ผู้เขียน หัวข้อ: ปริศนาลึกลับของโลก ที่ถูกไขปริศนาจนกระจ่างแล้ว (หรือเปล่า...?)  (อ่าน 71 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 18032
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed

ปริศนาลึกลับของโลก ที่ถูกไขปริศนาจนกระจ่างแล้ว
cr. Cammy-เต่านรก

ครั้งหนึ่งปริศนาเหล่านี้เคยเป็นที่สนใจของโลก และแต่เรื่องเต็มไปด้วยความลึกลับ น่าพิศวง หาคำตอบไม่ได้
อย่างไรก็ตามด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ การตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญ กาลเวลาที่ผ่านไปเนิ่นนาน จนในที่สุด
พวกเขาได้ก็สามารถหาคำตอบแก้ไขปริศนาเรื่องลึกลับเหล่านี้ได้จนเกือบสมบูรณ์แบบ และนี่คือคำตอบของ
ปริศนาของโลก ที่น่าสนใจ
   
10. Incorruptible Corpse


   
“ศพไม่เน่าเปื่อย” เป็นความเชื่อของคาทอลิกดั้งเดิมเชื่อว่ามีพลังอำนาจเหนือธรรมชาติได้เข้าไปในร่างกายของผู้ตาย
ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงกระบวนการสลายตัวของศพได้ โดยส่วนใหญ่บุคคลที่ได้รับพลังดังกล่าวคือนักบุญ ซึ่งส่วนใหญ่
ศพเหล่านี้จะคงสภาพเหมือนตายใหม่ๆ ทั้งๆ ที่เวลาผ่านไปนานมาแล้ว และนอกจากนี้ยังมีกลิ่นหวานหรือเหมือนดอกไม้
ในร่างศพซึ่งพวกเขาเรียกว่า “กลิ่นของความศักดิ์สิทธิ์” ในประเทศเอเชียก็มีความเชื่อว่าหากนักบวชรูปใดปฏิบัติธรรม
อย่างเคร่งครัดเมื่อตายแล้วร่างกายจะไม่เน่าเปื่อย ซึ่งกรณีศพไม่เน่าที่มีชื่อเสียงที่สุดคือกรณีของเซนต์นักบุญแบร์นาแด๊ต
(ค.ศ. 1844-1879) ที่เสียชีวิตเมื่ออายุ36ปี แต่ร่างกายของเธอไม่เน่าเปื่อยเลย แถมสภาพเธอยังสดสวยงามราว
นอนหลับเช่นนี้มานานจนถึงปัจจุบัน




ไขปริศนา ความจริงแล้วเรื่องศพไม่เน่านี้สามารถอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ได้นานแล้ว โดยสาเหตุศพไม่เน่านั้นขึ้นอยู่กับ
เงื่อนไขสภาพแวดล้อมต่างๆ และตัวผู้ตาย เป็นองค์ประกอบ อย่างศพเซนต์นักบุญแบร์นาแด๊ต เนื่องจากเป็นนักบวชจึงมี
ปริมาณไขมันในร่างกายต่ำ เช่น มีความระวังในการรับประทานอาหาร รับประทานแต่พอดี มี ทำให้ไม่มีไขมัน หรือมีน้อย
ทำให้ของเสียในร่างกายมีน้อย ประกอบกับสภาพความชื้น สิ่งแวดล้อมที่การฝังศพในดินที่มีสภาพแวดล้อมที่ไม่มีออกซิเจน
และแบคทีเรียและหนอนแมลงซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้ร่างกายเน่าเปื่อย อีกทั้งในดินเองมีอุณหภูมิต่ำ แห้ง และสารบางอย่าง
ที่ทำให้เกิดกระบวนการผลิตสู่ หรือ “Saponification” นั่นเอง ทำให้ร่างกายเป็นสู่หรือขี้ผึ้ง ซึ่งสามารถอยู่ไปได้หลาย
ร้อยปีหากเก็บไว้ในสภาพแวดล้อมเหมาะสม



ส่วนสาเหตุที่บางศพมีเส้นผมและเล็บก็ยาวขึ้นเหมือนครั้งมีชีวิตนั้นเป็นความเข้าใจผิดกันไปเอง เป็นเพราะผิวหนังหดยุบไปเอง
หลังจากที่ตาย ลงไปมากกว่า เพราะการงอกของผมและเล็บอยู่ภายใต้ความควบคุมของฮอร์โมน ซึ่งจะหมดสิ้นลงพร้อมกับ
ที่คนสิ้นลมเช่นกัน



