เทียนโหวเซี้ยบ้อ (天后聖母) เจ้าแม่ทับทิม เทพแห่งสายน้ำ

ผู้เขียน หัวข้อ: เทียนโหวเซี้ยบ้อ (天后聖母) เจ้าแม่ทับทิม เทพแห่งสายน้ำ  (อ่าน 343 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 19514
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed

เคยลงไปกระทู้นึงละนะครับ แต่กระทู้นี้มีเนื้อหาเพิ่มมาอีก ดูกระทู้เดิมอ่านได้ที่
https://www.cnxseed.com/cmxseedforumn/index.php?topic=169985.0

เทียนโหวเซี้ยบ้อ (天后聖母) เจ้าแม่ทับทิม เทพแห่งสายน้ำ



เจ้าแม่หรือเทพธิดาแห่งท้องทะเล ที่คุ้มครองผู้เดินทางทางเรือ ที่ผู้คนส่วนใหญ่รู้จักกันดีก็คือ “เจ้าแม่ทับทิม”
หรือ “เจ้าแม่มาจู่” หรืออีกหลายต่อหลายชื่อ เช่น "จุยบ่วยเนี่ยว" แปลว่าเจ้าแม่ชายน้ำ ชาวจีนฮกเกี้ยนเรียกว่า
"เทียนส่งเซ่งโบ้" แปลว่าเจ้าแม่สวรรค์ หรือ "ม่าจ้อโป๋" เป็นที่เคารพบูชาในหมู่ชาวเรือและชาวประมง คนแต้จิ๋ว
มักเรียก “เทียงโหวเซี๊ยบ้อ” ที่วัดสุทธิวรารามเรียก “โอวโต่วเซี๊ยม่า” ที่เขาสามมุขเรียก “ไห่ตังม่า” ส่วนคน
ไหหลำเรียกว่า “โผ่วโต้ว” หรือ “ตุ๊ยบ่วยเต๋งเหนี่ยง” ซึ่งชื่อเรียกเจ้าแม่จะแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น


ส่วนประวัติความเป็นมาของเจ้าแม่ทับทิมนั้นก็มีอยู่หลายเรื่องราวด้วยกัน

ประวัติตำนานที่ 1



เจ้าแม่ทับทิม เกิดในครอบครัวขุนนาง บิดาท่านเป็นผู้ตรวจราชการแผ่นดิน บิดาและมารดาของท่านนั้นเป็นผู้มีจิตใจ
โอบอ้อมอารีย์ เคร่งในพระพุทธศาสนามาก นับถือพระโพธิสัตว์กวนอิม วันหนึ่งทั้งสองได้สวดอ้อนวอนขอพรจาก
พระโพธิสัตว์กวนอิม ให้พระองค์ประทานบุตรให้ เกิดนิมิตรอัศจรรย์ เมื่อย่างเข้าเดือน 6 บิดาท่านได้ฝันว่าพระโพธิสัตว์ฯ
ได้ประทานยาวิเศษให้กับภรรยาท่านกิน และในเวลาต่อมาภรรยาท่านก็ตั้งครรภ์ ก่อนที่จะคลอดได้เกิดปาฏิหาริย์มี
แสงสว่างส่องเข้ามาในบ้านมีกลิ่นหอมเย็นสดชื่น


และเมื่อย่างเข้าวันที่ 23 เดือน 3 ซึ่งเป็นวันเกิดของเจ้าแม่ทับทิม เทือกเขาที่อยู่ใกล้บ้านได้เปลี่ยนเป็นสีส้ม ชาวบ้าน
ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า จะมีผู้มีบุญลงมาเกิดในโลกมนุษย์ เมื่อท่านคลอดออกมานั้น เป็นเด็กน่ารัก ผิวพรรณสวยงาม
ผิดจากเด็กทั่วๆไป อายุได้ 1 เดือน ไม่ร้องไห้ ไม่กวนบิดา มารดา บิดาท่านจึงตั้งชื่อว่า ลิ้มมิก (คำว่า มิก จีนกลาง
ออกเสียงว่า โม่ แปลว่า เงียบขรึม)

เมื่อนาง อายุได้ 8 ขวบก็เข้าเรียนหนังสือ นางก็สามารถอ่านออกเขียนได้เร็วและจดจำที่ครูสอนได้หมด เมื่ออายุได้ 10 ขวบ
ก็เป็นเด็กที่เงียบขรึม ชอบอยู่คนเดียวในที่สงบ นั่งสวดมนต์ภาวนา เมื่ออายุได้ 13 ปี ได้พบกับเทวดาองค์หนึ่งซึ่งเป็น
ผู้ถ่ายทอดวิชากระแสจิต และความรู้เรื่องราวต่างๆของสวรรค์ให้นางได้รู้ทุกๆเรื่อง พอายุได้ 16 ปี ก็กลายเป็นสาวที่สวยงาม
เป็นที่รักของพ่อแม่และคนรอบข้าง สวรรค์ได้มอบของวิเศษให้กับนาง คือตราคู่หนึ่ง ไว้คุ้มครองตนเอง

