วัฒนธรรมเรื่องผีและวิญญาณของจีน

ผู้เขียน หัวข้อ: วัฒนธรรมเรื่องผีและวิญญาณของจีน  (อ่าน 306 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 19205
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed
วัฒนธรรมเรื่องผีและวิญญาณของจีน
« เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2019, 13:29:57 »

วัฒนธรรมเรื่องผีและวิญญาณของจีน
cr. allmagazineonline.com

ความเชื่อเรื่องผีและวิญญาณในแผ่นดินจีนเกิดขึ้นตั้งแต่ยุคบรรพกาล เนื่องจากความไม่เข้าใจสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติ
ทั้งภัยธรรมชาติ การเกิด แก่ เจ็บ และตาย รวมทั้งความหวาดกลัวต่อชีวิตหลังความตาย เพราะเข้าใจว่าเมื่อมนุษย์
ตายแล้วจะต้องไปอาศัยอยู่ในอีกโลกหนึ่ง จึงเกิดวัฒนธรรมการเซ่นไหว้ผีหรือการบูชาโทเท็มผี (鬼圖騰) ซึ่งเชื่อว่า
เป็นสัญลักษณ์ที่สิงสถิตของวิญญาณ




อักษร ‘กุ่ย’ (鬼) ยุคอักษรกระดองเต่า

อักษร ‘กุ่ย’ (鬼) ซึ่งหมายถึงผี จัดเป็นอักษรภาพ ปรากฏตั้งแต่ยุคอักษรกระดองเต่า (甲骨文) ส่วนล่างของตัวอักษร
เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงคน ส่วนบนลักษณะคล้ายสมองที่สยดสยอง บ้างว่าคล้ายใบหน้าที่สวมหน้ากากอันน่าสะพรึงกลัว
เป็นจินตนาการถึงสัตว์ประหลาดที่มีร่างกายคล้ายมนุษย์ คัมภีร์ ‘อักขรานุกรมซัวเหวินเจี่ยจื้อ’ 《說文解字》(อธิบาย
ลายสือวิเคราะห์ตัวอักษร) อธิบายอักษร ‘กุ่ย’ เอาไว้ว่า ‘เมื่อคนตายแล้วเรียกว่าผี (鬼) ตัวอักษร鬼 มีอักษร人 เป็น
ส่วนประกอบ แต่สวมหน้ากากผีเอาไว้ ผีมีพลังหยิน (陰) จึงส่งผลร้ายต่อมนุษย์ ตัวอักษรที่มีความหมายเกี่ยวกับ
วิญญาณจะมี 鬼 เป็นส่วนประกอบ


พจนานุกรมคำศัพท์โบราณ 《古漢語字典》 ให้ความหมายของคำว่า ‘กุ่ย’ ไว้ว่า ‘สิ่งที่กลายสภาพมาจากดวงวิญญาณ
ของคนหลังจากที่ตายแล้ว’ ; ส่วนพจนานุกรมซินหัว《新華大字典》ให้ความหมายว่า

‘วิญญาณของคนที่ตายแล้วเรียกว่าผี’ (人死後的精靈叫鬼)

จากความหมายของตัวอักษรและโบราณวัตถุที่หลงเหลือ จนถึงปัจจุบันจะเห็นได้ว่า ผู้คนในยุคโบราณยอมรับว่าผี
และวิญญาณมีอยู่จริง จึงเกิดเป็นความหวาดกลัวและศรัทธา กล่าวกันว่าในอดีตเคยมีคนใช้แซ่ ‘กุ่ย’ (鬼) แต่ปัจจุบัน
เลือนหายไปตามกาลเวลา บ้างก็ว่าแซ่ดังกล่าวเพี้ยนเป็นแซ่กุย (歸) แล้ว แต่ขณะเดียวกันที่ญี่ปุ่นยังมีคนใช้แซ่ ‘กุ่ย’
อยู่จนถึงปัจจุบัน




