ตำนาน แป๊ะกง (伯公) หรือ เจ้าที่ ตี่จู้เอี๊ย (地主神位)

ผู้เขียน หัวข้อ: ตำนาน แป๊ะกง (伯公) หรือ เจ้าที่ ตี่จู้เอี๊ย (地主神位)  (อ่าน 251 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 19078
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed

ตำนาน แป๊ะกง (伯公) หรือ เจ้าที่ ตี่จู้เอี๊ย (地主神位)
ผู้เขียน : ดร.นริศ วศินานนท์

คำว่า แป๊ะกง ก็คือ เจ้าที่ ถ้าเป็นคนไทยก็จะเรียกกันว่า (ศาลตายาย) หรือเทพดาผืนดิน ซึ่งเป็นความเชื่อว่าทุกหนทุกแห่งนั้น
จะมีเจ้าที่คุ้มครองและดูแลผืนแผ่นดินนั้นมาอยู่ช้านาน ถึงได้ต้องมีการเซ่นไหว้วิญญาณของผู้ที่ดูแลสถานที่แห่งนั้น เพื่อความ
อยู่เย็นเป็นสุข ซึ่งเป็นแนวคิด และความเชื่อของคนจีนในสมัยโบราณว่า ...




โถ่ว ตี่ กง หรือ เจ้าที่ ในตอนสมัยที่ท่านแซ่เตีย ซือเม่งเต็ก เกิดเมื่อ 3,000 ปีก่อน ซึ่งเป็นยุคสมัยของราชวงศ์จิว เตีย เม่ง เต็ก
เกิดมาในชนชั้นธรรมดา ค่อนข้างยากจน ต้องเป็นคนใช้ของพวกขุนนาง ที่มีฐานะระดับเศรษฐี สกุลหนึ่ง แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง
เจ้านายจำต้องไปรับราชการที่เมืองหลวงซึ่งค่อนข้างจะกะทันหัน โดยขุนนางท่านนั้นและภรรยาได้เก็บข้าวของบางส่วนไปก่อน
และได้เดินทางล่วงหน้าไปก่อน และยกหน้าที่ดูแลบุตรสาวของตน ไว้กับคนใช้ผู้ซื่อสัตย์ คือ เตีย เม่ง เต็ก ให้พาบุตรสาวของตน
ตามไปแต่บังเอิญว่า ในการเดินทางในยุคสมัยนั้น ไม่ค่อยที่จะสะดวกสบายเหมือนดังเช่น ในยุคสมัยปัจจุบันอย่างเราๆ จึงต้อง
ใช้เวลาเป็นแรมเดือนเลยทีเดียวกว่า


เตีย เม่ง เต็ก จะแบกบุตรสาวของขุนนางผู้นั้นขึ้นหลังมา ด้วยความยากลำบาก โดยมือทั้งสองข้างของ เตีย เม่ง เต็ก ต้อง
หอบหิ้วข้าวของเป็นจำนวนมาก นั่นก็ซึ่งเป็นที่ลำบากมากพอกับการเดินทางของ เตีย เม่ง เต็ก แต่ยังมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด
ได้เกิดขึ้นกับเตีย เม่ง เต็ก นั่นก็คือ ระหว่างในการเดินทางนั้น พวกเขาได้พอหิมะที่อยู่ๆ ก็เกิดตกหนักลงมาทั้งๆ ที่ไม่ใช่
ฤดูหนาวแต่อย่างใด แถมเสื้อผ้าที่พวกเค้าได้สวมใส่นั้นก็บางเสียเหลือเกิน ไม่ได้ช่วยให้ความอบอุ่นกับเค้าแต่เลย ดังนั้น
เตีย เม่ง เต็ก ข้าทาสผู้มีความซื่อสัตย์ผู้นี้จึงได้ยอมเสียสละเสื้อผ้าของตน เพื่อใช้กันหนาวและเพื่อปกป้องบุตรสาวของ
เจ้านาย และการเสียสละในครั้งนี้ของเตีย เม่ง เต็ก ทำให้ตัวของเค้าเองก็ต้องถึงกับหนาวตาย ในท่ามกลางหิมะที่ตกหนัก