เมื่อบิดาท่านออกจากราชการแล้วหันมาประกอบอาชีพค้าขาย วันหนึ่งบิดาและพี่ชายของท่านได้ออกเรือไปค้าขาย ก็ได้เกิดพายุฝน
ซึ่งหนักมาก ขณะนั้น นางกำลังทอผ้าเกิดสังหรณ์ใจขึ้นมาว่าบิดาและพี่ชายของท่านจะได้รับอันตราย นางจึงได้นั่งหลับตามือกำ
กระสวยจนแน่น เท้าก็เหยียบกี่ทอผ้าไว้ไม่ให้เคลื่อนไหว นางได้ส่งกระแสจิตไปช่วยประคองเรือไว้ไม่ให้ล่ม นางได้พยายามอย่าง
สุดกำลังแน่นิ่งอยู่ที่กี่ทอผ้า ขณะนั้นมารดท่านเข้ามาเห็นเข้าก็ตกใจจึงได้ร้องเรียกเสียงดังๆ นางได้ยินเสียงมารดาท่านร้องเรียก
ก็สะดุ้งตกใจกระสวยที่กำอยู่ในมือหลุดตกลงพื้น แล้วก็ร้องไห้ มารดาก็ตกใจ ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นนางจึงเล่าเรื่องให้มารดาฟังว่า
ขณะนี้บิดาและพี่ชายถูกพายุเรือล่มพี่ชายจมน้ำตาย ส่วนพ่อนั้นปลอดภัยดี



สวรรค์ได้ส่งศิษย์วิเศษมาคอยรับใช้นาง 2 คน คนหนึ่งหูทิพย์ ได้ยินไกลถึง 1000 ไมล์ อีกคนหนึ่งตาทิพย์ มองเห็นไกลถึง
1000 ไมล์
เพื่อคอยช่วยเหลือและติดตามนาง เมื่ออายุได้ 26 ได้ช่วยห้ามฝน เพื่อไม่ให้เกิดอุทกภัยในเมือง เมื่ออายุได้ 29 ปี
นางได้พูดกับบิดามารดาของนางว่า ชอบอยู่ในที่สงบ บ้านที่อยู่นี้ไม่สงบเลย พรุ่งนี้จะขอไปเที่ยวบนภูเขาให้สบายใจ พอถึง
ตอนเช้า หลังจากได้จัดดอกไม้ ธูป เทียน สวดมนต์เสร็จ ก็บอกกับบิดามารดาของนางว่า ไปเที่ยวนี้หนทางมันไกล ใจคอ
ไม่ค่อยดีเลย พี่น้องต่างบอกว่า ไปเถอะ อย่าได้กังวลอันใดเลย

จากนั้นนางจึงได้ออกเดินทาง ข้ามน้ำข้ามทะเลนั่งเสื่อลอยขึ้นบนท้องฟ้าจนหายลับไปในกลีบเมฆ จากนั้นก็เกิดเสียงดนตรีบรรเลง
จากสวรรค์บรรเลงต้อนรับนางขึ้นสู่สวรรค์

ประวัติตำนานที่ 2



มูลเดิมของการกำเนิดเจ้าแม่ทับทิม มีประวัติจากการบอกเล่าสืบต่อเนื่องกันมา ปรากฏว่า เริ่มมาแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น ในสมัยกษัตริย์
ฮั่นกวงบู๊ตี (ประมาณระหว่าง พ.ศ. 537 – 610) ซึ่งรัชสมัยนี้เองเจ้าแม่ทับทิมก็ได้รับการยกย่อง และแต่งตั้งให้เป็นเทพยุดาแห่ง
ความเมตตาการุณย์ ช่วยคุ้มครองมวลมนุษย์ให้พ้นจากสรรพภัยและขจัดความทุกข์ยากทั้งมวล


กาลต่อมา จวบจนกระทั่งปลายราชวงศ์ เหม็ง ต่อต้นราชวงศ์เช็ง (ประมาณ พ.ศ. 2167 หรือ 367 ปีมาแล้ว) ที่เกาะไหหนำ
(เกาะไหหลำ) เขต บ่นเซียว แขวงหน่ำให้ มีหมู่บ้านชื่อ ตุ๊ยบ้วย ณ ที่นี้เองมีชาวประมงที่ยากจนครอบครัวหนึ่ง หัวหน้าครอบครัว
แซ่ พัว เป็นบุคคลที่ขยันขันแข็ง มัธยัสถ์ นิสัยซื่อสัตย์ สุจริต อาชีพหลักที่ยึดเป็นประจำเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เลี้ยงครอบครัว
ก็จะออกทะเลหาปลาในตอนกลางคืน


คืนวันหนึ่ง ทะเลเรียบ ท้องฟ้าโปร่ง ดวงดาวสุกสกาว เหมาะที่จะเป็นคืนแห่งการพักผ่อนและชื่นชม แต่เขาก็ยังคงต้องนำเรือ
คู่ชีวิตออกหาปลาเหมือนเช่นเคย โดยมีแหทำเป็นช้อนผูกติดไว้กับหัวเรือนานๆจึงจะยกดูสักครั้ง ทว่าในคืนนี้ ไม่ว่าจะพายเรือ
ทวนน้ำหรือพายเรือเข้าหาฝั่ง ทุกครั้งเมื่อยกช้อนขึ้นดู ไม่ปรากฏว่ามีปลาติดเลยแม้แต่ตัวเดียว ทำให้เขาเกิดความผิดหวัง
ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่หมดความหวัง เขาพยายามอีกครั้ง ในคราวนี้เขาพายเรือออกไปนอกฝั่ง คะเนว่าอยู่ไกลที่สุดแล้ว เร่งฝีพาย
ลากช้อนมุ่งหน้าเข้าหาชายหาด ซึ่งมั่นใจว่าครั้งนี้คงไม่ผิดหวังแน่ เพราะมีความรู้สึกว่า มีสิ่งของติดอยู่ในส่วนหัวเรือนั่นเอง