คัมภีร์ชุนชิว

เรื่องผีและวิญญาณในวัฒนธรรมจีนยุคแรกเป็นมุขปาฐะ คือเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาแบบปากต่อปาก จนกระทั่งมีการบันทึกเป็น
ลายลักษณ์อักษร ไล่ตั้งแต่สมัยชุนชิว (春秋 770-476 ปีก่อนคริสต์ศักราช) คัมภีร์หลุนอวี่ 《論語》 และคัมภีร์หลี่จี้ หลี่ชี่
《禮記•禮器》มีบันทึกประเพณีที่เกี่ยวกับเทพและภูติผีปีศาจ ในยุคต่อๆ มาล้วนมีการบันทึกเกี่ยวกับผีทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น
คัมภีร์กุยฉาง《歸藏》และหวงตี้ซัว《黃帝說》 ในสมัยจ้านกั๋ว (戰國 475 ปีก่อนคริสต์ศักราช-ค.ศ. 221)


บันทึกต้งหมิงจี้ 《洞冥記》บันทึกอี้เหวินจี้ 《異聞記》 ในสมัยราชวงศ์ฮั่น (漢 206 ปีก่อนคริสต์ศักราช-ค.ศ. 220) 
คัมภีร์โป๋อู้จื้อ 《博物誌》บันทึกโซวเสินจี้《搜神記》ในยุคหกราชวงศ์ (六朝 ค.ศ. 222-589) คัมภีร์ตำนานพิศดาร《傳奇》
บันทึกตู๋อี้จื้อ《獨異志》บันทึกกู่จิ้งจี้《古鏡記》 ในสมัยราชวงศ์ถัง (唐 ค.ศ. 618-907) ; บันทึกไท่ผิงกว่างจี้ 《太平廣記》
ในสมัยราชวงศ์ซ่ง (宋 ค.ศ. 960-1279) บันทึกเบ็ดเตล็ดเฉิงไจ《誠齋雜記》ในสมัยราชวงศ์หยวน (元 ค.ศ. 1206-1368)
กระทั่งถึงสมัยราชวงศ์หมิง (明 ค.ศ. 1368-1644) ถือเป็นยุคทองของนิยายที่เกี่ยวกับภูตผีปีศาจ เช่น เรื่องห้องสิน《封神傳》
ไซอิ๋ว 《西遊記》; สมัยราชวงศ์ชิง (清 ค.ศ. 1616-1911) มีหนังสือเกี่ยวกับผีมากมายนับไม่ถ้วน เรื่องที่ได้รับความนิยมและ
เป็นที่รู้จักในวงกว้างคือเรื่องเหลียวไจจื้ออี้《聊齋誌異》
(เคยนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์หลายครั้ง คนไทยรู้จักกันในชื่อโปเยโปโลเย)




วัฒนธรรมเรื่องผีในสังคมจีน

วัฒนธรรมเรื่องผีและวิญญาณดำรงอยู่ในสังคมจีนมาอย่างยาวนาน โดยผสมกลมกลืนกับวัฒนธรรมจีนกระแสหลักอย่างรวดเร็ว
และหยั่งรากลึกลงในสังคม รวมทั้งแผ่อิทธิพลไปยังต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ในด้านวรรณคดี ผีถือเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วย
แยกแยะผิดชอบชั่วดีให้แก่มนุษย์ เช่น เรื่องนรก 18 ขุม 《十八層地獄》 ที่สอนเรื่องการส่งผู้ทำความชั่วไปยังนรกแต่ละขุม
ตามระดับความชั่ว ซึ่งช่วยให้ผู้คนเกรงกลัวความผิด กระทำแต่ความดี




จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า ก่อนสมัยราชวงศ์โจว (周 1046-256 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ชาวยิน (殷人) เชื่อเรื่องภูติผี
เทวดาอย่างยิ่ง โดยเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างในธรรมชาติมีวิญญาณสถิตอยู่ ทั้งพระอาทิตย์ พระจันทร์ ดวงดาว ลม ฝน แม่น้ำ ภูเขา ฯลฯ
จึงจำเป็นต้องทำพิธีเซ่นไหว้เพื่อลดพิบัติภัยไม่ให้เกิดเหตุร้ายแก่ผู้คน การเซ่นไหว้นั้นมีหลากหลายวิธี