จากนั้นเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดคาดฝันก็บังเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อดวงวิญญาณของ เตีย เม่ง เต็ก ที่ลาร่าง และลอยขึ้นสู่บนท้องฟ้า
ทำให้บนท้องฟ้านั้นเกิดมีตัวหนัง 8 ตัว ปรากฏขึ้นเป็นคำว่า น่ำ เทียน มึ้ง ไต้ เซียน ฮก เต็ก ซิ้ง ซึ้งมีความหมายอยู่ว่า
ประตูสวรรค์ทางใต้ของเทพยดา ผู้ยิ่งใหญ่ ฮก เต็ก ซึ่งในเวลาต่อมาได้มีคนเดินทางมาพบ และได้ช่วยนำตัวบุตรสาวของ
ท่านขุนนาง ไปส่งให้ท่านขุนนาง ผู้เป็นบิดา และเมื่อเวลาได้ล่วงเลยผ่านมาจนกระทั้งบุตรสาวของท่านขุนนาง (ที่ เตีย เม่ง เต็ก
ได้ยอมเสียสละชีวิตเพื่อนช่วยปกป้องตอนยังเยาว์) ได้เจริญเติบโตเป็นสาว เธอได้รำลึกถึงบุญคุณของ เตีย เม่ง เต็ก
ผู้ที่ยอมสละชีวิตเพื่อตนเองในครั้งนั้น เธอจึงได้ทำการสร้างศาลเจ้าให้แก่ เตีย เม่ง เต็ก อดีตผู้ที่เคยเป็นคนใช้ผู้ซื่อสัตย์
และได้ยอมเสียสละชีวิตเพื่อตน โดยใช้ชื่อศาลนี้ว่า ฮก เต็ก

มีอยู่วันหนึ่ง ฮ่องเต้ ได้ทรงเสด็จประพาสผ่านไปยังศาลเจ้า ฮก เต็ก และทรงได้เข้าไปสักการะและกราบไหว้ แล้วเกิดทำให้
ท่านนั้นประทับใจเป็นอย่างมาก และทรงโปรดเกล้าแต่งตั้งชื่อใหม่ให้แก่ศาลเจ้า ฮก เต็ก โดยมีนามใหม่ว่า โถ่ว ตี่ กง
ที่มีความหมายคือ เจ้าพระยาผืนดิน ชาวบ้านที่อยู่ในละแวกนั้นเกิดความศรัทธาจึงพากันแห่มาทำความเคารพ เพราะชาวบ้าน
จะต้องเดินทางไปต่างบ้านต่างเมือง เพื่อขอให้ท่านคุ้มครองให้แคล้วคลาดปลอดภัย จึงทำให้เกิดเป็นประเพณีขึ้นมาว่า
ในบ้านเรือนที่เราพักอยู่อาศัยนั้น หรือ ห้างร้านที่เราทำการค้าขาย จำต้องมีรูปเจ้าที่ ( เจ้าพระยาผืนดิน ) นี้ไว้ในที่อยู่อาศัย
หรือที่ทำการค้าขาย เพื่อความเป็นอยู่เย็นเป็นสุข การค้าขายที่เจริญรุ่งเรือง และครอบครัวที่อยู่อย่างสงบสุขสันติ


เทพเจ้าที่ หรือ ตี่จู่เอี๊ย (土地爷或土地神) ชาวจีนส่วนใหญ่จะมีการตั้งจัดวางเจ้าที่ หรือที่คนจีนเรียกว่า "ตี้จู่เย๋" หรือ "ตี้จู่เสิน"
(ภาษาจีนแต้จิ๋วเรียกว่า "ตี่จู่เอี๊ย" ) บนพื้นภายในบ้านโดยเป็นศาลเจ้าเล็ก ๆ ที่มีรูปวาดหรือรูปปั้นของผู้เฒ่าอยู่ตรงกลางไว้
สักการบูชา ศาลเจ้าจะเป็นสีแดงประดับลวดลายสีสันสวยงาม ชาวจีนนิยมกราบไหว้เจ้าที่กันทุกแรมหนึ่งค่ำ (ชูอิก) และ
ขึ้น 15 ค่ำ (จั่บโหงว) ตามปฏิทินจันทรคติของจีน เจ้าที่เรียกอีกชื่อว่า "ฝูเต๋อเจิ้งเสิน" (เทพเจ้าแห่งโชคลาภและคุณธรรม)
แต่บางท้องที่เรียกว่า "โฮ่วถู่" หรือ "ป๋อกง" (แป๊ะกง) โดยทั่วไปคนในเมืองและศาลเจ้าส่วนใหญ่จะเรียกชื่อว่า "ฝูเต๋อเจิ้งเสิน"
ส่วนคนชานเมืองและแถวสุสานนิยมเรียกกันว่า "โฮ่วถู่" ชาวจีนแคระนิยมเรียกว่า "แป๊ะกง" มากกว่า ความเป็นมาของเจ้าที่
มีเรื่องเล่ากันหลายตำนาน เช่น ...