เขาเริ่มยิ้มออก และเร่งเรือให้ถึงชายฝั่งโดยเร็วขึ้น ต่อเมื่อยกช้อนขึ้นดู กลับกลายเป็นว่าสิ่งที่อยู่ในก้นช้อนนั้น หาใช่ปลาไม่
เป็นเพียงท่อนไม้ท่อนหนึ่งเท่านั้นเอง ด้วยความโมโห และความผิดหวัง เขาเหวี่ยงท่อนไม้ท่อนนั้นทิ้งไป และรอจนกระทั่ง
ท่อนไม้ทิ้งไปลอยน้ำไปไกลแล้ว เขาจึงหันหลังกลับมาตกแต่งช้อนเพื่อลองใหม่อีกครั้ง ด้วยอารมณ์ที่ไม่ค่อยจะสดชื่นนัก
ครั้งนี้เขาเข็นช้อนแหทวนน้ำใหม่อีกครั้ง พร้อมทั้งนึกถึง ฟืน เกลือ และข้าวปลาอาหารของครอบครัวในวันรุ่งขึ้น และยังคิด
ไม่ออกตรองไม่ตกว่า ถ้าเขาไม่ได้ปลาในวันนี้และจะทำอย่างไรกับวันพรุ่งนี้



ในขณะที่เขาเข็นช้อนแหและคิดกังวลอยู่นั่นเอง ฉับพลันก็มีลมทะเลปะทะหน้าเขาวูบหนึ่ง ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เขายกช้อนนั้นขึ้น
สิ่งที่ประจักษ์กับสายตาและยังความประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งก็ คือ ไม้ท่อนนั้นเข้ามาอยู่ในช้อนแหอีกเช่นครั้งที่แล้ว ด้วยความ
โมโหสุดขีด เขาเหวี่ยงท่อนไม้และช้อนแหขึ้นไปบนชายหาดอย่างไม่ใยดี เพียงชั่วครู่เขาหวนคิดได้ว่า ไม้ท่อนนี้เขาเหวี่ยงทิ้งไป
ทางน้ำไหลลง แต่เหตุไฉนจึงทวนน้ำกลับเข้ามาอยู่ในช้อนแหเขาได้อีก เขารีบกระวีกระวาดขึ้นฝั่ง พร้อมกับพิจารณาไม้ท่อนนั้น
ด้วยความมหัศจรรย์ใจยิ่งนัก แต่จะด้วยความประหลาดหรือมหัศจรรย์อย่างไรก็ตาม เขาได้แต่เพ่งพิจารณาไม้ท่อนนั้น พร้อมกับ
ถอนใจนึกถึงความอาภัพกับวาสนาของตนเอง

ส่วนภายในจิตใจเขาก็เฝ้าแต่ครุ่นคิดถึง เหตุใดท่อนไม้ท่อนเดียวกันนี้จึงไหลทวนน้ำ และก่อกวนให้เขาเกิดความผิดหวังเป็นเฉพาะ
เช่นนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจอะไร มากขึ้น จากความงง และไม่เข้าใจในเหตุและผลนี้เอง ได้สร้างความท้อแท้และความหวังให้กับเขา
คนเราเมื่อหมดความหวัง สิ่งหนึ่งที่จะปรากฏขึ้นในดวงจิตก็คือ นึกถึงสิ่งลี้ลับ สิ่งซึ่งยังไม่มีผู้ใดอธิบายได้ เขาค่อยๆสงบสติอารมณ์
ดับความโมโหในจิตใจ ด้วยการพร่ำภาวนาบนบานศาลกล่าวต่อไม้ท่อนนั้น โดยเสมือนหนึ่งเป็นท่อนไม้ศักดิ์สิทธิ์

"ตัวข้า ตั้งแต่เกิดมาจนป่านนี้ ยังไม่เคยเห็นท่อนไม้ใดจะมีอภินิหารจนถึงกับลอยทวนน้ำได้ฉะนั้น หากท่านศักดิ์สิทธิ์
และมีศักดานุภาพจริง ก็ควรจะให้ความสงสารและช่วยให้ตัวข้าฯผู้อยู่ในความระทม ให้พ้นทางห้วงทุกข์นี้ด้วยเถิด
โดยข้าสัญญาว่า ก่อนรุ่งแจ้งของวันพรุ่งนี้ ถ้าข้าสามารถหาปลาได้เต็มช้อน แห ข้าฯ จะระลึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่
ที่ทรงกรุณาแก่ข้า ด้วยการนำท่านกลับไปแกะสลักเป็นเทวรูป “ เจ้าแม่ ” พร้อมกับจะได้ทำการกราบไหว้บูชา บวงสรวง
ทุกค่ำเช้า"


หลังจากได้กล่าวบนบานแล้วเขาค่อยๆ ประคองอุ้มไม้ท่อนนั้นไปประดิษฐานไว้ ณ หัวเรืออย่างทนุถนอม พร้อมทั้งรีบนำเรือ
ดันช้อนแหมุ่งหน้าทวนน้ำขึ้นไปอีกครั้งด้วยความมั่นใจ คล้ายกับปาฏิหาริย์ครั้งนี้ ในช้อนแหแน่นขนัดไปด้วยปลานานาชนิด
ทั้งตัวใหญ่ตัวน้อย จากนั้นเขานำเรือดันช้อนอีกเพียง 2-3 ครั้ง ท้องเรือลำน้อยของเขาก็เต็มไปด้วยปลา เขาปลาบปลื้มและ
ปิติเป็นอย่างยิ่ง ประจวบกับได้ยินเสียงไก่ขันแว่ว มาจากฝั่ง แสงสีทองเรื่อรองอยู่ขอบฟ้า ได้เวลาอรุโณทัย เขารีบกระวีกระวาด
เบนหัวเรือมุ่งหน้ากลับบ้านด้วยจิตใจแสนสุขและอิ่มเอิบในอภินิหารของท่อนไม้นั้น ทำให้คำอธิษฐานของเขาสัมฤทธิ์ผล
ตามคำที่วิงวอนไว้


