พระถังซัมจั๋ง (唐三藏) กับ ม้ามังกรขาว (白龍馬) ศิษย์ลำดับที่สี่

ผู้เขียน หัวข้อ: พระถังซัมจั๋ง (唐三藏) กับ ม้ามังกรขาว (白龍馬) ศิษย์ลำดับที่สี่  (อ่าน 71 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 18921
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed

พระถังซัมจั๋ง (唐三藏) กับ ม้ามังกรขาว (白龍馬) ศิษย์ลำดับที่สี่



เหี้ยนจึง หรือสำเนียงกลางว่า เสวียนจั้ง (玄奘) เป็น บุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ มีชีวิตในช่วงเวลาประมาณ
ปี ค.ศ. 602 – ค.ศ. 664 ช่วงชีวิตของเสวียนจั้งคาบเกี่ยวกับสมัยราชวงศ์สุยกับสมัยราชวงศ์ถัง


คนส่วนใหญ่จะรู้จักเขาในนิยายไซอิ๋วว่า ถังซัมจั๋ง (อักษรจีน: 唐三藏) เป็นพระภิกษุที่บำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา มาแต่เยาว์
เมื่อเติบใหญ่ขึ้นจึงได้ออกเดินทาง โดยได้เขียนเป็นบันทึกการเดินทางไว้ด้วย ซึ่งเขียนขึ้นในปี พ.ศ. 1183 (ค.ศ. 646)
มีชื่อว่า "ต้าถังซีโหยวจี้" (大唐西游记) แปลว่า "จดหมายเหตุการเดินทางสู่ดินแดนตะวันตกของมหาราชวงศ์ถัง"
โดยในนั้นเล่าถึงการเดินทางที่ไปพบปะกับภูมิประเทศที่แตกต่างออกไป สภาพผู้คน วัฒนธรรมที่หลากหลาย น่าสนใจ
รวมไปถึงการทหารและการเมืองการปกครอง โดยการเดินทางไปศึกษาพุทธศาสนาและศาสตร์ความรู้ต่างๆที่ทวีปอินเดีย
เมื่อเดินทางกลับมาประเทศจีน ได้นำพระสูตรทั้งมหายานและเถรวาทกลับมาด้วยกว่า 600 ม้วน เพื่อกลับมาแปลเป็น
ภาษาจีน


ประวัติพระถังซัมจั๋ง (คร่าวๆ)



เสวียนจั้งเกิดมาในตระกูลขุนนางเดิม และเป็นตระกูลที่ทรงความรู้และให้ความสำคัญกับการเล่าเรียนอ่านเขียน
เสวียนจั้งเป็นน้องเล็กสุดในบรรดาพี่น้องทั้งหมด 4 คน ทวดของเสวียนจั้งรับราชการเป็นนายอำเภอ ส่วนปู่ของ
เสวียนจั้งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นปราชญ์ ส่วนบิดาของเสวียนจั้งเป็นนักคิดนักปราชญ์ขงจื้อตามแบบดั้งเดิมที่
ลาออกจากตำแหน่งหน้าที่และมาปลีกตัวอยู่อย่างเงียบๆ เพราะเกิดความวุ่นฟวายทางการเมือง


ในวัยเยาว์ เสวียนจั้งเป็นเด็กที่มีความเฉลียวฉลาดมากและฉายแววทางภูมิปัญญามาตั้งแต่เด็กๆ ขยันขันแข็งและ
กระตือรือร้นในอ่านตำรับตำราทางศาสนา ส่วนใหญ่เป็นตำราเก่าแก่ของจีนและงานเขียนของนักปราชญ์ยุคโบราณ
ของจีน ถึงแม้ว่าจะในวัยต้นๆ จะได้รับการศึกษาตามแบบขงจื้อก็ตาม ผู้ที่ให้การศึกษาตามแบบขงจื้อให้แก่เสวียนจั้ง
และพี่น้องชายหญิงก็คือบิดาของพวกเขานั่นเอง แต่เสวียนจั้งนั้นมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง
เพราะพี่ชายของเสวียนจั้งผู้หนึ่งก็อุปสมบทเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา

เมื่อบิดาของเสวียนจั้งเสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 611 เสวียนจั้งไปอาศัยอยู่กับพี่ชายที่บวชเป็นพระภิกษุที่วัดชิงตู
(Jingtu Monastery – 淨土寺) ตั้งอยู่ในเมืองลั่วหยัง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของมลฑลเหอหนาน อันเป็น
เมืองในอาณัติของราชวงศ์สุย โดยเสวียนจั้งอาศัยอยู่ที่วัดแห่งนั้นศัยอยู่กับพี่ชายที่บวชเป็นพระภิกษุที่วัดชิงตู
(Jingtu Monastery – 淨土寺) ตั้งอยู่ในเมืองลั่วหยัง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของมลฑลเหอหนาน อันเป็น
เมืองในอาณัติของราชวงศ์สุย โดยเสวียนจั้งอาศัยอยู่ที่วัดแห่งนั้นนาน 5 ปี โดยระหว่างนั้นก็ศึกษาหาความรู้
ทางศาสนาพุทธแบบมหายาน เมื่อมีอายุได้เพียง 11 ปีเสวียนจั้งสามารถสวดพระคัมภีร์ได้ พอมีอายุได้เพียง
13 ปีจึงทำการบรรพชาเป็นสามเณร

เมื่อมีอายุได้ 18 พรรษาท่านจึงกลายเป็นสามเณรที่มีชื่อเสียงมาก ได้รับการยกย่องว่าเป็น “อาจารย์แห่งพระไตรปิฎก”
เพราะท่านเป็นผู้มีความแตกฉานในสุคคันตปิฎก วินัยปิฎก และอภิธรรมปิฎก และยึดมั่นในปรัชญาของพระพุทธศาสนา
อย่างเคร่งครัด อีกทั้งยังสามารถแสดงธรรมเทศนาที่เข้าใจง่าย



ต่อมา เขากับพี่ชายซึ่งบวชเป็นพระภิกษุอยู่ก่อนแล้วเดินทางไปจำพรรษาที่วัดฮุ่ยยื่อซื่อ ในเมืองเฉิงตู เมื่ออายุ 20 ปี
ก็บำเพ็ญศีลอย่างเคร่งครัด ได้ธุดงค์เลียบแม่น้ำแยงซีล่องไปถึงมณฑลหูเป่ย หูหนัน เจียงซี เจียงซู เจ๋อเจียง เหอหนัน
และเหอเป่ย กินพื้นที่เกือบๆครึ่งหนึ่งของผืนแผ่นดินจีน เพื่อแสวงธรรมจากผู้รู้จริงในพุทธศาสนา แต่เขาพบว่าอาจารย์
แต่ละท่านมีคำสอนหลากหลายแตกต่างกัน จึงเกิดความคิดจะเดินทางไปแสวงธรรมที่ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นแหล่ง
กำเนิดของพุทธศาสนาที่แท้จริง โดยได้ออกเดินทางจากเมืองฉางอันในปี ค.ศ. 629


พระถังซัมจั๋งได้ศึกษาเล่าเรียนที่วัดนาลันทา ประเทศอินเดียเป็นเวลา 5 ปี ระหว่างที่พำนักอยู่ในอินเดีย เป็นที่เคารพ
นับถือของพระเจ้าหรรษวรรธนะ (King Harshavardhana) เป็นอย่างมาก พระองค์ได้จัดให้มีการอภิปรายครั้ง
ยิ่งใหญ่เกี่ยวกับพุทธศาสนา และได้เชิญพระถังซัมจั๋งเป็นองค์ปาฐกคนหนึ่งด้วย ปรากฏว่าไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำอภิปราย
ของพระถังซัมจั๋งเลย การอภิปรายครั้งนี้ทำให้ชื่อเสียงของพระถังซัมจั๋งเป็นที่เลื่องลือ ได้รับยกย่องว่ามีความรู้
ในสุตตันปิฎก วินัยปิฎก และอภิธรรมปิฎกเป็นเลิศ ต่อมาในปี ค.ศ. 645 จึงได้เดินทางกลับประเทศจีนซึ่งเป็น
รัชสมัยของฮ่องเต้ถังไท่จง