 
9. Face on Mars
   


ในปี 1976 เกิดเรื่องราวโลกตกตะลึงขึ้นเมื่อมีการปรากฏภาพถ่ายจากยานไวกิ้งที่ 1 ซึ่งถ่ายได้จากบริเวณที่เรียกว่า Cydonia
บนดาวอังคาร ได้ติดรูปใบหน้าคนบนพื้นผิวของดาวมาด้วย โดยรูปที่ถ่ายทีดังๆ มี 3 ภาพ ภาพแรกเป็นรูปหน้าคนเหมือนสฟิงซ์
แห่งกิเซไม่มีผิดเพี้ยน ภาพสองเป็นรูปเหมือนพีระมืดบนดาวอังคาร และภาพที่สามเป็นรูปสิ่งก่อสร้างลึกลับที่เหมือนเส้นทางเดิน
อะไรสักอย่าง 


องค์การนาสาแถลงว่า นี่เป็นเพียงข้อผิดพลาดของภาพถ่าย เนื่องจากการเล่นตลกของมุมกล้อง แสง และเงา เลยบังเอิญถ่ายรูป
ของภูเขาเป็นใบหน้าขึ้นมา อย่างไรก็ตามรูปดังกล่าวทำให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกตั้งทฤษฎี ถึงความเป็นไปได้ว่ามีสิ่งมีชีวิตบน
ดาวอังคาร และมีวิทยาการสร้างสิ่งนี้ขึ้นมา 



ไขปริศนา หากซูมใบหน้าบนดาวอังคารไปใกล้ๆ จะพบว่ามันเป็นเพียงก้อนหินธรรมดาเท่านั้นเอง โดยจากภาพถ่ายล่าสุดของ
กล้อง "ไฮไรส์" ขององค์การนาซ่า ที่ได้รับการเผยแพร่ ได้แสดงให้เห็นถึงภาพถ่ายที่ใกล้ที่สุดของวัตถุที่เคยเข้าใจผิดกันมา
เป็นเวลานานนั้น แท้จริงแล้วก็คือหินที่เรียกว่า "เมซ่า" ซึ่งมีขนาดยาวประมาณ 2 ไมล์ และสูงประมาณ 200-300 ฟุต

มีผู้เคยตั้งทฤษฎีไว้ว่า "ใบหน้า" ดังกล่าว อาจเกิดจากการสร้างสรรค์ของอารยธรรมโบราณของมนุษย์ดาวอังคาร โดยภาพ
ที่คาดว่าเป็นใบหน้ามนุษย์ดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วยตา จมูก และปากนั้น อาจเกิดจาก การตกกระทบของแสงจากดวงอาทิตย์
ซึ่งทำมุมได้อย่างพอดีกับพื้นผิวขรุขระของ ก้อนหินและปรากฏการณ์ที่เราเห็นใบหน้ามนุษย์ในวัตถุต่างๆนั้นเรียกว่า "Pareidolia"
หรือ "อาการที่สมองของคนเราตีความแสงและเงาจากสิ่งต่างๆผิดพลาด จากสิ่งที่ตนเองคุ้นเคย" ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมเรา
จึงเห็นกระต่ายบนดวงจันทร์ หรือใบหน้าคนจากเศษใบชา เป็นต้น



 
8. The Wem Fire Apparition, 1995
   


เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 1995 ที่ศาลากลางจังหวัดเวมในเมืองชรอปไชร์ ประเทศอังกฤษ ช่างภาพสมัครเล่นท้องถิ่นคนหนึ่ง
ได้ถ่ายภาพศาลากลางที่ตอนนั้นกำลังเกิดไฟลุกไหม้ และเมื่อล้างภาพก็ปรากฏรูปเด็กผู้หญิงลึกลับคนหนึ่งกำลังมองมายัง
กล้องถ่ายรูปโดยมีฉากหลังเป็นเปลวไฟกำลังลุกท่วมไหม้


