วัวประหลาดในตำนานปรัมปรา

ผู้เขียน หัวข้อ: วัวประหลาดในตำนานปรัมปรา  (อ่าน 37 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 18693
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed
วัวประหลาดในตำนานปรัมปรา
« เมื่อ: 06 กันยายน 2019, 11:35:04 »

วัวประหลาดในตำนานปรัมปรา
cr. คอสมอส@ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน

ลามาสสุ (Lamassu)



ถ้าท่านผู้อ่านนิยมงานโบราณวัตถุ อาจจะเคยเห็นวัวศักดิ์สิทธิ์ตัวนี้ผ่านตาบ้างแน่นอนครับลามาสสุ
มาจากตำนานอัสสิเรียน มีหน้าที่เป็นเทพผู้พิทักษ์ของอาณาจักรอัสสิเรีย รูปร่างของมันคือ ตัวเป็นวัว
ขนาดน่าจะพอๆกับกระทิง (บางที่ก็เป็นสิงโต) หัวเป็นชายมีเคราและมีปีก


แต่เดิมในศาสนาเมโสโปเตเมีย ลามาสสุเป็นสัตว์สวรรค์ หัวเป็นคน ตัวเป็นวัว มีเขาและหูวัวและมีปีก
เช่นกันสัญลักษณ์ในการผสมร่างกายนั้นมาจากความเชื่อว่าวัวหรือสิงโตเป็นเครื่องหมายของความ
แข็งแกร่ง ปีกซึ่งมาจากนกอินทรีก็เป็นสัญลักษณ์แห่งอิสระเสรีและความเร็ว ส่วนหัวเป็นผู้ชายไว้เครา
คือสัญลักษณ์ของความฉลาดหลักแหลม

ตามตำนานแถบเมโสโปเตเมียนั้นลามาสสุช่วยผู้คนต่อสู้กับช่วงเวลาสับสนในตอนต้นของการสร้างโลก
ซึ่งเต็มไปด้วยปีศาจ แต่ละวันมันจะทำหน้าที่เฝ้าประตูแห่งอรุณที่จะเปิดออกเพื่อให้เทพเจ้าสุริยาจะ
สามารถขึ้นสู่ท้องฟ้าและช่วยแบกน้ำหนักดวงอาทิตย์




ทำให้ชาวตะวันออกกลางโบราณแถบเมโสโปเตเมียเชื่อว่า ลามาสสุมีความสามารถในการต้านสิ่งชั่วร้าย
และปกป้องบ้านเรือนที่อยู่อาศัยได้ จึงมีการทำรูปของประดับไว้หน้าอาคาร ถ้าเป็นพระราชวังหรือเมือง
ก็จะมีประติมากรรมลามาสสุขนาดใหญ่วางเป็นคู่ที่ทางเข้า แต่ละตัวมองไปยังจุดทิศสำคัญ ส่วนประชาชน
คนธรรมดาก็จะแกะสลักภาพของมันบนแผ่นจารึกดินฝังลงใต้ประตูหน้าบ้าน

เวลาเราดูประติมากรรมลามาสสุ สามารถดูได้ 2 ด้าน ถ้ามองด้านหน้าจะเหมือนกับว่ามันยืนพิทักษ์อยู่
แต่หากมองด้านข้างจะเหมือนมันกำลังก้าวเดินไปข้างหน้า

สองตัวต่อไปมีรูปลักษณ์น่าสนใจ และยังไม่ได้เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์จนแตะต้องไม่ได้ คือ บอนนาคอน
(Bonnacon หรือโบนาซัส bonasus หรือโบนาโค bonacho) และ คาโตบลีพาส (Catoblepas)
ทั้งสองตัวนี้จึงถูกนำไปแตกหน่อต่อยอด จนปัจจุบันในเกมเล่นดังๆมีตัวบอนนาคอนและคาโตบลีพาส
ปรากฏอยู่ และแต่งเติมให้ประหลาดมากต่อไปเรื่อยๆ