นอกจากนี้ชาวยินยังเชื่อว่าบรรพบุรุษที่ตายไปแล้วจะกลายเป็นวิญญาณเช่นเดียวกับผีสางในธรรมชาติที่อาจทำอันตรายต่อลูกหลานได้
หลังสมัยราชวงศ์โจวเป็นต้นมา เกิดระบบตระกูลแซ่แบบจงฝ่า (宗法) คือระบบศักดินาแซ่ มีการเคารพบูชาโคตรวงศ์บรรพบุรุษ ความคิด
ที่ว่าวิญญาณบรรพบุรุษจะทำอันตรายต่อชีวิตเริ่มเสื่อมไป เพราะคนยุคนั้นคิดว่าวิญญาณของบรรพบุรุษปฏิบัติตามหลักคุณธรรม เคารพ
เชิดชูคุณธรรม อันจะนำมาซึ่งความผาสุก ไม่มีทางทำอันตรายลูกหลานอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้จึงเปลี่ยนแนวคิดในการเซ่นไหว้และ
บูชาบรรพบุรุษ มิได้เซ่นไหว้จากความหวาดกลัวอีกต่อไป เกิดพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ศาลบรรพชน (祠祭) ที่บ้าน (家祭) หรือที่
หลุมศพ (墓祭) เวลาผ่านไปมีสถานที่ดังกล่าวแพร่หลายทั่วแผ่นดินมังกร สืบทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น แม้แต่ในละคร นวนิยาย หรืออุปรากร
ที่เกี่ยวข้องกับผีในแต่ละยุค ก็กล่าวถึงศาลบรรพชน หลุมศพ สุสาน ฯลฯ เสมอมา ด้วยเหตุนี้วัฒนธรรมเรื่องผีของจีนจึงเกี่ยวข้อง
อย่างลึกซึ้งกับระบบศักดินาแซ่ ส่งผลให้แตกต่างจากประเพณีความเชื่อเกี่ยวกับผีในดินแดนอื่นๆ



ผีกับศาสนาเต๋า

สังคมจีนสมัยโบราณได้รับอิทธิพลอย่างมากจากศาสนาเต๋า โดยเฉพาะวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับผีและวิญญาณ ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์
ในหมู่ชาวบ้านเป็นที่มาอย่างหนึ่งของศาสนาเต๋า ไสยศาสตร์เป็นเครื่องมือติดต่อระหว่างมนุษย์กับภูติผีเทวดา ผู้คนเชื่อว่าหมอผีสามารถ
ทำนายฝัน ทำนายอนาคต รักษาโรค ขอฝน ทำนายโชคชะตาจากดวงดาว ฯลฯ ถือเป็นอาชีพที่ขาดไม่ได้ในขณะนั้น นอกจากนี้ยังมี
ความเชื่อว่าโรคภัยไข้เจ็บเกิดจากภูติผีวิญญาณ จึงต้องกำจัดด้วยวิธีไสยศาสตร์ ต่อมาในยุคสังคมศักดินาเรื่องไสยศาสตร์เสื่อมความ
นิยมลง นักพรตเต๋าเข้ามาแทนที่หมอผี เกิดพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับผีและวิญญาณ เช่น พิธีศพ พิธีไล่ผี พิธีทำบุญให้วิญญาณผู้ตาย เป็นต้น




ความเชื่อของศาสนาเต๋าที่ว่ามนุษย์สามารถเป็นเซียนเหาะขึ้นสวรรค์ ส่งผลให้เกิดระบบเทพเจ้า คาดกันว่าเทพของเต๋ามีมากกว่า
430 องค์ จากการศึกษาคัมภีร์ที่รวบรวมคัมภีร์เต๋าที่ชื่อ ‘เต้าจ้าง’ 《道藏》พบว่า เทพเจ้าของศาสนาเต๋ามีความพิเศษคือ มีชื่อ
มีแซ่ มีรูปร่าง มีตัวตน มีอารมณ์ มีความต้องการ บางองค์มีประวัติก่อนจะบรรลุเต๋า ความเชื่อแบบดั้งเดิมคือคนตายแล้วจะเป็นผี
หรือวิญญาณ แต่การเสกสรรปั้นแต่งเรื่องเทพเจ้าของศาสนาเต๋าทำให้ผู้คนต้องการบรรลุเต๋า เพราะอาจได้เป็นเทพหรือเซียน
ด้วยเหตุนี้วัฒนธรรมเรื่องผีและวิญญาณของจีนที่เกี่ยวกับศาสนาเต๋าจึงมีการผสมผสานระหว่างผี เทพ และเซียน