ผู้เฒ่าผู้แก่เล่ากันว่า เจ้าที่คือปู่ของหานเซี่ยงจื่อ (หนึ่งในแปดเซียน) มีนามว่าหานเหวินกง หลังจากที่หานเซียงจื่อบำเพ็ญเพียร
สำเร็จเป็นเซียนแล้ว ปู่ของเขาอยากจะทำความปรารถนาของตนให้สำเร็จโดยการบำเพ็ญเพียรเป็นเซียน จึงขอให้หานเซี่ยงจื่อ
นำเขาไปที่เขาจงหนานบำเพ็ญเพียร เซี่ยงจื่อกล่าวว่า


"ท่านปู่ การบำเพ็ญเพียรไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนที่ท่านคิดหรอก ต้องยอมลำบากพากเพียรและต้องละแล้วซึ่งกิเลสทั้งมวล"

ผู้เฒ่าได้แต่พยักหน้าและตอบรับ หานเซียงจื่อจึงเร่งพาเขาไปที่เขาจงหนาน เมื่อเซียงจื่อได้แบกปู่ขึ้นหลัง เพียงครู่เดียว
ก็เหินขึ้นฟ้า เวลานี้ผู้เฒ่าเกิดคิดขึ้นมาได้ว่า ทำไมไม่พาย่ามาด้วย ถ้าพาย่ามาด้วย ผู้เฒ่าทั้งสองจะได้กลายเป็นเซียนทั้งคู่
ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก เมื่อคิดเช่นนี้ ผู้เฒ่าจึงตะโกนบอกเซียงจื่อว่า "หยุดก่อน รีบหยุดเร็ว"

เมื่อเซียงจื่อได้ยินปู่ตะโกนเรียกโดยไม่ทราบสาเหตุ ตกใจปล่อยมือ ผู้เฒ่าจึงตกลงมาจากฟ้า และพอดีตกลงมาที่หมู่บ้าน
แห่งหนึ่ง เขารู้สึกเสียใจมาก เพราะตนต้องมาตายเสียก่อนที่จะได้เป็นเซียน เซียงจื่อรู้สึกเสียใจมากที่ปู่ต้องมาเสียชีวิตลง
เพราะตน ย่าของเขาเมื่อรู้เรื่องเข้าเสียใจมาก จนในที่สุดได้เสียชีวิตไปอีกคน หานเซียงจื่อได้นำศพของปู่และย่าไปฝังไว้
ตรงที่ปู่ตกลงมาตาย ข้าง ๆ สร้างเพิงไว้แล้วตั้งป้ายกราบไหว้บูชา เขาได้เฝ้าหลุมฝังศพอยู่สามปี สวดมนต์ 3,721 บท
ส่งวิญญาณทั้งสองขึ้นสู่สวรรค์

ผู้เฒ่าหานเหวินกงเป็นที่นับหน้าถือตาของชาวบ้านเป็นอย่างมาก เขาเป็นผู้ที่รู้เรื่องราวทั้งหมดของหมู่บ้าน ไม่เพียงเป็นผู้ที่
มีประสบการณ์ในการเก็บเกี่ยว อีกทั้งปรกติมักจะเป็นผู้ไกล่เกลี่ย ให้กับครอบครัวที่มีเรื่องบาดหมางหรือทะเลาะวิวาทกัน
จนทำใหเรื่องราวสงบ บัดนี้ได้ยินว่าวิญญาณของผู้เฒ่าทั้งสองได้ขึ้นสวรรค์และกลายเป็นเทพผู้ปกปักษ์รักษาและกลายเป็น
เจ้าที่หรือถู่ตี้เสิน ซึ่งตรงกับความปรารถนาของผู้คน คนทั้งหลายจึงได้รวบรวมเงินทองสร้างศาลเจ้าขึ้นแล้วประดิษฐานรูป
ของผู้เฒ่าทั้งสอง ทุกปีเมื่อถึงวันเซ่นไหว้ผู้เฒ่าทั้งสอง ผู้คนได้มาจุดธูปกราบไหว้ ขอให้ฟ้าฝนตกตามฤดูกาล เก็บเกี่ยว
อุดมสมบูรณ์ ครอบครัวปรองดอง และคลาดแคล้วจากเภทภัยทั้งปวง นานเข้าจนกลายเป็นประเพณี ดังนั้นศาลเจ้าที่มักจะ
สร้างกันปากทางเข้าหมู่บ้าน รูปปั้นของเจ้าที่ไม่มีขานั้น สาเหตุเนื่องมาจากสมัยนั้นตกลงมาขาขาด เจ้าที่เป็นเทพเจ้าที่
ดูแลพื้นดิน ยามที่ผู้คนบุกเบิกแผ้วถาง ทำงานตรากตรำ ขอให้พื้นดินมอบความสมบูรณ์เพื่อให้พืชผลเจริญงอกงาม