ตอนแรกหลายคนคิดว่าเธอเป็นเหยื่อไฟไหม้หากแต่จากการตรวจสอบบริเวณนั่นก็ไม่พบซากศพใดเลย และมีการยืนยันว่า
ในที่เกิดเหตุก็ไม่มีใครอยู่ที่บริเวณดังกล่าว ทำให้เชื่อว่าภาพถ่ายดังกล่าวเป็นรูปถ่ายติดวิญญาณและหลายเชื่อว่าวิญญาณ
รูปถ่ายนี้เป็นเด็กสาวอายุ 14 ปี ชื่อ เจน ชูรัมย์ ซึ่งตายเพราะถูกไฟคลอกตายเนื่องจากความสะเพร่าในการดับเทียนไข
จนไฟไหม้บ้านในปี 1677 และนี้คือภาพถ่ายติดวิญญาณที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ที่เชื่อว่าเป็นของแท้

ไขปริศนา ภาพดังกล่าวได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นภาพถ่ายติดวิญญาณที่ทำขึ้น โดยใช้ภาพถ่ายจากโปสการ์ดรูปถ่ายเมือง
เวมในปี 1992 มาตัดต่อ สังเกตภาพถ่ายโปสการ์ดดังกล่าวผู้หญิงประตูทางด้านซ้ายมือเหมือนผู้หญิงในรูปถ่ายติดผีไม่มีผิด
ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาและหมวกของเธอที่เหมือนกัน ส่วนช่างภาพที่ถ่ายวิญญาณดังกล่าวเสียชีวิตในปี 2005 เขายังคงยืนยันว่า
ภาพถ่ายของเขาเป็นของจริงก่อนสิ้นลม อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมาภาพดังกล่าวได้รับการตรวจสอบอีกครั้งโดยผู้เชี่ยวชาญ
จากพิพิธภัณฑ์แห่งชาติถ่ายภาพ สรุปได้ว่ามันคือของปลอม



 
7. Eltanin Antenna


   
1964 เรือ USNS เอลทานิล ซึ่งกำลังวิจัยเรื่องมหาสมุทรอยู่นั้น ได้ถ่ายรูปวัตถุประหลาดใบหนึ่งในใต้พื้นทะเลในแอนตาร์กติกา
ทางทิศตะวันตกของเคปฮอร์น ซึ่งต่อมาวัตถุประหลาดดังกล่าวได้ถูกกล่าวขานว่า “เสาอากาศเอลทานิล” โดยรูปร่างของมัน
เหมือนเสาอากาศ แต่ปัญหาก็คือเสาอากาศนี้อยู่ใต้ทะเลที่ลึกถึง 3904 เมตร และรูปร่างแปลกประหลาดกว่าเสาอากาศทั่วๆ ไป
และทำไมมันถึงตั้งอยู่ในท้องทะเลดังกล่าว ทำให้คนหลายเชื่อว่ามันเป็นสิ่งประดิษฐ์ต่างดาว หรือวัตถุโบราณล้ำยุค




ไขปริศนา มันคือฟองน้ำธรรมดาที่รูปร่างเหมือนเสาอากาศเท่านั้น โดยฟองน้ำดังกล่าว Cladorhiza concrescens หรือฟองน้ำเนื้อ
ที่สามารถนำมากินได้ โดยฟองน้ำดังกล่าวมีก้านยาวและมีรากลึกลงไปในโคลนตม มีก้าน 4-6 ก้าน โดยส่วนใหญ่แล้ววัตถุลึกลับ
ที่อ้างว่าแปลกประหลาดนั้นส่วนใหญ่มาจากการการสร้างสรรค์ของธรรมชาติล้วนๆ



 
6. Amelia Earhart


   
อเมเลีย เอียร์ฮาร์ต เป็นนักบินหญิงชาวสหรัฐคนแรก ที่พยายามบินเดี่ยวทั่วโลกระยะทางประมาณ 29,000 ไมล์ หลังจากครั้งแรกล้มเหลว
เธอก็พยายามอีกครั้งใน ปี 1937 เธอได้พยายามทำสถิติในการบินรอบโลกอีกครั้ง แต่ได้หายสาบสูญไปอย่างลึกลับ เหนือน่านน้ำมหาสมุทร
แปซิฟิก  ใกล้เกาะฮาวแลนด์เกาะเล็กๆ ที่อยู่ตรงกลางมหาสมุทร โดยสหรัฐฯ ได้ใช้เงินถึง 4 ล้านเหรียญในการค้นหาอเมเลียทั้งทางน้ำ
และทางอากาศ เป็นการค้นหาที่มีราคาแพงที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งยุคนั้น