ผีกับพุทธศาสนา

พุทธศาสนาในแผ่นดินจีนเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดในยุคสามก๊ก (三國 ค.ศ. 220-280) ราชวงศ์จิ้น (晉 ค.ศ. 265-420) ถึงราชวงศ์
เหนือใต้ (南北朝 ค.ศ. 420-589) พุทธศาสนาหยั่งรากแนวคิดเรื่องนรกในจิตส่วนลึกของชาวจีน หากเปรียบเทียบกับแนวคิดเรื่องนรก
ที่มีอยู่แต่เดิมแล้ว แนวคิดเรื่องนรกของพุทธศาสนาโดดเด่นเรื่อง ‘การกักขัง’ มากกว่า คนที่ทำผิดบนโลกมนุษย์ ไม่ว่าก่อนตายจะยาก
ดีมีจนอย่างไร แต่เมื่อตายแล้ววิญญาณจะถูกส่งไปยังยมโลกเพื่อพิจารณาดีชั่ว




นรกทางพุทธศาสนามี 18 ขุม เชื่อว่านรกมีการลงโทษที่หลากหลาย วิญญาณของผู้ตายจะถูกลงโทษหนักหรือเบาตามความดีหรือ
ความชั่วที่ได้กระทำก่อนตาย ในนรกยมบาลครองความเป็นใหญ่ มีผู้ช่วยด้านต่างๆ อย่างเป็นระบบ ถือเป็นแนวคิดที่ไม่เคยมีมาก่อน
ในสังคมจีนดั้งเดิม ภายหลังแนวคิดเรื่องนรกของพุทธศาสนาผสมผสานกับแนวคิดเรื่องโลกแห่งความตายแบบดั้งเดิมของจีนจนเกิด
เป็นแนวคิดเรื่อง ‘10 ยมบาล’ (十殿閻王) ยมบาลแต่ละองค์รับผิดชอบหน้าที่แตกต่างกัน จะเห็นได้ว่านรกในพุทธศาสนาและนรก
แบบดั้งเดิมของจีน ต่างอาศัยและส่งเสริมซึ่งกันและกัน จนกลายเป็นความเชื่อเรื่องโลกหลังความตายที่สลับซับซ้อนอย่างยิ่ง



ผีกับลัทธิหรู



ลัทธิหรู (儒家) เคลือบแคลงเรื่องผีและเทพมาช้านาน ขงจื่อ (孔子 551-479 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ไม่สนับสนุนให้ศึกษาเรื่องผี
หรือวิญญาณ แต่ก็ไม่ได้ห้ามหากจะนับถือหรือเกรงกลัว ขงจื่อเคยตอบลูกศิษย์ที่ตั้งคำถามว่าผีมีจริงหรือไม่ว่า
“ไม่รู้ว่าจะปฏิบัติต่อมนุษย์อย่างไร แล้วจะไปรู้เรื่องปฏิบัติต่อผีทำไม” (未能事人,焉能事鬼)


แต่อีกด้านหนึ่ง ลัทธิหรูให้ความสำคัญอย่างยิ่งแก่พิธีศพหรือพิธีเซ่นไหว้ซึ่งเกี่ยวกับผีหรือวิญญาณ มีผู้มองว่าลัทธิหรูเชื่อเรื่องการมีอยู่
ของผีหรือเทพเจ้าซึ่งก็ไม่ผิด แต่แท้จริงแล้วการที่ให้ความสำคัญแก่พิธีศพหรือพิธีเซ่นไหว้ไม่ใช่เพราะผีหรือเทพ แต่เพราะต้องการ
ปลูกฝังให้ผู้คนสนใจคุณธรรมพื้นฐานในการดำเนินชีวิต อันได้แก่ ความซื่อสัตย์ภักดี (忠) ความกตัญญู (孝) เมตตาธรรม (仁)
และความเที่ยงธรรม (義) ดังที่เจิงเซิน (曾參 505-435 ปีก่อนคริสต์ศักราช)



ศิษย์คนสำคัญของขงจื่อเคยอธิบายไว้ว่า ควรยกย่องความดีของบรรพบุรุษตอนที่มีชีวิตอยู่ นำความดีนั้นมาสั่งสอนให้คนรุ่นหลังรู้จัก
คุณธรรม ซึ่งส่งผลดีต่อคนที่ยังอยู่ หรือเรียกได้ว่า ‘ใช้ผีสอนคน’ เมื่อการเคารพบูชาโคตรวงศ์บรรพบุรุษเป็นที่ยอมรับและเข้มแข็ง
ขึ้นเรื่อยๆ ลัทธิหรูก็เน้นเรื่องพิธีศพหรือพิธีเซ่นไหว้มากขึ้น การจัดพิธีศพได้ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์หลี่จี้ 《禮記》อันเป็นคัมภีร์พิธีกรรม
บันทึกดังกล่าวทำให้ทราบหลักการ เหตุผล และขอบข่ายการจัดพิธีศพ กล่าวได้ว่าเป็นการพัฒนาและผลักดันเรื่องผีและวิญญาณ
ที่เด่นชัดที่สุด ขณะเดียวกันยังทำให้วัฒนธรรมเรื่องผีและวิญญาณของจีนแฝงด้วยหลักจริยธรรม