 


บอนนาคอน (Bonnacon)



บอนนาคอน แต่เดิมเป็นสัตว์ที่พลินีผู้เฒ่า (Pliny the Elder) นักธรรมชาติวิทยายุคโรมันพูดถึง สำทับด้วย
แคสซิอัส พลินิอัส เซคันดัส (Casius Plinius Secundus) ก็อ้างไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ธรรมชาติ
Natural History พิมพ์ในปี ค.ศ. 77-79 เหมือนกันว่า เป็นตัวประหลาดพบได้ในภูมิภาคพาโอเนีย
(ปัจจุบันคือกรีซเหนือ) และภูมิภาคใกล้เคียง และเอเชียกลาง


ในตำนานที่อธิบายว่า บอนนาคอนเหมือนวัวหรือกระทิง แต่เขาของมันโค้งไปข้างหลังเหมือนเขาแกะ
ขนาดใหญ่ ดำเป็นมัน มีแผงคอเหมือนม้า มีขนเป็นสีน้ำตาลค่อนไปทางแดงหรือไม่ก็สีดำ แต่เพราะ
เขาของมันแทบไร้ประโยชน์สำหรับป้องกันตนเอง บอนนาคอนจึงมีทีเด็ดในการป้องกันตัวเองด้วย
ของพิเศษกว่า

อึ...ครับท่านผู้อ่าน

เมื่อมันถูกคุกคาม มันจะรีบหนีภัยด้วยการวิ่ง ระหว่างนั้นก็ปล่อยอึพุ่งเป็นทางยาว เหมือนจรวดมิสไซล์ก็ว่าได้
อึบอนนาคอนพุ่งแรงและไกล เกือบ 2,000 ฟิต ยิ่งกว่านั้นอึของมันเป็นพิษกัดกร่อนสามารถเผาไหม้ผิวหนัง
ของศัตรูได้เหมือนโดนไฟลวก ทำให้ศัตรูหนีกระเจิง


 


คาโตบลีพาส (Catoblepas)



คาโตบลีพาส เป็นสัตว์คล้ายวัวมีถิ่นกำเนิดในเอธิโอเปีย มักจะพบในพื้นที่หนองและพื้นที่ชุ่มน้ำ มันเป็นสัตว์ที่
พลินีผู้เฒ่าเขียนถึงไว้ และต่อมานักเขียนกรีก คลอดิอัส เอลิอานุส (Claudius Aelianus) ให้อรรถาธิบาย
เมื่อราว ค.ศ.175-235 ในหนังสือ On The Nature Of Animals ของเขาว่า...


มันเป็นเจ้าตัวร้ายแสนงุ่มง่ามมีขนาดพอๆกับวัวเลี้ยง หน้าตาคล้ายหมูป่า คอยาวมาก มีขนแผงคอหนาเป็นกระเซิง
ขนแถวหัวยาวและตกลงมาปรกหน้าเสมอๆ ดวงตาเป็นสีเลือด หรี่แคบขนคิ้วยุ่งเหยิง แผ่นหลังเป็นเกล็ดเสมือนเกราะ
สิ่งที่เป็นลักษณะเด่นคือ หัวของคาโตบลีพาสหนักจนแทบห้อยติดดิน เพราะเหตุที่หัวหนักมันจึงทำได้แต่เพียง
มองต่ำ ก็คงเหมาะกับชื่อ คำว่าคาโตบลีพาสในภาษากรีกแปลว่าเจ้าตัวมองต่ำ



