คดีฆาตกรรมปริศนาสุดสะพรึง

ผู้เขียน หัวข้อ: คดีฆาตกรรมปริศนาสุดสะพรึง  (อ่าน 66 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 18921
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed
คดีฆาตกรรมปริศนาสุดสะพรึง
« เมื่อ: 11 ตุลาคม 2019, 16:48:12 »

คดีฆาตกรรมปริศนาสุดสะพรึง
โดย Cammy-เต่านรก



คดีแวมไพร์แอตลาส (The Atlas Vampire Case)



วันที่ 4 พฤษภาคม 1932 ที่แอตลาส สตอกโฮล์ม สวีเดน มีการพบศพโสเภณีชื่อ ลิลลี่ ลินด์สตรอม (Lilly Lindeström)
อายุ 32 ปี ถูกฆ่าตายในอพาร์ทเม้นท์เล็กๆ สภาพศพของเธอถูกปล่อยทิ้งไว้ 2-3 วันก่อนที่ตำรวจจะบุกเข้าไปอพาร์ตเมนต์
ของเธอ


แม้การฆาตกรรมโสเภณีจะไม่ใช่เรื่องหายาก แต่มันแปลกตรงที่สภาพศพโสเภณีนี้ ถูกฆ่าด้วยการบดกะโหลกด้วยวัตถุทื่อ
ตีหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า สภาพศพนอนเปลือยกายล่อนจ้องบนเตียง เสื้อผ้าของเธอถูกพับอย่างเรียบร้อยบนเก้าอี้ และเธอมีกิจกรรม
ทางเพศก่อนที่จะถูกฆ่าเพราะตำรวจพบถุงยางอนามัยที่ใช้แล้วยังคาอยู่ในทวารหนักของเธอ ที่แปลกที่สุดคือเมื่อชันสูตร
ก็เชื่อว่าฆาตกรอาจดื่มเลือดของลิลลี่เพราะมีร่องรอยน้ำลายของฆาตกรที่ลำคอของเธอ แม้มันจะไม่ได้สูบหมดจากร่างก็ตาม)
ทำให้คดีนี้ถูกเรียกว่า “คดีแวมไพร์”

แม้ว่าจะมีรายชื่อลูกค้าที่น่าสงสัยหลายราย หากแต่เมื่อทำการสืบสวนก็ไม่มีใครถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม และคดีนี้ก็เป็นปริศนาต่อไป



 
คดีฆาตกรรมนักโบกรถซานต้า โรซ่า (Santa Rosa hitchhiker murders)


 
นักฆ่านักโบกรถซานตา โรซ่า เป็นชื่อของฆาตกรต่อเนื่องที่เริ่มออกอาละวาดเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 1972 เมื่อเด็กสาว
อายุ 13 ปีสองคน คืออีวอนน์ และ เบอร์มอรีน สเตอร์ลิง (Yvonne Weber and Maureen Sterling) ได้เดินทาง
ด้วยการโบกรถตามทาง แถมซานต้า โรซ่า รัฐแคลิฟอร์เนีย หากแต่ทั้งคู่ก็ได้หายตัวไป จนกระทั่งเดือนต่อมาก็มีการพบ
ร่างกายเปลือยเปล่าของทั้งคู่ถูกทิ้งลงตามทางหลวง


หลังจากนั้นก็มีหญิงสาวอีกห้ารายอายุระหว่าง 15-23 ถูกฆ่าในลักษณะเดียวกัน คือเป็นนักโบกรถ ถูกพบในสภาพเปลือยเปล่า
สิ่งของมีค่าอย่างต่างหูหายไป (ความจริงมีอีกคนที่หายไป แต่ศพไม่ถูกพบ) เชื่อว่าทั้งหมดถูกทำร้ายทางเพศ สามคนถูกรัดคอ
อีกคนถูกวางยาพิษ และอีกคนถูกตีจนตาย