อย่างไรก็ดี เทคนิคในการค้นหาในยุคนั้นยังค่อนข้างโบราณ อาศัยเพียงความเห็นของคน การค้นคว้าจึงไม่บรรลุผล ทำให้จนบัดนี้ไม่มีใคร
พบเห็นหรือได้ยินข่าวของเธออีกเลย ปัจจุบันเอกสารหลักฐานเกี่ยวการหายและการค้นหาที่เป็นทางการยังถูกปกปิดเป็นความลับ



ไขปริศนา ความจริงแล้วการค้นพบกระดูกของอเมเลีย เมื่อปี 1940 เพียงสี่ปีหลังจากที่เธอหายไปนั้นเอง แต่ทำไมเรื่องราวกลับซับซ้อน
วุ่นวายไปได้ โดยโครงกระดูกดังกล่าวถูกพบโพลงปูมะพร้าวบนเกาะนิกกุมาโรโร่ ( Nikumaroro) ซึ่งเป็นเกาะปะการังเล็กๆ ในเส้นทา
งที่นักบินใช้ ห่างจากฮาวาย 1800 ไมล์  และเมื่อนำมาตรวจสอบพบว่าสอดคล้องรูปพรรณของอเมเลีย คือเป็นผู้หญิงเชื้อสายยุโรป
ในสหรัฐอเมริกา และส่วนสูงก็ตรงกับเจ้าตัวอีก

เชื่อว่าอเมเลียเครื่องบินขัดข้องจนต้องจอดเกาะดังกล่าว ซึ่งเกาะนั้นมีอุณหภูมิสูงถึง 100 องศา และเธอก็ติดเกาะและใช้ชิวิตอย่างสิ้นหวัง
ระยะหนึ่ง และเธออาจตายเพราะบาดเจ็บหรือติดเชื้อ หรืออาหารเป็นพิษหรือภาวะขาดน้ำในที่สุด และในปี 2007 นี้เองก็มีการค้นพบ
ชิ้นส่วนกระจก และซิบ ที่ผลิตในยุค 1930 บนเกาะแห่งนี้ซึ่งคาดว่าเป็นของอเมเลีย(ก่อนหน้านั้นมีการค้นพบรองเท้าและของใช้อื่นๆ ด้วย)
และข้อสรุปดังกล่าวทำให้เกาะฮาวแลนด์ที่ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเครื่องบินของอเมเลียตกไม่ใช่โดยสิ้นเชิง




 
5. Mary Celeste


               
เรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 4 ธันวาคม 1872 เมื่อเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติอังกฤษชื่อ เดอี กราเซีย ได้เห็นเรือแมรี่ เซเลสต์
ซึ่งเป็นเรือใบสองเสาขนาด ๑๐๐ ฟุตลำหนึ่งที่ร้างคนและลอยอย่างไม่มีจุดมุ่งหมายกลางทะเลมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ
ระหว่างประเทศโปตุเกสกับหมู่เกาะอะซอเรส (Azores)


โดยเรือแมรี่ เซเลสต์นั่นได้แล่นออกจากนิวยอร์คไปเจนัว ในวันที่ ๗ พฤศจิกายน เพื่อส่งสินค้าเป็นสุรา โดยสมาชิกเรือประกอบด้วย
กัปตันบริกก์ ภรรยา ลูกสาว ลูกเรือ และผู้โดยสาร รวมทั้งหมด 10 คน หลังจากสำรวจบนเรือแมรี่ เซเลเลสต์ ก็พบว่าไม่มีร่องรอยคน
อยู่บนเรืออยู่เลย อีกทั้งสภาพในเรือก็น่าพิศวงเพราะทุกอย่างบนเรืออยู่ในสภาพที่ราวกับว่าเพิ่งมีคนอยู่ที่นั่นจนถึงเมื่อครู่ บ่งบอกอย่าง
ชัดเจนว่าสละเรือเป็นไปอย่างเร่งรีบโดยไม่มีการเตรียมตัวมาก่อน นอกจากนั้นยังไม่มีร่องรอยของการต่อสู้ ทรัพย์สินมีค่าต่างๆ บนเรือ
ยังอยู่ครบถ้วน ยกเว้นสุราหายไป 9 บาร์เรล

