ผู้เขียน หัวข้อ: ภาพยนตร์เปลี่ยนโลก (Movies that changed the world)  (อ่าน 130 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 19536
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed
ภาพยนตร์เปลี่ยนโลก (Movies that changed the world)
« เมื่อ: 28 พฤศจิกายน 2019, 13:17:51 »

ภาพยนตร์เปลี่ยนโลก (Movies that changed the world)

ในขณะที่ภาพยนตร์ส่วนใหญ่จะเน้นบันเทิงเพื่อให้ผู้ดูหลีกหนีจากความจริง แต่กระนั้นก็ยังมีภาพยนตร์จำนวนหนึ่ง
ที่มีเนื้อหากระทบต่อวัฒนธรรม การใช้มนุษย์ เป็นแรงบันดาลใจให้ใครบางคนคิดจะเปลี่ยนโลก แม้ภาพยนตร์ดังกล่าว
ไม่ได้มีเจตนา(หรือเจตนา) ก็ตาม แหละนี่คือบรรดาภาพยนตร์เปลี่ยนโลกที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน

 

Super Size Me


                   
เป็นภาพยนตร์กึ่งสารคดีที่กำกับและแสดงโดยมอร์แกน สเปอร์ล็อค ที่ยอมเอาตัวเองไปเสี่ยง กับทฤษฎีบริโภคนิยม
อาหารฟาสต์ฟู้ด ด้วยการกินเมนูขนาดซูเปอร์ไซส์ของแม็กโดนัลด์ ติดต่อกันเป็นเวลา 1 เดือนเต็มหลังครบกำหนด
30 วัน ผลที่ได้ก็คือ ความดันที่เพิ่มขึ้น ไขมันที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว น้ำหนักตัวของเขาเพิ่มขึ้น 11 กิโลกรัม
เกือบตายด้วยภาวะไตวาย เหมือนสื่อให้ว่าวัฒนธรรมการกินที่ห่วยแตกของ อเมริกา ออกมาประจานให้ชาวโลกได้รับรู้
พร้อมๆไปกับ ผลพวงของ ร้านอาหารแบบ ฟาสต์ฟู้ด ที่ออกแนวหลอกขายอาหารขยะให้กับเด็กๆ


และด้วยเนื้อหาแบบนี้เองทำให้ภาพยนตร์ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างสูงแม้ว่าผลที่ตามมาบทสรุปที่นำมาคือการ
ฟ้องร้องแม็กโดนัลด์ก็ตาม โดยออกมาพร้อมว่าภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวเสนอมุมมองด้านเดียว แต่กระนั้นมันเป็น
ตัวจุดชนวนทำให้ประชาชนตื่นตัวเกี่ยวกับวัฒนธรรมการกินของพวกเขามากขึ้น ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดเริ่มมีการ
เพิ่มเมนูสุขภาพเข้าไปในรายการของตนมากขึ้น เพื่อเป็นเมนูทางเลือกแก่ลูกค้าที่ใส่ใจต่อสุขภาพ





 
Rosetta


   
Rosetta(1999) เป็นภาพยนตร์ฟอร์มเล็กของเบลเยี่ยมกำกับโดยสองพี่น้องดาร์ดัน (Jean-Pierre Dardenne
and Luc Dardenne) โดยภาพยนตร์เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งชื่อโรเซตต้า อายุ 17 ปี ที่ความยากจน
ข้นแค้นทำให้เธอต้องหนีออกจากบ้านที่แม่ติดแอลกอฮอล์ ต่อสู้ชีวิตอย่างปากกัดตีนถีบ ทำงานอย่างหนักหาเงิน
เพื่อความอยู่รอดของเธอ 


โดยภาพยนตร์ดังกล่าวเสมือนสารคดีที่นำเสนอตัวละครเหมือนมีชีวิตจริง จนได้รับรางวัลปาล์มทองคำและนักแสดงหญิง
ยอดเยี่ยมที่งานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ภาพยนตร์ดังกล่าวยังทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการแก้กฎหมายใหม่
ในประเทศเบลเยี่ยมที่ห้ามมิให้นายจ้างจ่ายค่าแรงงานจากวัยรุ่นน้อยกว่าค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ






2001: A Space Odyssey


   
2001: A Space Odyssey (1968) เป็นภาพยนตร์กำกับโดย สแตนลีย์ คูบริค ที่สร้างจากงานที่เขียนขึ้นมาโดย
อาเธอร์ ซี. คลาร์ก นักเขียนนิยาย วิทยาศาสตร์ที่โด่งดังพอๆกับ ไอแซค อาซิมอฟ เป็นหนึ่งในหนังที่นักวิจารณ์ต่าง
พากันส่งเสียงยกย่อง ได้ชื่อว่าเป็นภาพยนตร์ในแนวไซ-ไฟ ที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่เคยมีการสร้างมา แม้เนื้อหาในเรื่อง
จะตีความยากก็ตาม เช่น การวิวัฒนาการของมนุษย์ จากยุคก่อนประวัติศาสตร์ ปรัชญาอวกาศ หรือภารกิจบนห้วงอวกาศ
หลายคนต้องดูหลายรอบถึงจะเข้าจริงเนื้อหาของภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว


แต่อย่างไรก็ตามภาพยนตร์ประสบผลสำเร็จสูง กวาดรางวัล และคำวิจารณ์ด้านบวกมากมาย ไม่ว่ารายละเอียดความ
สมจริงทางวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ และที่สำคัญคือภาพยนตร์ดังกล่าวมีอิทธิพลต่อโลกมากมาย และคุณเชื่อหรือไม่ว่า
ภาพยนตร์เรื่องนี้แหละที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้มนุษย์มีความสนใจอยากเดินทางท่องอวกาศ และเป็นแรงบันดาลใจ
แก่นักวิทยาศาสตร์นาซ่าที่ทำให้มนุษย์ไปดวงจันทร์ในปีต่อมา อีกทั้งนีล อาร์มสตรองผู้เหยียบดวงจันทร์คนแรก
ของโลกเคยพูดบรรยากาศการเหยียบดวงจันทร์ครั้งนั้นว่า “เหมือนกับภาพยนต์เรื่อง 2001”






Harlan County, USA
   


Harlan County, USA หรือ ฮาร์ลานเคาน์ตี้ สหรัฐอเมริกา เป็นภาพยนตร์สารคดีโดยผู้กำกับ บาร์บารา คอปเพิล ได้รับ
รางวัลออสการ์ชนะเลิศในปี 1976   ที่มีเนื้อหาตีแผ่ความยากแค้นของคนงานเหมือง 180 คนในชนบทของเคนทักกีที่
สุดทนต่อการกดขี่ข่มเหงของนายทุนของบริษัทดุค พาวเวอร์ จึงรวมพลังกันประท้วงในปี 1874 โดยการหยุดงานจนกว่า
ทางบริษัทจะมีสวัสดิการความปลอดภัยและให้ค่าจ้างที่เหมาะสม


แต่แล้วการประท้วงกลายเป็นความรุนแรงส่งผลทำให้มีผู้ประท้วงบางคนถูกยิงตาย ซึ่งเนื้อหาเหล่านี้ ผู้กำกับได้เข้าไปคลุกคลี
กับชาวบ้านอย่างใกล้ชิด 4 ปีเต็ม แม้สารคดีเรื่องนี้จึงไม่อาจถือเป็นบทบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องและมองด้านเดียว
แต่กระนั้นมันก็ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของคนชั้นล่างและถ่ายทอดความจริงที่คนส่วนใหญ่ในสังคมไม่เคยรับรู้ถึงความสำคัญ
ในสวัสดิการความปลอดภัยในการทำงาน






JFK


   
ภาพยนตร์เรื่อง “เจเอฟเค” เป็นภาพยนตร์กำกับโดย โอลิเวอร์ สโตน ออกฉายในปี 1991 นำแสดงโดย “เควิน คอสเนอร์”
ซึ่งถูกยกย่องว่าเป็นภาพยนตร์แนวทฤษฏีสมคบคิดยอดเยี่ยมตลอดกาล  โดยเนื้อหาภาพยนตร์เป็นการนำเสนอเรื่องราวของ
“จิม แกร์ริสัน” ทนายความผู้ยึดมั่นในความจริงที่ต้องเอาชีวิตและหน้าที่การงานของเขาเข้าเสี่ยงในการสืบสวนคดีลอบสังหาร
ประธานาธิบดี “จอห์น เอฟ เคนเนดี้” ที่อื้อฉาวไปทั่วโลก และมีการนำภาพวิดีโอการลอบสังหารของจริงมาใช้ในภาพยนตร์ด้วย