ผีจีน



ผีจีนที่คนไทยรู้จัก ในภาษาจีนเรียกว่า ‘เจียงซือ’ (殭屍) มีที่มาจากตำนานศพคืนชีพสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง กล่าวกันว่า
เจียงซือเป็นความเชื่อทางไสยศาสตร์ของศาสนาเต๋า ชาวจีนเชื่อว่าศพของผู้ตายต้องถูกฝังที่บ้านเกิด สมัยโบราณการคมนาคม
ยังไม่สะดวก บางศพถูกฝังไว้ต่างถิ่น นักบวชจึงต้องทำพิธีปลุกศพให้ลุกขึ้นกระโดดตามเป็นขบวนเพื่อกลับบ้านเกิด มีการติดยันต์
ไว้บนหน้าผาก และสั่นกระดิ่งเป็นจังหวะเพื่อควบคุม ถือเป็นพิธีลับ ห้ามให้ผู้คนทั่วไปเห็น

 


เจียงซือในภาพยนตร์

อีกกระแสหนึ่งเชื่อว่าเจียงซือเกิดจากศพที่ตายตาไม่หลับ โดยทั่วไปเจียงซือมักตัวซีดแข็งทื่อ เล็บดำ ปลายเล็บและฟันแหลม
กลัวแสงแดด ตอนกลางวันหลบอยู่ในโลงศพหรือถ้ำ กลางคืนออกกินเลือดมนุษย์ เคลื่อนที่ด้วยการกระโดดพร้อมกับเกร็งแขน
เหยียดไปข้างหน้า




เจียงซือที่เป็นภาพจำของคนไทยคือเจียงซือราชวงศ์ชิง ทั้งนี้เพราะอิทธิพลของภาพยนตร์หรือซีรี่ส์ฮ่องกงที่เข้าฉายในไทย
เรื่องที่มีชื่อเสียงได้แก่ชุด ‘ผีกัดอย่ากัดตอบ’ (僵屍先生) เจียงซือประเภทนี้สวมชุดขุนนางสมัยราชวงศ์ชิง ปรากฏตัวตอน
กลางคืน คนที่ถูกดูดเลือดกลายเป็นเจียงซือเช่นกัน มีลักษณะเด่นคือดวงตามองไม่เห็น ตามหาเป้าหมายจากลมหายใจ
หากเป้าหมายกลั้นหายใจพวกมันก็จะหาตัวไม่พบ คัมภีร์โบราณบางเล่มบันทึกว่ามีหลายสิ่งที่เจียงซือกลัว เช่น กระจก
สัญลักษณ์ยันต์แปดเหลี่ยม (八卦) ลูกท้อ ไฟ ข้าวชนิดต่างๆ ฯลฯ



วัฒนธรรมเรื่องผีและวิญญาณของจีนผ่านวิวัฒนาการมาหลายยุคหลายสมัย ขณะเดียวกันก็ถูกปรุงแต่งด้วยความเชื่อและศาสนา
อันหลากหลายจนกลายเป็นวัฒนธรรมที่เปี่ยมด้วยสีสัน แม้ว่าปัจจุบันมนุษย์เข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นในธรรมชาติจากวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี ทว่าความเชื่อเรื่องผีและวิญญาณก็ยังคงมีอยู่ไม่เฉพาะบนแผ่นดินจีน แต่มีอยู่แทบทุกพื้นที่ทั่วโลก และหลอม
รวมเข้ากับวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมอย่างแยกไม่ออก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 มิถุนายน 2019, 11:12:27 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่

eakiwaz

  • เด็กทะลึ่ง
  • ****
  • กระทู้: 98
  • คะแนนจิตพิสัย +0/-0
    • ดูรายละเอียด
Re: วัฒนธรรมเรื่องผีและวิญญาณของจีน
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 06 มิถุนายน 2019, 19:56:25 »

ขอบคุณครับ