มีความเชื่อว่าฆาตกรผู้นี้น่าจะมีความเชื่อเรื่องเวทมนต์คาถา เพราะไม่ไกลจากที่เกิดเหตุ ตำรวจพบกิ่งไม้ถูกจัด เหมือนเป็น
สัญลักษณ์คาถา และเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงข้ามแรม และเหยื่อสุดท้ายถูกลักพาตัวในช่วงเริ่มต้นของฤดูหนาว

แม้ว่าจะมีทฤษฏีมากมาย และตำรวจพยายามเชื่อมคดีฆาตกรรมต่อเนื่องนี้กับฆาตกรต่อเนื่องชื่อดัง อย่าง ฆาตกรจักรราศี ไปจนถึง
เท็ด บัดดี้ หากแต่ทั้งหมดไม่น่าเป็นไปได้ เพราะรูปแบบวิธีฆ่าของฆาตกรรายนี้ ไม่ตรงกับวิธีการของฆาตกรชื่อดังเหล่านั้น





นักเขียนจดหมายแห่งเซอร์เคิล (The Circleville Writer)
 


เซอร์เคิล เป็นชื่อเมืองหนึ่ง ในรัฐโอไฮโอที่มีประชาชนกว่า 13.000 คน แม้ว่าจะไม่ใช่เมืองที่หลายคนรู้จัก แต่ก็เป็นเมืองที่
หลายคนชื่นชอบ เพราะมีเทศกาลฟักทองที่จัดในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี เซอร์เคิลอาจเป็นเมืองเล็กๆ ที่ดูไม่น่ากลัว
หากแต่กลับเป็นเวทีของคดีประหลาด คดหนึ่ง ที่  แต่ “นักเขียนจดหมายเซอร์เคิล”


เริ่มต้นในปี 1976 เมื่อหลายบ้านในเซอร์เคิลได้รับจดหมายพยาบาทก่อก่วนลึกลับ ซึ่งจดหมายดังกล่าวมีกว่าพันตัวอักษร
ที่เขียนส่งไปยังเจ้าหน้าบ้านเมืองและแม้กระทั่งประชาชนคนปกติ เนื้อหาจดหมายแปลกประหลาดเพราะมีข้อมูลส่วนตัวบุคคล
แบบละเอียดยิบเกี่ยวกับชีวิตของเขา ซึ่งเรื่องส่วนตัวที่ว่าก็ไม่อยากให้คนอื่นรู้ และบางรายยังถูกกล่าวหาว่ามีส่วนในการทำ
ความผิดศีลธรรมและการก่ออาชญากรรมที่ผิดกฏหมาย

หนึ่งในคนที่รับจดหมายเป็นคนขับรถโรงเรียนชื่อ แมรี่ กิลเลส ที่เนื้อหาจดหมายกล่าวหาว่าเธอมีความสัมพันธ์พิเศษกับ
ผู้อำนายการโรงเรียนและบอกว่าเธอควรจะจบเรื่องนี้ นอกจากนี้คนเขียนจดหมายยังบอกว่าเขากำลังมองดูบ้านของเธอ
และรู้ว่ามีลูก นอกจากนี้แมรี่ยังได้รับจดหมายคล้ายๆ อีกหลายฉบับ ส่งไปถึงสามีของเธอด้วย และเธอยืนยันว่าเธอไม่ได้
มีความสัมพันธ์อย่างที่จดหมายได้บอกเอาไว้


เมื่อคืนวันที่ 19 สิงหาคม 1977 สามีของรอน แมรี่ กิลชิป ได้รับโทรศัพท์ลึกลับ จากบทสนทนาบ่บอกว่ารอนทราบตัว
คนเขียนจดหมายลึกลับแล้ว  เขาจึงหยิบปืนและขับรถออกจากบ้านเพื่อไปเผชิญหน้ากับคนเขียน แต่กลายเป็นว่าเขาถูก
พบเห็นศพห่างจากบ้าน รถของเขาถูกขับออกจากถนนและชนกับต้นไม้ และก็ตาย