เมื่อถึงย้อนหลังจากเก็บเครื่องมือเครื่องใช้ ในการจับปลาเข้าที่เข้าทางแล้ว เขาไม่ลืมที่จะนำท่อนไม้นั้นไปวางในที่อันควร
ต่อจากนั้นเขาได้นำปลาที่จับ ได้ลำเลียงเข้าสู่ตลาด และแล้วสิ่งมหัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้นอีก ราคาปลาในตลาดวันนั้นสูงขึ้น
กว่าเดิมถึง 3 เท่า เพราะวันนั้นปลาในตลาดมีน้อยมาก ทำให้เขายิ่งได้สำนึกว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะปาฏิหาริย์
ของท่อนไม้ศักดิ์สิทธิ์อย่างมิต้องสงสัย

ตั้งแต่คืนนั้นเป็นต้นมา บุคคลแซ่พัวผู้นี้ ก่อนจะนำเรือออกทะเลเพื่อจับปลาเขาจะต้องทำการเซ่นไหว้ขอพรจากท่อนไม้ก่อน
และทุกครั้งเขาจะพบแต่ความสำเร็จสมหวัง เงินทองเริ่มมี การสะสมอาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัย ก็ไม่เป็น
ปัญหาสร้างความหนักใจให้แก่เขาและครอบครัวอีกเลย




6 เดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว การทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการจับปลาได้สร้างความเจริญความสุขสบาย จนทำให้เขากลายเป็น
ผู้มีอันจะกินในถิ่นละแวกนั้นเพิ่มขึ้นมาอีกครอบครัวหนึ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่เขาลืมไม่ได้คือ หากทุกอย่างดำเนินไปอย่างเช่นทุกวันนี้
ขอเวลาอีกเพียงปีเดียวเท่านั้น เขาก็คงสามารถจะนำไม้ศักดิ์สิทธิ์ท่อนนั้นมาแกะสลักเป็นองค์เทวรูป “ เจ้าแม่ ” พร้อมทั้ง
สร้างศาลให้ดวงวิญญาณของเจ้าแม่สถิตอยู่ได้ สมกับทีเขาได้บนบานไว้ ในค่ำคืนวันนั้น ถึงแม้เขาจะได้ตั้งปณิธานไว้เช่นนั้น
แต่การจับปลาอย่างได้ผล เงินทองที่ไหลมาเทมา ทำให้เขาหลงลืมไป จนแล้วจนรอดการแกะสลักองค์เทวรูป “ เจ้าแม่ ”
และการสร้างศาลก็ยังมิได้เริ่มดำเนินการแต่ประการใด บุคคลแซ่พัวผู้นี้ ออกจับปลาเพลิดเพลินจนลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับ
ท่อนไม้ที่เก็บไว้ จนเวลาผ่านไปนานจนลืมท่อนไม้ที่ได้ให้สัญญาว่าจะเอาไปแกะสลักเป็นองค์เจ้าแม่เพื่อบูชาเสียสิ้น


ต่อมาการจับปลาเริ่มฝืดเคืองจับปลาไม่ค่อยได้ เลี้ยงหมูไว้หมูก็ป่วยตาย เลี้ยงเป็ดไก่ไว้เป็ดไก่ก็ป่วยตาย ทำให้ฐานะความเป็นอยู่เริ่ม
อัตคัดขัดสน เงินทองไม่พอจับจ่ายใช้สอย เริ่มยากจนลง จวบจนกระทั่งค่ำวันหนึ่ง เขารู้สึกอ่อนเพลีย ความง่วงเข้าครอบงำจนอยาก
จะพักผ่อนหลับนอนเหลือกำลัง ในขณะที่ใกล้จะหลับนั้นเองเขาเคลิ้มฝันไปว่าเขาได้ล่องลอยไป ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ธรรมชาติสวยงาม
ยิ่งนัก บนท้องฟ้าดารดาษไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ สายธารที่ไหลเอื่อยๆอยู่เบื้องหน้า น้ำใสสะอาดพลิ้วไปตามสายลม สร้างความ
ประทับใจและความเพลิดเพลินให้เขา จนสุดที่จะบรรยายได้

ทันใดนั้นเอง ก็มีสายฟ้าแลบสว่างขึ้นเหนือสายน้ำนั้น พร้อมกับปรากฏร่างของหญิงสาวรูปงามสวมเสื้อเกราะหลากสีที่เอวคาดกระบี่
ท่าทางทะมัดทะแมงสง่างามเดินตรงมาหาเขา นางยกมือทั้งสองเกาะกุมอยู่เหนืออกเป็นเชิงคารวะ

“ ท่านผู้เฒ่าแซ่พัว เจ้าแม่ให้มาเชิญท่านไปยังวังที่ประทับ มีเรื่องที่จะปรึกษาด้วย ”

คำเชิญที่มิได้คาดคิดมาก่อน ทำเอาผู้เฒ่าแซ่พัวตกตะลึง ยืนอยู่กับที่ด้วยความงงงัน ยังมิทันจะตอบรับหรือปฏิเสธคำเชิญนั้น ดวงตาเขา
ก็พร่าขึ้นอีกครั้งด้วยสายฟ้าที่ดูเหมือนจะแรงกว่าครั้งแรกสว่างวาบขึ้นเป็นคำรบที่สอง ครั้นแล้วร่างของเขาก็ไร้น้ำหนักล่องลอยตามนาง
ผู้นั้นไป กว่าจะได้สติก็ปรากฏว่าเขาได้มายืนอยู่หน้าแท่นบัลลังก์อาสน์ ที่ประดับด้วยทองคำฝังเพชรและอัญมณีสวยงามตระการตา