และที่น่าตกใจก็คือวันสุดท้ายที่มีการบันทึกคือเรือได้ผ่านอะซอเรสเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน หากตำแหน่งเรือปัจจุบันจะพบว่า
เรือแมรี่ เซเลสต์ กางใบแล่นมาโดยปราศจากคนบังคับเกือบ 100 ไมล์



ไขปริศนา เมื่อปี 2006 ด็อกเตอร์ อานเดรอา เซลลา (นักเคมีจากมหาลัยในลอนดอน) ได้ออกมาสังเกตว่าเป็นไปได้ไหม
ว่าตัวการทำให้เกิดเรื่องราวลึกลับยิ่งใหญ่ในทะเลดังกล่าวเกิดจากสุราที่หายหายไป 9 บาร์เรล แน่นอนว่าสุราดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้อง
กับลูกเรือแอบเอามาดื่มแล้วเมาแน่นอน

หากแต่เป็นสมมุติฐานที่ซับซ้อนกว่านั้น ก็คือการระเบิดที่ไม่น่าเชื่อในเครื่องดิ่มแอลกอฮอล์ โดยด็อกเตอร์คนดังกล่าวได้สร้างแบบ
จำลองของเรือแมรี่ เซเลสต์ที่ใช้ก๊าซบิวเทน (ก๊าซไวไฟ เป็นก๊าซที่ติดไฟได้ง่าย เมื่อสัมผัสถูกความร้อน เปลวไฟ) จำลองการระเบิด
ที่เกิดจากเครื่องดื่มแอลกฮอล์ที่รั่วไหลถังที่ขนส่งทางเรือ โดยเครื่องดื่ม 9 บาร์เรล ดังกล่าวได้เกิดก๊าซระเบิดขนาดใหญ่ทำให้เกิด
เปลวไฟขึ้น แต่เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างเย็น ทำให้ไม่มีเขม่าถูกทิ้งและไม่มีการเผาไหม้หรือระเบิด ผลคือทำให้เรือเกิด
ระเบิดประหลาดเกิดขึ้น และลูกเรือตกใจจนต้องลงเรือชูชีพและตายในท้องทะเลเพราะว่าขาดน้ำหรืออาหารในที่สุด ซึ่งข้อสันนิษฐาน
ดังกล่าวหลายฝ่ายยอมรับและสามารถอธิบายได้ว่าทำไมคนบนเรือจึงรีบร้อนลงจากเรือ




 
4. The Fate of Atlantis
   


แอตแลนติส เป็นเมืองเกาะในตำนานที่ปรากฏในหนังสือของเพลโตนักคิดแห่งกรุงเอเธนส์ ที่เขียนราว 400 ปีก่อนคริสตกาล
ในบทสนทนาระหว่าง "ทิมาอีอุส" กับ "ไครติอัส" โดยไครติอัส ที่พรรณนาเมืองแห่งนี้ว่า เป็นเมืองที่ปกครองโดยกษัตริย์
ปกครองแผ่นดินที่มีมหานครบนกลางเกาะ และในใจกลางนครมีหมาราชวังและวิหารที่ยิ่งใหญ่ของเทพโพไซดอน ดินแดน
แห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ มีต้นไม้สีเขียวทุกหนแห่ง อากาศที่แสนวิเศษ ทำให้ผลไม้สุกปีละสองครั้ง


ในแผ่นดินมีช้าง และสัตว์อื่นๆ มากมาย ทั้งสัตว์ป่า และสัตว์เลี้ยง ที่เมืองก็เจริญมั่งคั่งทั้งมีน้ำพุร้อนและเย็นสำหรับอาบ
เป็นน้ำพุประดับ สวนสาธารณะและสวนผลไม้ มีที่สำหรับออกกำลังกายสำหรับบุรุษและม้า สนามม้าแข่งขนาดใหญ่ โรงทหาร
ห้องคนเฝ้ายาม อู่เรือ ท่าเรือ เต็มไปด้วยเรือสิน ค้าและเรือทหาร ผู้คนเคารพกฎหมาย กษัตริย์ของพวกเขาก็ปกครองอย่าง
ชาญฉลาดและยุติธรรม