กล่าวกันว่า กษัตริย์ของ 18 ประเทศในชมพูทวีปรวมทั้งพระเจ้าหรรษวรรธนะอาลัยอาวรณ์พระถังซัมจั๋งมาก ได้จัด
งานเลี้ยงส่งให้นานถึง 75 วัน และมีคนมาร่วมงานครั้งนี้เกือบล้านคน ขณะที่พระถังซัมจั๋งจะออกเดินทาง กษัตริย์
ของทั้ง 18 ประเทศและข้าราชการระดับน้อยใหญ่ตามมาส่งเป็นระยะทางไกลถึง 30 ลี้ และหลังจากพระถังซัมจั๋ง
ออกเดินทางได้ 3 วัน พระเจ้าหรรษวรรธนะและกษัตริย์ Kumara Bhaskaravarman ยังควบม้าตามมาส่งถึง
กลางทางอีกด้วย


พระถังซัมจั๋งเดินทางถึงเมืองฉางอันในวันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 645 ฮ่องเต้ถังไท่จงมีพระราชบัญชาให้ข้าราชการ
ระดับน้อยใหญ่ ภิกษุและภิกษุณีมาให้การต้อนรับนอกเมืองฉางอันในระยะ 10 ลี้ ฮ่องเต้ถังไท่จงเรียกให้เข้าเฝ้า 2 ครั้ง
และเชิญชวนให้ลาสิกขาบทเพื่อมาช่วยงานราชการแผ่นดิน แต่พระถังซัมจั๋งปฏิเสธคำเชิญชวนนั้น และได้ใช้
เวลาร่วม 20 ปีในการแปลพระไตรปิฎกที่อัญเชิญมาจากประเทศอินเดียจากภาษาบาลีเป็นภาษาจีน

พระถังซัมจั๋งถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 664 รวมอายุได้ 62 ปี ฮ่องเต้ถังเกาจง (ฮ่องเต้องค์ใหม่)
ทรงรำพึงว่าพระองค์ได้สูญเสียสมบัติอันมีค่าของชาติไป วันที่ทำพิธีฝังศพพระถังซัมจั๋ง มีประชาชนมาร่วมงานถึงล้านคน
และคืนนั้นมีประชาชนอยู่เฝ้าหลุมศพถึง 3 หมื่นคน



พระถังซัมจั๋งในวรรณคดี



พระถังซัมจั๋ง ภาคนิยายไซอิ๋ว (西游记) เป็นผู้มีบุญมาเกิด โดยลอยมาตามน้ำ พระภิกษุรูปหนึ่งเก็บได้ และเลี้ยง
ให้เติบใหญ่ โดยเป็นผู้ที่ใฝ่ในพระธรรมมาตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อเติบใหญ่จึงได้บวชเรียน มีชื่อเสียงทางด้านศีล สมาธิ
ปัญญา จนกระทั่งได้รับการอุปถัมภ์จากถังไท่จงฮ่องเต้ กษัตริย์แห่งราชวงศ์ถัง ผู้ที่เลื่อมใสในพุทธศาสนา นับถือ
เป็นน้องชายบุญธรรม ให้ใช้ชื่อว่า "ถังซัมจั๋ง" และได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ไปอัญเชิญพระไตรปิฏก ณ ชมพูทวีป
อันห่างไกล


ตลอดระยะเวลาการเดินทาง พระถังซัมจั๋ง ต้องเผชิญกับอุปสรรคนานัปการ เชื่อว่าเนื้อของพระถังซัมจั๋งกินแล้ว
อายุยืนหมื่นปี พระถังซัมจั๋งจึงมักถูกพวกปิศาจจับตัวบ่อยครั้ง