ณ บนแท่นนั้นเอง มีเจ้าแม่ทรงเสื้อคลุมลายมังกร ประดับด้วยมงกุฎเพชรเป็นรูปนางหงส์ และมีฉลองพระบาทสีแดง ปักลวดลายด้วยดิ้นทอง
และเงินเป็นรูปดอกไม้ ประทับอยู่บนแท่นบัลลังก์อาสน์ ด้วยพระพักตร์ที่อ่อนละมุนนุ่มนวล เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มที่อิ่มเอิบ แสดงถึงความ
เมตตาปราณี



“ ผู้เฒ่าพัว ยังจำถึงคำบนบานที่เคยอธิษฐานได้หรือไม่ ส่วนการตอบสนองจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามคำขอก็ให้อยู่แล้วอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
ทว่าสิ่งที่เจ้าจะต้องทำการแก้บนเพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตา โดยจะแกะสลักไม้ท่อนนั้นให้เป็นรูปเจ้าแม่ พร้อมทั้งศาลที่ประทับ
เพื่อกราบไหว้บูชา ยังมิได้เริ่มเลย ฉะนั้นเมื่อเจ้ากลับไปแล้ว ให้เริ่มได้ ศาลถึงจะเล็กและคับแคบก็สามารถใหญ่ได้ในอนาคต ศาลไม่สวย
ไม่งามเป็นที่ประทับใจ ก็จะสวยงามได้ในอีกไม่นาน ทั้งนี้ เพื่อจะได้เป็นเครื่องแสดงถึงเดชะบารมีของเจ้าแม่ และเป็นที่พึ่งพิงแก่ปวงชน
ที่ตกทุกข์ได้ยาก อันนับเนื่องต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ”


ชาวประมง “ แซ่พัว ” ผู้นี้หลังจากได้ฟังอรรถาธิบายของเจ้าแม่จนสิ้นถ้อยกระทงความแล้ว รู้สึกว่าตัวเองยังเป็นหนี้พระการุณย์ของเจ้าแม่ดุ
จดังขุนเขา จึงรีบคุกเข่าโขกศีรษะลงกับพื้น พลางเอ่ยว่า

“ ขอบพระคุณในความการุณย์ของเจ้าแม่ ข้าฯจะรีบกลับไปปฏิบัติกิจที่คั่งค้างนี้ทันที ”

ปรากฏว่าพอเขากล่าวจบลง พลันสายฟ้าสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง ทุกสิ่งทุกอย่างสลายหายวับไปหมดสิ้น เขาตกใจตื่นจากภวังค์คืนสู่สภาพปกติ
ย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในความฝันเมื่อครู่นี้ เขารีบไปค้นหาท่อนไม้ที่เก็บไว้เมื่อครั้งก่อนที่รับสัญญามา แต่หาเท่าไรก็ไม่พบ ถามภรรยาว่าเก็บ
ไม้ไว้ที่ไหน ภรรยาตอบว่า เขาได้นำไม้ท่อนนั้นไปกั้นทำคอกที่เล้าหมู เขาจึงรีบไปนำมาทำความสะอาดและจุดธูปขอขมาต่อเจ้าแม่ที่ผิดสัญญา
เขาตัดสินใจนำเงินทอง ที่เก็บหอมรอมริบไว้ออกมาดำเนินการตามที่ได้บนบานไว้ และเพื่อเป็นการเซ่นสรวงแด่ “ เจ้าแม่ ” ผู้โอบอุ้มและเมตตา
เขาตลอดมา

และแล้ว วันนั้นตรงกับขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 (จันทรคติจีน) ณ ทุ่งกว้างของหมู่บ้าน “ ตุ๊ยบ้วย ” ก็มีศาลของ “ เจ้าแม่ตุ๊ยบ้วย ”
บังเกิดขึ้น มีการประกอบพิธีเบิกพระเนตร อัญเชิญดวงวิญญาณของเจ้าแม่มาประทับเพื่อคุ้มครองและประสิทธิ์ประสาทแก่ปวงชน
พร้อมทั้งสรรพสัตว์ที่ทุกข์ยากและอำนวยความสำเร็จให้บังเกิดแก่ผู้ที่วิงวอนขอร้องให้ รอดพ้นจากภัยพิบัติ และในวันพิธีนั้นเอง
เขาได้จัดสุรา อาหาร และเชิญแขกเหรื่อญาติมิตรมาร่วมรับประทานอาหาร โดยถือว่า สุราคือน้ำอมฤตและอาหารคือเครื่องทิพย์
ที่จะยังความสุขความเจริญความสำเร็จให้บังเกิดแก่ผู้มาร่วมงาน เขาถือโอกาสเล่าเหตุการณ์ในอดีตให้ทุกคนทราบ และ กำหนด
เอาวันประกอบพิธีวันนี้เป็นวันกำเนิดของ “ เจ้าแม่ตุ๊ยบ้วย ” ซึ่งสืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้


หลังจากข่าวนี้ได้แพร่สะพัด พร้อมความศักดิ์สิทธิ์ของ “ เจ้าแม่ตุ๊ยบ้วย ” ได้ขจรขจายต่อๆกันไป มีประชาชนทั้งใกล้และไกลเดินทางมากราบไหว้
ขอบารมี ขออิทธิฤทธิ์ ขอความสำเร็จถ้วนทั่วทุกตัวคน โดยเฉพาะถ้าเป็นวันคล้ายวันกำเนิดที่กำหนดไว้ ก็จะมีประชาชนมาชุมนุมกราบไหว้
กันมากมาย จนทำให้ศาลเจ้าและบริเวณสถานที่คับแคบลงไปถนัดใจ และยังมีสิ่งมหัศจรรย์อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจจะงดเว้นการกล่าวได้คือ
งานมหกรรมใดๆ ก็ตาม ถ้ามีคนมากหน้าหลายตามารวมกันมากๆ พวกผู้ร้ายตีชิงวิ่งราวก็จะเกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่ด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์
และเดชะบารมีของ “ เจ้าแม่ตุ๊ยบ้วย ” ยังไม่เคยปรากฏว่ามีเหตุการณ์ร้ายๆเหล่านี้เกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ประเพณีมีมาหลายร้อยปีแล้ว