หากต่อมาพวกเขาต่างละโมบโลภมากและทะเยอทะยานจนเป็นเหตุทำให้ ซุส กษัตริย์แห่งทวยเทพโกรธเป็นอย่างมากเลย
บันดาลให้เกิดมหันตภัยธรรมชาติ แผ่นดินไหวและน้ำท่วมใหญ่ ทั้งวันและคืนที่โหดร้าย และแล้วเกาะยิ่งใหญ่แห่งแอตแลนติส
ก็จมหายไปในทะเลไปตลอดกาล ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถสรุปว่าเมืองแอตแลนติสอยู่ที่ใดกันแน่และซะตากรรม
ที่แท้จริงเป็นอย่างไร...?



ไขปริศนา เป็นที่เข้าใจหลายฝ่ายว่าตำนานของเพลโตเล่านั้นเป็นเรื่องสมมุติขึ้น เพื่อความบันเทิงมากกว่า สังเกตว่าเพลโต
เป็นคนเดียวที่เขียนบันทึกอาณาจักรนี้ และนับตั้งแต่นั้นมาใครก็ตามที่พูดเมืองแอตแลนติสจะอ้างถึงเพลโตทั้งสิ้น และจาก
เอกสารก็ไม่มีใครรู้อย่างแน่ใจว่าเรื่องของเพลโตเขียนเป็นเรื่องจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยเพลโตเองก็เล่าว่าเขาได้ยินเรื่อง
แอตแลนตีส มาจากนักบวชชาวอียิปต์มาอีกที โดยนักบวชชาวอียิปต์ก็ก็บอกว่าได้ยินจากปากอีกต่อกันมา ซึ่งวิธีถ่ายทอด
ข้อมูลลักษณะแบบนี้ทำให้เนื้อหาของเรื่องผิดพลาดเสมอ และหากนักบวชชาวอียิปต์บอกว่าแอตแลนติกมีจริงทำไมเขา
ไม่เล่าเรื่องนี้ให้เฮโรโดตุสนักประวัติศาสตร์ชาวกรีกฟังด้วย

และนั้นเองทำให้นักวิชาการเชื่อว่า แอตแลนติกเป็นอาณาจักรไม่มีตัวตนโดยเพลโตเขียนเพื่อความบันเทิง สอนใจ
โดยใช้ข้อมูลภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำท่วมโลก  ภัยพิบัติธรรมชาติ และสงครามเพโลโพนี
เข้าไปทำให้ดูน่าเชื่อถือ



 
3. The Tunguska Explosion


   
ในวันที่ 30 มิถุนายน 1908 เกิดการระเบิดลึกลับขึ้น บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำพอดกาเมนนายาทังกัสก้า ไซบีเรีย จักรวรรดิรัสเซีย
(ปัจจุบันคือ กราสโนยาร์คไคร ตอนกลางของรัสเซีย) เมื่อเวลาประมาณ 7.12 น. ประมาณการว่า การระเบิดนี้มีความรุนแรง
เทียบเท่ากับระเบิดทีเอ็นที ระหว่าง 5 เมกะตัน ถึง 30 เมกะตัน หรือประมาณ 1,000 เท่า ของระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิม่า
ประเทศญี่ปุ่น การระเบิดเกิดขึ้นกลางอากาศที่ความสูงประมาณ 5-10 กิโลเมตรเหนือพื้นดิน


การระเบิดทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนแผ่ออกเป็นวงกว้าง เทียบเท่ากับแผ่นดินไหวที่ 5 ริกเตอร์ ทำลายพื้นที่ป่าประมาณ 80 ล้านต้น
กินอาณาบริเวณประมาณ 2,150 ตารางกิโลเมตร และพยานที่พบเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวเล่าว่าเห็นท้องฟ้าสว่างจ้าก่อนที่จะระเบิดด้วย
และตอนที่ระเบิดเองทั่วยุโรปก็เกิดแสงบนฟ้าสว่างจ้าหลายวัน ส่วนทฤษฏีที่อธิบายเหตุการณ์ทังกัสก้าดังกล่าวก็มีหลากหลาย
ไม่ว่าจะเป็นเกิดจากการตกของอุกาบาตร การระเบิดของยานอวกาศมนุษย์ต่างดาว(แต่ไม่มีการค้นพบเศษชิ้นส่วนโลหะหรือแร่ธาตุที่
แปลกปลอมในบริเวณดังกล่าว)  นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการระเบิดไฮโดรเจน หลุมดำ และการทดลองของนิโคลา เทสลาเข้าไปด้วย