 
เมื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ฉายออกมามันก็กลายภาพยนตร์ที่ถูกโจมตีโดยนักประวัติศาสตร์ เนื่องจากทฤษฏีสมคบคิดในภาพยนตร์
บอกว่ารัฐบาลสหรัฐอยู่เบื้องหลังการฆาตกรรมประธานาธิบดี โดยภาพยนตร์เสนอรายชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องมีกระทั่งที่มีอยู่จริง
ไม่ว่าจะเป็น นายทหารระดับสูง เจ้าหน้าที่ของ เอฟบีไอ ซีไอเอ ไปจนถึง ประธานาธิบดีลินดอน จอนห์สัน ที่ดำรงตำแหน่ง
ถัดมา (ว่ากันว่า จอร์จ บุช คนพ่อก็เกี่ยวข้องด้วย) โดยมีรายละเอียดทุกอย่างชัดเจนน่าเชื่อถือ

ซึ่งผลกระทบต่อภาพยนตร์ดังกล่าวทำให้ประชาชนอเมริกาเรียกร้องให้รัฐบาลเอาคดีเจเอฟเคกลับมาชี้แจงใหม่อีกครั้ง
และเป็นตัวจุดกระแสทำให้สื่อมวลชนทุกแขนงทำการวิเคราะห์และถกปัญหากันอย่างกว้างขวาง






The Battle of Algiers


                   
หนึ่งในภาพยนตร์ที่ดีที่สุดที่ไม่เคยได้ยินชื่อ ศึกแอลเจียร์ ภาพยนตร์ในปี 1966 ภาพยนตร์เนื้อหาเกี่ยวกับการต่อสู้ของชาว
แอลจีเรียในสงครามประกาศอิสรภาพในปี 1950 จากฝรั่งเศส


ในช่วงแรกภาพยนตร์ดังกล่าวถูกห้ามฉายในฝรั่งเศสเนื่องจากมีเนื้อหาเกี่ยวกับความไม่สงบ ภาพยนตร์ดังกล่าวได้รับการ
กล่าวขวัญว่าเป็นภาพยนตร์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้หลายประเทศที่มีสงครามกลางเมืองใช้กลยุทธ์การสู้รบแบบกองโจร
เช่น ไอริชเคยบอกว่าได้รับอิทธิพลบางส่วนจากภาพยนตร์มาใช้ นอกจากนั้นมันยังถูกใช้เป็นเครื่องมือการเรียนการสอน
สำหรับทีมปราบปรามจลาจรต่อต้านการรบแบบกองโจรของสหรัฐ ในสงครามอีรักด้วย






An Inconvenient Truth


                 
An Inconvenient Truth(2006) เป็นภาพยนตร์สารคดียาว 100 นาที ดำเนินเรื่องโดย อัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดี
สหรัฐอเมริกา สมัย บิลล์ คลินตัน และผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีปี ค.ศ. 2000 ที่แพ้การเลือกตั้งให้แก่ จอร์จ ดับเบิลยู บุช
ไปอย่างเฉียดฉิวและน่าเคลือบแคลง และนับจากนั้นเขาจึงรณรงค์ให้โลกตระหนักถึงภาวะโลกร้อนที่เป็นปัญหาที่โลกของเรา
กำลังเผชิญอยู่


โดยภาพยนตร์สารคดีดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าตอนนี้โลกอยู่ในวิกฤตการณ์สภาวะโลกร้อน (Global Warming) อุณหภูมิของ
โลกสูงขึ้น ภัยพิบัติมากยิ่งขึ้น อย่างตรงไปตรงมาและลึกซึ้ง โดยนำเสนอข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือเป็นระยะ แม้ต่อมา
ภาพยนตร์ดังกล่าวยังเป็นที่ถกเถียงว่าข้อมูลวิทยาศาสตร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้เชื่อถือได้เพียงใด? อย่างไรก็ตามภาพยนตร์
ดังกล่าวได้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนทั่วโลกได้ตระหนักถึงภาวะโลกร้อน หลายประเทศมีการจัดอภิปราย รณรงค์ การใช้
กฎหมายเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว




 
Triumph Of The Will
   


Triumph of the Will(1934) หนังเยอรมันที่สร้างขึ้นในยุคฮิตเลอร์เรืองอำนาจ กำกับโดยเรมี่(Leni Riefenstahl) ที่เลื่อมใส
ฮิตเลอร์ และต้องการที่จะสร้างภาพยนตร์ดังกล่าวเพื่อสนับสนุนพรรคให้ยิ่งใหญ่ โดยภาพยนตร์ดังกล่าวเป็นภาพยนตร์ขาวดำ
มีความยาวกว่าสองชั่วโมง เนื้อหาเร้าอารมณ์รักชาติ โดยบันมึกภาพเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมของพรรคนาซีและทหาร
การปราศรัยของฮิตเลอร์ การเดินขบวนพาเหรดของทหารเอสเอส  ความศรัทธาของประชาชนที่มีในพรรคนาซี  รวมไปถึงการ
สร้างตัวฮิตเลอร์ให้คนดูรู้สึกมีความศรัทธามากขึ้น