ม้ามังกรขาว (白龍馬)



ในวรรณกรรมเรื่อง ไซอิ๋ว ที่พูดถึงการเดินทางของ พระถังซัมจั๋งกับศิษย์อีก 3 คน ร่วมเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎก
แต่แท้ที่จริงแล้ว ยังมีอีกหนึ่งชีวิตที่ร่วมเดินทางไปด้วย นั่นก็คือ “ม้าขาว” พาหนะที่พระถังซัมจั๋งใช้ขี่ไปตลอดเส้นทาง
ซึ่งถือเป็นลูกศิษย์อีกหนึ่งตัวของพระถังซัมจั๋ง



ม้าขาวนั้นเดิมทีคือ “องค์ชายที่สาม” ของ เจ้ามังกรทะเลตะวันตกเอ้ายุ่น แซ่เอ้า(เป็นสกุลแซ่ของราชนิกุลเผ่าพันธุ์มังกร)
ในนิยายไม่ได้กล่าวถึงชื่อ และไม่ได้รับการตั้ง "ชื่อในทางสงฆ์" ในนิยายซ่อนความหมายว่าเป็น "จิตอาชา" เนื่องจาก
จุดไฟเผาไข่มุกวิเศษของตำหนักมังกร มีโทษประหาร แต่เจ้าแม่กวนอิมช่วยไว้ สั่งให้รอคณะพระถังซัมจั๋งเดินทางผ่านมา
อยู่ที่ภูเขาเสอผานซาน



ภายหลังกินม้าขาวพาหะนะของพระถังซัมจั๋งลงไป ในนิยายซ่อนนัยว่าเป็นธาตุน้ำ หลังจากพระถังซัมจั๋งรับไว้เป็นศิษย์
ได้ถอดเขาถอดเกล็ด แปลงกายเป็นม้าขาว แทนที่พาหนะตัวเดิม เดินทางอัญเชิญพระคัมภีร์ ภายหลังผลบุญครบถ้วนสมบูรณ์
ได้รับการแต่งตั้งเป็นม้ามังกรสวรรค์แปดเหล่า (八部天龍馬) (ไซอิ๋วฉบับภาษาไทยแปลว่า หมู่นาคมหาเศรษฐี) ไม่มี
อาวุธประจำตัว ในการออกฉากครั้งแรก ต่อสู้กับซุนหงอคงด้วยร่างมังกร ไม่ได้ใช้อาวุธ ต่อมาในการสู้รบกับปีศาจกุยมู่หลาง
หลอกเอาดาบวิเศษมาจากปีศาจกุยมู่หลาง จึงใช้ดาบเป็นอาวุธ


บนเส้นทางสู่ตะวันตก อัญเชิญพระคัมภีร์ สู้รบกับเหล่าปีศาจมารร้ายชนิดต่างๆ สุดท้ายไปถึงไซที อัญเชิญพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์
กลับมา คณะศิษย์อาจารย์ทั้งห้า ใช้เวลาสิบสี่ปี ผจญเภทภัยเก้าเก้าแปดสิบเอ็ดประการ ส่วนที่คลาสสิกที่สุดได้แก่ซุนหงอคง
อาละวาดแดนสวรรค์ รับโป๊ยก่ายหมู่บ้านสกุลเกา รับซัวเจ๋งแม่น้ำหลิวซาเหอ สามสังหารปีศาจกระดูกขาว ผลยิ่มเซียมก้วย
ถ้ำแมงมุมผานซือต้ง ผจญภูเขาเปลวเพลิงราชาวานรตัวจริงตัวปลอมเป็นต้น ระหว่างต่อสู้กับปีศาจมารร้าย แสดงให้เห็นความ
โดดเด่นต่างๆ ของคณะศิษย์อาจารย์ เรื่องราวสนุกสนาน ตลอดระยะเวลาหลายร้อยปี ก็ยังเหมาะสมกับทุกเพศทุกวัย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 กันยายน 2019, 16:04:04 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่