ไขปริศนา ในปี 2009 นักวิทยาศาสตร์สรุปปรากฏการณ์ลึกลับดังกล่าวว่าเกิดจากดาวหาง (เชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของดาวหางเอนซ์เค)
ที่เข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกและเมฆเรืองแสง โดยเมฆเรืองแสงหรือ Noctilucent Clouds เป็นกลุ่มเมฆรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนมี
และเกิดแสงสว่างมาก พบมากในช่วงพลบค่ำ มักเกิดในอุณหภูมิที่เย็นจัด และนั้นคือสาเหตุที่ทำให้ผู้เห็นเหตุการณ์เห็นท้องฟ้า
ในตอนนั้นสว่างจ้า และเมื่อดาวหางเข้ามาสู่ชั้นบรรยากาศโลกก็จะปล่อยไอน้ำแข็งออกมาเป็นปริมาณมากและไอน้ำแข็งของดาวหาง
ก็จะสัมผัสบรรยากาศชั้นสูงของโลกที่เย็นจัด ทำให้ไอน้ำแข็งเคลื่อนที่กระจายไปไกลทั่วทั้งยุโรป จนเป็นเหตุทำให้ท้องฟ้าสว่าง
อยู่นานหลายวันหลังการระเบิด

ซึ่งทฤษฏีดังกล่าวเป็นที่ยอมรับในวงกว้างแม้ว่าจะมีหลายฝ่ายคัดค้านว่าดาวหางไม่น่าจะมีเสียงดังขนาดนั้นก็ตาม



 
2.Stonehenge & Pyramids


   
กองหินประหลาดสโตนเฮนจ์ของอังกฤษ และปิรามิดอียิปต์ ทั้งสองสถานที่ล้วนเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก นอกเหนือจากวัตถุประสงค์
ในการสร้างแล้ว สิ่งที่ทำให้คนทั้งโลกประหลาดใจมากที่สุด สิ่งก่อสร้างทั้งสองอยู่ในบริเวณนั้นเป็นทุ่งกว้าง ไม่มีภูเขาและก้อนหิน
ที่นำมาสร้างสถานที่ดังกล่าวเลย ทำให้เชื่อว่าหินเหล่านี้มาจากที่อื่น


แต่ปัญหาคือผู้ก่อสร้างนำหินเหล่านั้นมาได้อย่างไร ในเมื่อหินที่ใช้ก่อสร้างนั้นเป็นหินขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก หนักเป็นตัน
คนธรรมดาหลายคนก็ยังยกไม่ค่อยได้ แต่พวกเขาใช้อะไรยกหินก้อน ที่หนัก ๆ หลาย ๆ ตัน ขึ้นวางซ้อนกันได้ อย่างง่ายดาย
อย่างที่เห็น มันเป็นได้อย่างไร ในเมื่อสมัยก่อนไม่มีอุปกรณ์ที่ทันสมัย เป็นฝีมือพลังอำนาจเหนือธรรมชาติหรือเป็นฝีมือของยักษ์
หรือมนุษย์ต่างดาวอย่างไงเหรอ?

ไขปริศนา เมื่อไม่นานมานี้เอง วอลลี่ รัสเซลตัน ซึ่งเป็นคนงานก่อสร้างจากมิชิแกนได้ออกมาเฉลยวิธีการสร้างสโตนเฮนจ์ชนิด
หลายฝ่ายเถียงไม่ออก โดยเขาได้จำลองวิธีการสร้างกองหินประหลาดโดยใช้วัสดุและเทคนิคเฉพาะที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพา
เทคโนโลยีทันสมัยใดๆ (และไม่ใช้จำนวนคนมากด้วย)