โฮ่วถู่ หรือเจ้าที่นั้น ที่ไต้หวันถือเป็นเทพที่ดูแลปกปักษ์สุสาน กล่าวกันว่าสมัยราชวงศ์ฉิน จิ๋นซีฮ่องเต้ได้ระดมผู้คนหนุ่มฉกรรจ์
เพื่อสร้างกำแพงเมืองจีน สามีของแม่นางเม่งเจียงก็ถูกเกณฑ์ไปสร้างกำแพงเมืองจีนด้วย แม่นางเม่งเจียงผู้ซึ่งรักสามีเป็น
อย่างมาก ได้เดินทางไปสืบหาสามี ในที่สุดก็มาถึงกำแพงเมืองจีนและรู้ว่าสามีได้เสียชีวิตไปแล้ว ด้วยเหตุนี้นางจึงเศร้าโศก
เสียใจเป็นอย่างยิ่ง ร้องไห้จนกำแพงเมืองจีนพังทลายลงมา


ปรากฏให้เห็นโครงกระดูกมากมาย แต่ไม่รู้ว่าโครงกระดูกใดเป็นของสามีตน ทันใดนั้นมีชายผู้หนึ่งบอกให้นางกัดนิ้วเพื่อให้
เลือดหลั่งลงกระดูก ถ้าเลือดหลั่งติดกระดูก แสดงว่าเป็นสามีของนาง ครั้นแล้วนางก็หากระดูกสามีเจอ เมื่อนางห่อกระดูก
นำกลับไปนั้น กระดูกชิ้นนั้นค่อย ๆ มีเนื้องอกออกมา ดูเหมือนจะฟื้นคืนชีพได้ ผู้เฒ่าทั้งหลายเกรงว่าคนตายจะฟื้นคืนชีพ
ซึ่งขัดต่อกฎสวรรค์ จึงสอนแม่นางเมิ่งเจียง ไม่สะดวกอุ้มโครงกระดูก ให้ใส่ถุงผ้าแล้วแบกเสีย แม่นางเมิ่งเจียงได้ทำตาม
ที่กล่าว ปรากฏว่ากระดูกกลับเป็นผงเหมือนเดิม แม่นางเมิ่งเจียงไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งและโทษผู้เฒ่า ผู้เฒ่าคนนั้นจึงรับปาก
ว่าจะช่วยสามีนางโดยดูแลที่ฝังศพให้ นี่คือที่มาของเจ้าที่ซึ่งมีหน้าที่ดูแลสุสานฝังศพ เจ้าที่ ที่ชาวบ้านกราบไหว้จะเป็น
รูปคนแก่ หน้าตามีเมตตากรุณา หนวดขาว ผมขาว แต่บางครั้งจะมีรูปหญิงแก่วางคู่กัน



มีเรื่องเล่ากันว่า เง็กเซียนฮ่องเต้ได้ส่งเทพเจ้าที่ลงไปจุติบนโลก โดยให้เทพเจ้าที่ลงไปทำตามที่ตนตั้งใจ ในการลงไป
บนโลกครั้งนี้ เทพเจ้าที่ตั้งใจว่าจะทำให้ทุกคนบนโลกมีเงินมีทอง มีความสุข แต่ภรรยาเทพเจ้าที่กลับคัดค้าน นางเห็นว่า
คนบนโลกควรมีทั้งคนจนและคนรวย จึงจะสามารถร่วมมือกันแบ่งเบาภารกิจของสังคมได้

เทพเจ้าที่บอกว่าถ้าเป็นเช่นนั้น "คนจนก็น่าสงสารมากสิ"
ภรรยาเทพเจ้าที่กล่าวว่า "ทุกคนเป็นคนรวยไปหมด ถ้าลูกสาวแต่งงานออกเรือนใครจะมาแบกเกี้ยวล่ะ"

เทพเจ้าที่พูดอะไรไม่ออก ด้วยเหตุนี้จึงล้มเลิกความตั้งใจของตน ชาวโลกเห็นว่าภรรยาของเทพเจ้าที่เห็นแก่ตัว
เป็นแม่มดชั่วร้าย จึงไม่ยอมกราบไหว้ แต่กลับกราบไหว้เทพเจ้าที่เพียงองค์เดียว

ตำนานเกี่ยวกับเทพเจ้าที่มีหลากหลายมาก และที่เห็นกันปัจจุบันนั้น เนื่องด้วยผู้คนเห็นว่าพื้นดินมีผู้ปกปักษ์คุ้มครอง เมื่อมา
อาศัยอยู่บนพื้นที่ ก็ควรแสดงความเคารพหรือกราบไหว้เพื่อให้ตนหรือครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากเภทภัยอันตรายต่าง ๆ
ทำการใดจะประสบความสำเร็จ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 พฤษภาคม 2019, 12:41:33 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่