่าตอนนี้ปราสาทกลายเป็นโรงพยาบาลเยอรมันและไม่มีบันทึกเกี่ยวกับเด็กอยู่เลย   

เขานึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ เขาจำได้ว่ามีหญิงเยอรมันคนหนึ่ง ที่เป็นครูสอนภาษาเยอรมันเคยพาเขาไปที่บ้านของเธอ เธอกับสามีซึ่งเป็นตำรวจได้รับ
เด็กชาวโปแลนด์ไว้เป็นบุตรบุญธรรมคนหนึ่ง เป็นเด็กหญิงผมสีเข้มอายุน้อยกว่าเขาปีหนึ่งชื่อเฮเลน่า  เขาจำทางไปบ้านเธอได้จึงขับรถไป
ร้อยเอกอเมริกันเข้าไปก่อน  เขากลับออกมาบอกว่ามีเด็กหญิงผมเข้มชื่อเฮเลน่าจริง แต่แม่เธอยืนยันว่าเธอเป็นเยอรมันและเอกสารต่าง ๆ ก็ระบุอย่างนั้น   
เขาจึงบอกว่า “เราเข้าไปพร้อมกัน  ดูซิว่าจะเกิดอะไรขึ้น” 



คราวนี้ทั้งหญิงเยอรมันและเฮเลน่าจำเขาได้  พวกเธอแสดงปฏิกิริยาต่างกัน หญิงเยอรมันช็อคหน้าซีด ส่วนเฮเลน่ายิ้มดีใจและพูดตอบโต้
กันด้วยภาษาโปแลนด์ ร้อยเอกอเมริกันสิ้นสงสัยและบอกให้เฮเลน่าเก็บข้าวของไปกับพวกเขาเพื่อจะได้กลับโปแลนด์  วนหญิงเยอรมันร้องให้
ด้วยความปวดร้าวที่ต้องสูญเสียเด็กที่เธอคิดว่าเป็นลูกไป

ถึงจุดนี้เขาสงสัยขึ้นในฉับพลันว่าทำถูกหรือไม่ เด็กหญิงดูมีความสุขดีกับครอบครัวบุญธรรมที่นี่  ถ้าหาครอบครัวแท้จริงของเธอในโปแลนด์ไม่พบจะทำยังไง   
การกระทำของเขาทำให้เกิดความเศร้าโศกกับหญิงจิตใจดีงามคนหนึ่งซึ่งยินดีรับเฮเลน่าไว้อุปการะ  ตอนนี้เธอต้องปวดร้าวเช่นเดียวกับพ่อแม่ชาวโปแลนด์
ของเด็กหญิงตอนที่เธอถูกชิงมาเมื่อสามปีก่อน ในทางปฏิบัติเฮเลน่าจะมีความสุขในออสเตรียหรือในโปแลนด์มากกว่ากัน  ไม่มีใครรู้อนาคตจึงไม่มีใคร
ตอบคำถามนี้ได้ เขาเริ่มเรื่องนี้ขึ้นจึงต้องเดินหน้าต่อไป

หญิงเยอรมันหยุดร้องให้ยืนนิ่งงัน  เธอช็อคจนไม่ได้กล่าวลาเฮเลน่า พอเด็กหญิงปีนขึ้นรถพร้อมกับเขาและร้อยเอกอเมริกัน  เธอก็วิ่งถลาออกมาจากบ้าน
กรีดร้องแล้วทุ่มตัวใส่หน้ารถ ตอนนั้นเองสามีเธอขี่จักรยานยนต์กลับมาพอดี เมื่ออธิบายทุกอย่างให้เขาฟังเขาบอกภรรยาว่าไม่มีทางเลือกอื่นต้องให้
เฮเลน่าไป

เดือนธันวาคม 1945 เฮเลน่ากลับไปหาพ่อแม่ที่เมืองลอดซ์ทางตะวันตกของกรุงวอร์ซอ  สามสิบปีให้หลังเขาเดินทางกลับโปแลนด์แล้วไปตามหาเธอที่บ้าน   
เขากรดกริ่งหน้าบ้าน  มีวัยรุ่นหญิงหน้าตาละม้ายกับเด็กหญิงที่เขารู้จักจากค่ายออกมาเปิดประตู  เธอบอกว่าแม่เธอไปทำงาน  เขาจึงขอให้เธอ   
“โทรบอกแม่ว่าเพื่อนจากออสเตรียมาเยี่ยม”