แต่การมองต่ำกลายเป็นเรื่องดี เพราะคาโต-บลีพาส ได้ชื่อว่าเป็น "สัตว์ตาพิฆาต" เมื่อจ้องนิ่งไปที่ใครหรือสัตว์ใด
ทำให้คนคนนั้นกลายเป็นหินได้ในทันที ฟังแล้วร้ายกาจเหมือนตัวบาซิลิสค์เลยทีเดียว แต่ยังไม่หมดนะครับ
ลมหายใจของมันก็เป็นพิษ อาจเพราะมันกินเฉพาะพืชที่เป็นพิษ พิษร้ายจึงสะสมอยู่ในเนื้อหนังและลมหายใจ
เมื่อใดที่ศัตรูเข้าใกล้ มันก็แค่แยกเขี้ยวแล้วพ่นลมหายใจออกมาจากลำคอ ผู้รู้ยืนยันว่าเป็นกลิ่นเหม็นร้ายกาจ
จนทำให้ศัตรูหงายหลังหมดสติทันที

แต่เอาเข้าจริง เป็นไปได้ว่าบรมทวดของเราน่าจะเจอเข้ากับตัววิลเดอบีส ซึ่งก้มหัวกินหญ้า แล้วเข้าใจว่าเป็นสัตว์น่ากลัว
เลยจัดการตั้งชื่อว่า คาโตบลีพาส และให้นิยามคุณสมบัติเสียจนน่ากลัวก็เป็นได้นะ กูกาลานนา (Gugalanna-Bull
of Heaven) ตัวนี้เป็นกระทิงสวรรค์ครับ อยู่ในตำนานโบราณแถบเมโสโปเตเมีย ในตำนานการผจญภัยต่อสู้ของ
วีรบุรุษกิลกาเมช (Gilgamesh) และสหายเอ็นกิดุ (Enkidu) เรื่องเล่าในตำนานเรื่องกระทิงสวรรค์ตัวนี้มีสีสันทีเดียว



ขอสาวประวัติมหากาพย์เรื่องนี้สักหน่อยว่า มหากาพย์กิลกาเมชเป็นหนึ่งในตำนานของเมโส-โปเตเมียที่โด่งดัง
และถือว่าเป็นวรรณกรรมชิ้นเก่าแก่ที่สุดในโลก แผ่นจารึกดินที่ค้นพบบรรจุเรื่องสั้นไว้มากมาย และไม่ได้ถูกรวมเป็น
มหากาพย์กระทั่งศตวรรษที่ 18 เป็นเรื่องราวของกษัตริย์ชาวซูเมอร์พระนามว่ากิลกาเมช ซึ่งถือเป็นบุคคลใน
ประวัติศาสตร์ และสหายที่รัก เอ็นกิดุ ผ่านการผจญภัยและการแสวงหาต่างๆ จนในที่สุดนำไปสู่ความตายของ
เอ็นกิดุ ครึ่งที่สองของมหากาพย์เป็นเรื่องต่อของกิลกาเมช ตั้งแต่เป็นทุกข์เพราะการตายของเพื่อนและความตาย
ของตนที่ใกล้จะมาถึง จนทำให้เสาะหาความเป็นอมตะ สุดท้ายเขาล้มเหลว แต่ค้นพบว่าในที่สุดทุกคนก็ต้องตาย
จึงกลับเมืองอูรุคอย่างกษัตริย์ผู้เข้าใจทุกสิ่ง


เรื่องในมหากาพย์เล่าไว้สองสำนวน เรื่องต่างกันนิดหน่อย และเรียกชื่อเทพีตัวเอกต่างกัน คือ “ราชินีสวรรค์” อินานนา
และอิชตาร์ (อินานนา เป็นชื่อที่ชาวซูเมอร์เรียก ต่อมาพวก อัคคาเดียน บาบิโลเนียน และอัสสิเรียน เรียกว่า เทพีอิชตาร์
เป็นเทพธิดาผู้เกี่ยวข้องกับความรัก ความงาม เพศ ความปรารถนา คล้ายเทพีวีนัสของกรีก)


ในมหากาพย์ตอนหนึ่งที่เล่าว่า หลังจากที่เทพีอินานนาส่งสวามีลงนรกไป ก็อยากได้วีรบุรุษกิลกาเมชมาเป็นคู่เชย