ภาพยนตร์ดังกล่าวกวาดรางวัลมากมายในเทศกาลหนังนานาชาติ ทำให้โลกรู้ถึงความน่ากลัวของฮิตเลอร์และพรรคนาซี และ
ภาพยนตร์ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นต้นแบบของหนังโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งทุกวันนี้ชื่อของเรมี่นั้นได้กลายเป็นชื่อผู้กำกับหญิง
ที่โดดเด่นที่สุดในศตวรรษที่ 20




 
The Birth Of A Nation
 


The Birth of a Nation หรือ เดอะ เบิร์ธ ออฟ อะ เนชั่น เป็นหนึ่งภาพยนตร์ที่ได้รับเครดิตว่าเป็นภาพยนตร์เงียบที่มีอิทธิพล
ต่อจิตใจของชาวอเมริกันจนถึงทุกวันนี้   


หนังมหากาพย์ประวัติศาสตร์เรื่องแรกที่ดังที่สุดของฮอลลีวูด ของผู้กำกับชื่อ ดี ดับบลิว. กริฟฟิธ สร้างเมื่อปี ค.ศ.1915
โดยวางท้องเรื่องไว้ในยุคสงครามกลางเมืองของอเมริกา การลอบสังหารอับราฮัมลินคอล์น และการก่อตัวของลัทธิ
"คู คลักซ์ แคลน" ภาพยนตร์ประสบผลสำเร็จอย่างมากในยุคนั้น

แม้เนื้อหาไม่ตรงประวัติศาสตร์ก็ตาม นอกจากนี้ยังมีเนื้อหาเหยียดสีผิวนำเสนอพวกคู คลักซ์ แคลน ขบวนการใต้ดินในรัฐภาคใต้
ของอเมริกาที่ต่อต้านคนผิวดำ อย่างเชิดชูและมองคนผิวดำอย่างมีอคติ หลังจากหนังเรื่องนี้ออกฉายแล้วก็มีเสียงต่อต้านและ
สนับสนุนอย่างมหาศาลจากมหาชนชาวอเมริกา มีรายงานว่าวัยรุ่นผิวขาวหลายคนพอดูหนังเรื่องนี้แล้วก็ไปทำร้ายและสังหาร
คนผิวดำ อีกทั้งยังเป็นแรงกระตุ้นให้คนอเมริกันผิวขาวกว่า 3 ล้านคนสมัครเป็นสมาชิกกลุ่มคู คลักซ์ แคลน ให้กลับมาเจริญ
รุ่งเรืองอีกครั้ง





The Thin Blue Line


   
ในคือภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียง ที่ส่งผลทำให้เกิดผลกระทบกับสังคมทันทีที่ออกฉาย The Thin Blue Line(1988)
เป็นภาพยนตร์สารคดี ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับแรนดอลล์ เดล อดัมส์ (Randall Dale Adams) ซึ่งได้ถูกลงโทษพิพากษา
ประหารชีวิตจากคดีฆาตกรรมเจ้าหน้าที่ตำรวจดับบลิว โรเบิร์ต วูด


อย่างไรก็ตามแม้มีการตัดสินคดีไปแล้วภาพยนตร์ดังกล่าวก็เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดว่าอดัมส์นั้นเป็นแพะคดีฆาตกรรมดังกล่าว
โดยเชื่อว่าการตัดสินของคณะลูกขุนผิดพลาด เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอและพยานเท็จ  หลังจากภาพยนตร์เรื่องนี้ฉาย
ทำให้คดีของเขาถูกนำมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง เขาถูกปล่อยตัวออกจากคุกหลังจากนั้นในปีถัดมา ภาพยนตร์ดังกล่าวถือว่า
เป็นภาพยนตร์สารคดีคลาสสิกประเภทและรูปแบบการนำเสนอ และได้ทำให้เกิดอิทธิพลอย่างมหาศาลในเวลาต่อมา


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29 พฤศจิกายน 2019, 14:07:32 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่