ตอนนั้นเฮเลน่าเป็นผู้พิพากษาแล้ว พอเธอได้รับโทรศัพท์จากลูกสาวเธอเลื่อนคดีและงานทุกอย่างทันทีแล้วรีบกลับบ้าน  เป็นการพบกันที่มากด้วยอารมณ์   
กอดกันแน่นพร้อมน้ำตา  ผ่านไปชั่วขณะหนึ่งเขาจึงถามว่า

“ผมต้องถามคุณอย่างหนึ่ง  ผมทำถูกรึเปล่าที่ใช้กำลังพรากเธอมาจากครอบครัวชาวออสเตรีย”

เฮเลน่ายิ้ม “เป็นสิ่งดีที่สุดที่คุณทำ”   

“ฉันอยากเป็นนักกฎหมายมาตลอดแล้วตอนนี้ก็ได้เป็นสมใจ  ฉันไม่แน่ใจว่าครอบครัวออสเตรียจะยอมให้ฉันได้รับการศึกษาอย่างดีเช่นนี้”


สำหรับตัวเขาเองกลับไม่มีการกลับบ้านแบบแฮปปี้เอนดิ้งเหมือนหนังละครทั้งหลาย ในทันทีหลังสงครามเขาพยายามติดต่อพ่อแม่และน้องสาว   
เขาได้รับการบอกกล่าวว่าพวกเขาสาบสูญไปเหมือนคนโปแลนด์อื่นอีกเป็นล้านคน หลังจากนั้นอีกนานเขาจึงได้ยินเรื่องราวการสังหารหมู่ใกล้เขตบ้าน
เขาในช่วงที่ทหารเยอรมันถอยร่นจากการรุกไล่ของทหารรัสเซีย  คาดว่าพ่อแม่และน้องคงอยู่ในเหตุการณ์สังหารหมู่ครั้งนั้นนั่นเอง




เขาไม่ต้องการกลับโปแลนด์อย่างเด็กกำพร้า เขาจึงเข้าเป็นทหารโปแลนด์ไปประจำอยู่อิตาลีแล้วต่อไปที่อังกฤษ  ความตั้งใจตั้งแต่ยังเด็กที่จะอุทิศตน
ให้ศาสนาได้ผนวกกับประสบการณ์ระหว่างสงคราม ทำให้เขาเข้าร่วมงานมิชชั่นเนอรีและบวชเป็นพระในที่สุด ขณะที่อเล็กซานเดอร์โชคดีรอดสงคราม 
เด็กอีกจำนวนมากเป็นเรือนล้านไม่รอด  ขณะที่เด็กเหล่านี้ทนทุกข์ทรมานขนาดนี้  ผู้เป็นพ่อแม่ที่กล่าวกันว่าเจ็บปวดเป็นทวีคูณนั้นจะเจ็บปวดเพียงใด

สามสิบปีให้หลังในอีกซีกโลกหนึ่งภายใต้ผู้นำบ้าคลั่งเหมือนกันเด็ก ๆ ในกัมพูชาข้างบ้านเรานี้เองก็ประสบชะตากรรมคล้ายกัน ต้องอดอาหาร เจ็บป่วย 
พลัดพรากจากพ่อแม่ ทำงานหนัก และล้มตายเป็นเรือนแสน หรือมนุษย์เราจะไม่มีวันเรียนรู้จากบทเรียนใด ๆ เลย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30 มีนาคม 2019, 10:57:32 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่

eakiwaz

  • เด็กทะลึ่ง
  • ****
  • กระทู้: 98
  • คะแนนจิตพิสัย +0/-0
    • ดูรายละเอียด
Re: เบื้องหลังนาซี แปลงเด็กโปแลนด์เป็นเยอรมัน
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 06 มิถุนายน 2019, 20:12:04 »

ขอบคุณมากๆครับ สำหรับบทความ