และหากเกิดมีกลุ่มคนร้ายรายใดคิดจะลองดี ลงมือประกอบกรรมชั่วจะต้องชะงักและถูกจับได้ เหมือนต้องไฟฟ้าสถิตให้นิ่งเฉยอยู่กับที่
คอยเจ้าหน้าที่มาจับกุมไปลงโทษ จากเสียงลือเสียงเล่าอ้างเหล่านี้ อีกประมาณร่วมมือ 100 ปี ก็แพร่ไปถึงพระกรรณของกษัตริย์ “ เด๊ากวง ”
( ระหว่าง พ.ศ. 2364 – 2393) ในราชวงศ์ “ เช็ง ” ( แมนจู) รวมทั้งอภินิหารขององค์เจ้าก็เป็นที่ประจักษ์แก่มวลชนทุกคนทุกชั้น
ทุกวรรณะ ไม่ว่าหญิงหรือชาย ฉะนั้น กษัตริย์เด๊ากวง จึงได้ประทานตราตั้งและพระราชทานนามว่า

“ หน่ำ เทียน เตี๊ยม เดี๊ยน ก๊ำ เอ๋ง ห้วย ตุ๊ย บ้วย เต๋ง เหนี่ยง ” ตามพระนามนี้มีความหมายคือ
“ สายฟ้า สนองตอบเสียงฟ้าฝ่ายใต้ เจ้ามาตุ๊ยบ้วย ”

สรุปความหมายของเจ้าแม่ที่ได้รับพระราชทานนามนี้ก็คือ เจ้าแม่สามารถให้การตอบสนอง ช่วยเหลือ พิทักษ์เกื้อกูลแก่ผู้ทุกข์ยาก
ได้ทันท่วงที



จากประวัติที่ค้นคว้า ปรากฏว่าเมื่อชาวไหหลำอพยพถิ่นฐานมาเมืองไทย ก็นำความเชื่อเรื่องเจ้าแม่ท้ายน้ำ มาสร้างศาลเจ้าในเมืองไทยด้วย
โดยศาลเจ้า สุยเหว่ยเซิ่งเหนียง หรือ จุ้ยบ้วยเนี้ย ที่ได้รับความเคารพบูชามากที่สุด อยู่เชิงสะพานซังฮี้ฝั่งพระนคร สร้างเมื่อประมาณ
พุทธศักราช 2385 นับว่าเป็นศาลเจ้าแม่ทับทิมที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย


ในงานไหว้เจ้าแม่สุยเหว่ยเซิ่งเหนียง เครื่องเซ่นไหว้ซึ่งมีเอกลักษณ์ แตกต่างจากที่อื่น คือ เนื้อแพะ จะถูกจัดเป็นอันดับแรกสุด
ของอาหารคาว ส่วนจะใช้จำนวนกี่ตัวนั้น ขึ้นอยู่กับศรัทธาและกำลังทรัพย์ หรือสภาพเศรษฐกิจในปีนั้นๆเมื่อการไหว้สิ้นสุดลง
จะมีการนำแพะเหล่านี้ไปปรุงอาหาร เพื่อรับประทานร่วมกัน เสมือนเป็นมื้อรวมญาติ แต่ศิษย์รุ่นหลัง ไม่ชอบกลิ่นคาวเลือด
จึงถวายแพะมังสวิรัติ คือการนำถั่วมาปั้นและตกแต่งให้เหมือนกับแพะจริงๆ ก็มีนะครับ

ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า ทำไมพระแม่สุยเหว่ยเซิ่งเหนียง จึงโปรดปรานแพะเป็นพิเศษ แต่ภาพที่ปรากฏ ณ ศาลเจ้ารุ่นเก่าของท่าน
ก็ยังคงมีแพะจำนวนไม่น้อยถูกนำมาเป็นเครื่องเซ่นไหว้ทุกปี ทีนี้ มาถึงเหตุที่คนไทยเรียกพระแม่ทั้งสององค์ ด้วยคำว่า เจ้าแม่ทับทิม
มีผู้สันนิษฐานเป็น 2 แนวครับ


กล่าวคือ ในยุคที่ยังมีการค้าขายกันระหว่างไทยกับจีนด้วยเรือสำเภา ชาวไหหลำจะเดินทางมาถึงเมืองไทยในช่วงต้นปี คือ
ราวเดือนมกราคม เนื่องจากเกาะไหหลำนั้น มีทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้เมืองไทยกว่าและจะทำการสักการะบูชา เจ้าแม่สุยเหว่ยเซิ่งเหนียง

เมื่อชาวฮกเกี้ยนและแต้จิ๋วเดินทางมาถึง จะอยู่ในราวปลายเดือนกุมภาพันธ์ ถึงต้นเดือนมีนาคม เนื่องจากมณฑลกวางตุ้ง
และฮกเกี้ยนนั้น ตั้งอยู่ในแผ่นดินใหญ่ซึ่งไกลกว่าและก็ทำการสักการะพระแม่เทียนโหวเซิ่งหมู่ หรือ หม่าโจ้ว ด้วยเช่นกัน