ทว่า...กิลกาเมชปฏิเสธ จะด้วยความเสียหน้าหรือเสียใจไม่แน่ชัดแต่มันก็กลายเป็นความแค้น เทพีอินานนาเดินทาง
ไปสวรรค์คร่ำครวญกับเทพมารดาอันตู และเทพบิดาอนู ขอกระทิงสวรรค์มาจัดการกับเจ้ามนุษย์ครึ่งเทพคนนี้ แต่แรก
เทพบิดาอนูไม่ยอมเพราะกระทิงสวรรค์เป็นสิ่งร้ายกาจ หากปล่อยออกมาจะทำให้เกิดความแห้งแล้งอดอยากถึง 7 ปี
อินานนาก็ดึงดันครับ ประกาศก้องว่า เธอได้เก็บตุนเมล็ดข้าวไว้เพียงพอสำหรับทุกคนและสัตว์ทั้งหมดไปอีกตลอด
เจ็ดปีเหมือนกัน แถมสำทับด้วยคำขู่ว่า หากปฏิเสธ นางจะทำลายประตูนรกปลุกคนตายให้ลุกขึ้นมากินคนเป็น
เทพบิดาอนูจึงจำยอมต้องให้กระทิงแก่อินานนา เธอนำกระทิงไปปล่อยไว้ที่พื้นโลก ตอนนี้ล่ะที่ทำให้เกิดความ
เสียหายเป็นวงกว้าง

กระทิงสวรรค์พ่นลมหายใจแรงกระแทกพื้น ลมหายใจแรงปานพายุไซโคลนทำให้เกิดหลุมยักษ์บนพื้นดิน จนคน
หนึ่งร้อยคนพลัดตกลงไป กระทิงพ่นลมหายใจครั้งที่สองกระแทกพื้นเกิดหลุมขึ้นอีก คราวนี้ใหญ่กว่าเดิมจนคน
ถึงสองร้อยร่วงตามลงไปด้วย ไม่มีใครมีความกล้า หรือมีความสามารถพอจะจัดการกับกระทิง ร้อนถึงกิลกาเมช
และสหายเอ็นกิดุ ทั้งสองต้องจับมือกันเพื่อจะฆ่ากระทิงร้าย


 
สองสหาย ตามหากระทิงจนพบ เอ็นกิดุใช้วิธีซ่อนตัวแล้วค่อยๆ อ้อมไปด้านหลัง ดึงหางมันไว้ ในขณะ
ที่กิลกาเมชเข้าทางด้านหน้าชักดาบแทงเข้าที่คอกระทิง แผลเดียวเท่านั้นก็จัดการกระทิงสวรรค์จอดอยู่
กับที่ ตายสนิท กิลกาเมชและเอ็นกิดุผ่าอกควักหัวใจถวายแก่เทพอาทิตย์ ชาแมช (Shamash)


ตอนที่ทั้งสองสหายกำลังพักอยู่นั้นเองครับ เทพีอินานนาก็ปรากฏตัว ผงาดยืนขึ้นบนกำแพงเมืองอูรุค ออกปากสาป
กิลกาเมช เอ็นกิดุจึงฉีกต้นขาขวาของกระทิงแล้วเหวี่ยงตรงไปยังใบหน้าของนางเป็นการเยาะเย้ย ฝ่ายอินานนานั้น
ทำได้แค่เพียงเรียกระดมบรรดาหญิงงามเมืองชั้นสูงและโสเภณี สั่งให้นางทั้งหลายร้องไห้ไว้อาลัยแก่กระทิงสวรรค์
ซึ่งมันก็เป็นเวลาเดียวกับที่กิลกาเมชกำลังฉลองชัยชนะที่มีเหนือกระทิงเทพเจ้า เป็นอันจบเรื่องราวเกี่ยวกับกระทิงสวรรค์

เรื่องราวหลังจากนี้คือการล้มป่วยจนตายของเอ็นกิดุ และการแสวงหาความเป็นอมตะของกิลกาเมช
ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 กันยายน 2019, 11:09:07 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่