โดยเขาแสดงนี้ในรายการ “โลกรายวัน” ซึ่งเป็นรายการวิทยาศาสตร์แคนาดา โดยจากภาพเขาทำสโตนเฮนจ์ด้วยคอนกรีตขนาดใหญ่
หนักหลายตัน อุปกรณ์ของเขาก็ใช้เครื่องมือเรียบง่าย เช่น คัน คาน มาใช้เป็นเครื่องถ่วงน้ำหนัก และแกนหมุน โดยเขานำบล็อกคอนกรีต
ขนาดใหญ่ด้วยการใช้คานและแกนหมุนยกมันขึ้นต่อเรียงกัน สุดท้ายเขาก็ทำสำเร็จ และเทคนิคดังกล่าวถือว่าเป็นคำตอบอย่างดี
ในเรื่องสิ่งก่อสร้างหินขนาดยักษ์ทั้งหลายบนโลกได้แล้วว่าพวกเขาขนย้ายและสร้างมันได้อย่างไร เอาเป็นว่าดูคลิปข้างล่าง
ก็เข้าใจเองว่าทำอย่างไร




1.Anastasia


                 
แกรนด์ ดัชเชส อนาสตาเซีย แห่งรัสเซีย ทรงเป็นพระราชธิดาลำดับที่ 4 (ลูกสาวคนสุดท้อง) ของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2
และพระนางอเล็กซานดราแห่งราชวงศ์โรมานอฟ แห่งรัสเซีย ที่ทรงถูกประหารหมู่พร้อมพระบิดา พระมารดาและเชื้อพระวงศ์
ในช่วงปฏิวัติรัสเซีย เมื่อวันที่ 17กรกฎาคมค.ศ.1918 ในห้องใต้ดิน ณ เมืองเอคาเตลินเบิร์ก โดยกองกำลังตำรวจลับบอลเชวิก


ซึ่งในตอนนั้นพระนางมีพระชนมายุเพียง17ชันษา อย่างไรก็ตามเรื่องราวของเธอยังไม่จบแต่เพียงเท่านั้นเพราะมีข่าวลือว่า
เจ้าหญิงอนาสตาเซียยังคงมีชีวิตอยู่  เพราะขณะที่ฝ่ายบอลเชวิคยิงประหารพระองค์กระสุนได้กระทบกับเครื่องประดับ
ทำให้ไม่ตายและ พระองค์ก็ทรงแกล้งสิ้นพระชนม์ เรื่องราวยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อใน ค.ศ. 1922 ก็ได้มีสตรีผู้หนึ่งนามว่า
แอนนา แอนเดอร์สัน ประกาศตนว่าเป็นอนาสตาเซีย แต่ก็ได้มีการตรวจดีเอ็นเอใน ค.ศ. 1994 และผลที่ได้คือ เธอมิใช่
อนาสตาเซียตามที่อ้างแต่อย่างใด อย่างไรก็ดียังมีผู้แอบอ้างว่าเป็นอนาสตาเซียมากมาย ทำให้หลายคนลังเลว่าตอนนี้
อนาสตาเซียมีซะตากรรมเป็นอย่างไรกันแน่?



ไขปริศนา มีการค้นพบศพของอนาสตาเซียเป็นที่เรียบร้อย ในปี 1991 ซึ่งเหตุผลหลักที่ทำไมความลับของอนาสตาเซีย
ถึงกลายเป็นตำนานก็เนื่องด้วยสองเหตุผล ก็คือไม่พบพระศพของอนาสตาเซียในที่ถูกนำไปทิ้งในป่า ซึ่งความจริงแล้ว
พระศพอยู่ห่างออกไป 70 เมตร ของหลุมศพขนาดใหญ่ของครอบครัว นอกจากนั้นยังมีการพบพระศพหนึ่งเป็นของ
ซาเรวิช อเล็กซี พระโอรสองค์เล็ก (ซึ่งเป็นอีกคนที่ถูกเชื่อว่ายังคงมีชีวิตอยู่เพราะพระศพหายไป)



โดยจากการทดสอบดีเอ็นเอทางนิติเวชวิทยาได้รับยืนยันจากนักวิชาการว่าคือพระศพของอนาสตาเซียตัวจริง ส่วนกรณี
ที่หลายคนมาอ้างว่าเป็นอนาตาเซียมากมายนั้นก็เนื่องมากจากหวังมรดกของพระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ 2 ที่ฝากไว้กับ
ธนาคารต่างๆ ทั่วยุโรป ซึ่งมีมูลค่ามหาศาล พอทำให้คนหนึ่งใช้ได้ตลอดชีวิตไม่มีหมดนั้นเอง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11 พฤษภาคม 2019, 09:52:58 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่