ทั้งสององค์คือพระแม่ผู้คุ้มครองชาวเรือเหมือนกัน จึงทำให้คนไทยสับสน นึกว่าเป็นเจ้าแม่องค์เดียวกันอีกแนวหนึ่ง คือ
เนื่องจากทั้งสององค์มีฉลองพระองค์สีแดง หรือมีรัตนชาติประจำองค์เป็นพลอยสีแดง ซึ่งผู้สันนิษฐานในแง่นี้กล่าวว่า
เกิดจากฝีมือช่างในประเทศไทย ข้อนี้ก็มีเหตุผลอยู่บ้างครับ เพราะปรากฏว่า เจ้าแม่จีนองค์อื่นๆ ในเมืองไทย ซึ่งมีการ
ถวายฉลองพระองค์สีแดง ก็ถูกคนไทยเรียกว่า เจ้าแม่ทับทิม ตามๆ กันไปหมด เพียงแต่ที่ยังคงมีข้อขัดแย้งก็คือ
ฉลองพระองค์สีแดงนั้น ใช้กับพระแม่เทียนโฮ่วเซิ่งหมู่ พระแม่สุยเหว่ยเซิ่งเหนียง และเจ้าแม่จีนหลายองค์มาตั้งแต่
ต้นทางที่เมืองจีนแล้วครับ มิใช่เพิ่งมาเกิดที่เมืองไทย

ภาพยนตร์ตำนานพระแม่เทียนโฮ่วเซิ่งหมู่ ซึ่งคนไทยก็เรียกเจ้าแม่ทับทิมอย่างไรก็ตาม ยังมีวิธีแยกความแตกต่าง
ระหว่างพระแม่เจ้าทั้งสององค์นี้ กล่าวคือ



1. หากเป็นพระแม่เทียนโฮ่วเซิ่งหมู่ จะสวมศิราภรณ์อลังการกว่า พระแม่สุยเหว่ยเซิ่งเหนียง บางทีดูคล้ายจักรพรรดิจีน
มีแผงสร้อยมุกห้อยลงมาด้านหน้า เนื่องจากทรงได้รับพระราชทานยศเป็นราชินีสวรรค์ ขณะที่พระแม่สุยเหว่ยเซิ่งเหนียง
มิได้ทรงได้รับการยกย่องเช่นนั้น จึงสวมศิราภรณ์แบบเจ้าแม่จีนทั่วไป ไม่อลังการหรือมีขนาดใหญ่มากนัก

แต่ในศาลเจ้าแม่ทับทิมหลายแห่งในปัจจุบันนี้ พระแม่สุยเหว่ยเซิ่งเหนียงก็สวมศิราภรณ์ และฉลองพระองค์ที่เหมือนกับ
พระแม่เทียนโฮ่วเซิ่งหมู่ จนถ้าไม่อ่านพระนามที่เป็นภาษาจีน ก็จะแยกไม่ออก

2. พระแม่เทียนโฮ่วเซิ่งหมู่ ทรงถือป้ายอาญาสิทธิ์ ลักษณะเป็นแผ่นไม้แบนๆ ไว้ด้านหน้าด้วยพระหัตถ์ทั้งสอง
ขณะที่พระแม่สุยเหว่ยเซิ่งเหนียง ทรงถือแส้บ้าง คฑายู่อี่บ้าง ไว้ในพระหัตถ์ขวา

3. พระแม่เทียนโฮ่วเซิ่งหมู่ มีบริวารคือ เทพหูทิพย์ตาทิพย์




อีกตำนานเจ้าแม่ทับทิมเมืองไทย



ยังมีข้อมูลเล็กน้อย พอจะสรุปได้ว่า เมืองไทยมีศาลเจ้าแม่ทับทิมหลายแห่ง เช่น ที่ใกล้ห้างเอทีเอ็มตรงพาหุรัด,
ที่เชิงสะพานซังฮี้, และที่มีชื่อเสียงมากคือ ที่ปัตตานี โดยเจ้าแม่ทับทิมเมืองไทยมี 4 แบบ คือ

1. แบบที่เป็น เทียน โหว เซี้ยน บ้อ หรือนับถือเจ้าแม่ทับทิมลิ้มมิก ของจีนโบราณ
2. เจ้าแม่ที่แกะเป็นองค์จากขอนไม้ใหญ่ลอยน้ำมา เรียกว่า จุ้ย บ้วย เซี้ย เนี้ย หรือ จุ้ย บ่อ เซี้ย เนี้ย
3. เจี้ย สุน เซี้ย เนี้ย
4. เจ้าแม่ลิ้วโกวเนี้ยที่ปัตตานี


โดยเจ้าแม่ทับทิมลิ้มโกวเนี้ย หรือที่บางสำเนียงออกเสียงว่า ลิ้ม กอ เหนี่ยว ที่ปัตตานี จะเป็นคนละองค์กับเจ้าแม่ทับทิมลิ้มมิก
ของเมืองจีน แต่แซ่เดียวกันและเป็นชาวฮกเกี๋ยนเหมือนกัน โดยเจ้าแม่ทิบทิมลิ้มโกวเนี้ยที่ปัตตานีมีประวัติว่า เจ้าแม่มีพี่ชาย
เป็นคนหนุ่มรักการผจญภัย ที่สำคัญคือ มีความเป็นผู้นำสูง และคุมคนเก่งมาก สามารถตั้งกองเรือของตน รวบรวมสมัคร
พรรคพวกได้มาก กองเรือนี้จะคอยคุ้มครองชาวเรือจากพวกโจรสลัดในทะเล


ประมาณปี พ.ศ. 2021 พี่ชายนำกองเรือเดินทางมาถึงปัตตานี แล้วเกิดติดใจผืนแผ่นดินถิ่นนี้ จึงลงหลักปักฐานตั้งรกราก
พร้อมลูกเรื่อประมาณ 20,000 คน ขณะนั้นปัตตานียังเป็นรัฐอิสระ เจ้าเมืองปัตตานีในยุคสมัยนั้นเป็นผู้หญิง เมื่อเห็น
หน่วยก้านของหนุ่มเจ้าของกองเรือแล้ว ถูกใจ จึงยกลูกสาวให้แต่งงานกัน

เมื่อได้เป็นลูกเขยเจ้าเมืองปัตตานี พี่ชายเจ้าแม่ก็ไม่ได้อยู่นิ่งดูดาย แต่เป็นเขยที่ดีเยี่ยม เป็นกำลังสำคัญในการดูแลป้องกัน
เมืองจากการรุกราน พร้อมช่วยพัฒนาท้องถิ่น ที่น่าสนใจคือ การนำความรู้จากถิ่นเดิมมาถ่ายทอดให้เช่น การทำปืนใหญ่
โดยว่ากันว่า ปืนใหญ่นางพญาตานี ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ที่หน้ากระทรวงกลาโหม สร้างโดยพี่ชายเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวนี่เอง

อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าแม่ซึ่งอยู่ที่ฮกเกี๋ยน เห็นพี่ชายจากบ้านไปนาน ก็ใจกล้าสามารถไม่แพ้กัน ลงเรือมาตามพี่ชายถึงปัตตานี
แล้วก็เกิดติดใจที่นี่เหมือนพี่ชาย จึงปลงใจอยู่เลยเช่นกัน

ตำนานเล่าว่า เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวมีนิสัยไปทางผู้ชาย ชอบต่อสู้ผจญภัย เมื่อมาอยู่ปัตตานีก็ชอบไปร่วมออกรบกับพี่ชายเสมอ
แต่น่าเสียดายที่เกิดรบพลาดในครั้งหนึ่ง เป็นพลาดใหญ่ที่พาให้ถึงแก่เสียชีวิต พี่ชายเสียดายและอาลัยรักในตัวน้องสาวมาก
จึงได้สร้างศาลเพื่อเป็นที่ระลึก ชาวบ้านต่างพากันมากราบไหว้บูชา เกิดนับถือศรัทธามากขึ้นๆ

จนถึงทุกวันนี้ เรียกศาลเจ้าแม่ทับทิมนี้ว่า ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว หรือสำเนียงแต้จิ๋วว่า ลิ้มโกวเนี้ย



เราจะดูว่าองค์เจ้าองค์ไหนคือองค์ไหนองค์ที่เท่าไร? และที่มีบูชาอยู่นั้นเป็นองค์ไหน.. ให้สังเกตุลักษณะดังนี้...

ให้ดูมือของเจ้าแม่ หากมือประสานอยู่ที่หน้าอก เรียกว่า ตั่วม่า (大母)
ถ้ามือวางอยู่บนตัก มือซ้ายถือป้าย หรือ คฑาหยู่อี่ เรียกภาคนี้ว่า หยี่ม่า (二母)
หากกิมซิ้นถือแส้ เรียกภาคนี้ว่า ซาม่า (三母)


แต่ก็มีหลายๆแห่ง หลายๆศาลสร้างองค์เจ้าแม่แปลกแตกต่างออกไปบ้างก็มี วันประสูติของอาม่านั้น 1 ปี มี 3 ครั้ง
1. 天 后 聖 母 (เทียนโหวเซี้ยบ้อ) ตั่วม่า (大母) วันที่ 23 เดือน3วันจีน (廿三日三月)
2. 天 后 聖 母 (เทียนโหวเซี้ยบ้อ) หยี่ม่า (二母) วันที่13 เดือน 6 วันจีน (十三日六月)
3. 天 后 聖 母 (เทียนโหวเซี้ยบ้อ) ซาม่า (三母) วันที่15 เดือน10 วันจีน (十五日十月)


อาม่านั้น มี ลูกศิษย์ก็คือ อากงหูทิพย์ (ได้ยินเสียงไกล หมื่นลี้) อากงตาทิพย์ (มองเห็นไกล หมื่นลี้)
สีประจำองค์อาม่า

1. ตั่วม่า (大母) สีเหลือง หรือขาว
2. หยี่ม่า (二母)สีแดง
3. ซาม่า (三母) สีชมพู (สีบานเย็น)

การบูชาเจ้าแม่ทับทิม

การบูชาเจ้าแม่ทับทิมสามารถกระทำได้อย่างง่ายๆ บางคนจำบทสวดไม่ได้ก็ไม่ต้องท่อง เพราะท่องผิดๆ ถูกๆ
ท่องไปก็เท่านั้น ประการแรกท่านจะต้องทำจิตใจให้สะอาด มีความเชื่อหรือความศรัทธาในเจ้าแม่ทับทิมจริงๆ
จากนั้นก็ท่องนะโม 3 จบ แล้วเอ่ยพระนามของแม่เจ้าทับทิม หรือจะเรียกว่า “ เจ้าแม่หมุยฮวง” ก็ได้เช่นกัน
(เรียกเพียงครั้งเดียว) จากนั้นท่านมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจอะไร ท่านก็เล่าให้เจ้าแม่ทับทิมฟัง แล้วจะให้ท่าน
ช่วยเรื่องอะไรก็ขอท่านไป


ข้อมูลจาก

水 尾 聖 娘 - 天 后 聖 母. 天后宫 พระราชวัง เจ้าแม่ทับทิม Uthaithani Thailand.
Thai - Hainanese Temple.
The Empress of Heaven วันประสูติเจ้าแม่ทับทิม 天 后 聖 母 (เทียนโหวเซี้ยบ้อ)
http://shreegurudevamantra.blogspot.com/2018/07/blog-post_24.html
http://www.mahamongkol.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29 มิถุนายน 2019, 10:04:18 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่