จากการตรวจสอบอย่างละเอียด ก็พบอะไรบางอย่างผิดปกติ เพราะปืนของเขาถูกยิงไปหนึ่งนัด ซึ่งนัดนั้นทำให้เขาตาย
แน่นอนคำถามที่ตามมาคือ มันเป็นอุบัติเหตุหรือการฆาตกรรม

แมรี่ยังคงทำงานเป็นคนขับรถโรงเรียนตามปกติ ต่อมามีการพบกับบดักที่เชื่อว่ามีก็วางกับดักปืนเอาไว้เพื่อฆ่าเธอ ซึ่งต่อมา
ตำรวจก็สามารถจับตัวคนร้ายได้ ซึ่งเป็นอดีตน้องเขยของเธอ ชื่อ พอล เฟรชฮอย

แม้ว่าพอลจะถูกตัดสินลงโทษในข้อหาพยายามฆ่าและคิดว่าจะเป็นนักเขียนเซอร์เคิล อย่างไรก็ตามในขณะที่จำนวนจดหมาย
ก็ยังมีการส่งเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งที่เขาอยู่ในที่คุมขังเดี่ยว โดยไม่มีการเข้าถึงการเขียนจดหมายและอีเมลของเขาถูกตรวจสอบ
แต่ไม่พบหลักฐานหรือตัวจริงของนักเขียนจดหมายเซอร์เคิลแต่อย่างใด





คดีฆาตกรรมพ่อมด (The Witchcraft Murder)
 


มีชายนาคนหนึ่งชื่อชาร์ลส์ วอลตัน เขามีอายุ 74 ปี อาศัยอย่ใน โลเวอร์ ควินตัน, วาร์วิคเชอร์ ประเทศอังกฤษ และเขาก็
จบชีวิตในวันวาเลนไลท์ เมื่อปี 1945 แต่มันไม่ใช่การจบชีวิตธรรมดา เพราะเขาถูกฆาตกรรมในลักษณะที่แปลกประหลาด


ก่อนหน้านั้น มีข่าวลือแปลกๆ เกี่ยวกับวอลตัน ว่าเขามีพฤติกรรมที่แปลกประหลาด คือเขาอาศัยอยู่คนเดียวในกระท่องเล็กๆ   
คุยกับสัตว์รู้เรื่อง ทำให้หลายคนเชื่อว่าเขาเป็นพ่อมดเก่งเรื่องคาถาและมนต์ดำ

ในวันที่เขาถูกฆาตกรรม วอลตันได้ถือที่โกยฟางและตะขอเฉือนเดินไปทำงานในบริเวณเรียกว่า เมโอนฮิลล์ ซึ่งเป็นสถานที่
เต็มไปด้วยเหตุการณ์ประหลาด เป็นต้นว่า เขาได้เห็นสุนัขปีศาจที่เชื่อว่าเป็นของเทพอาราเวน (Arawn) เทพในตำนานของ
เซลติกที่มักขี่ม้าสีขาว พร้อมกับหมานรกสีขาวตาสีแดง ออกล่าเหยื่อเพื่อนำวิญญาณสู่นรก


ในวันที่วอลตันถูกฆาตกรรม ร่างของเขาถูกพบโดยชาวบ้าน ร่างของเขาถูกตะขอของเขาเองเชือดที่คอ และที่โกยฟาง
ตรึงลำคอไว้กับพื้นดินชนิดแน่นหนา ยากที่จะดึงออก บนหน้าอก และบนหลังของเขาถูกสลักเหมือนไม้กางเขนอะไร
บางอย่าง แต่ที่น่ากลัวคือมีคนอ้างว่าเห็นสุนัขดำที่น่าขนลุกอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ


ตำรวจเชื่อว่าการฆาตกรรมวอลตันน่าจะเป็นเรื่องมนต์ดำมาเกี่ยวข้อง ฆาตกรอาจมีความแค้น ที่ทำแบบนี้ก็เพื่อสะกดคำสาป
ของวอลตันเพื่อไม่ให้สาปแช่ง

ที่ประหลาดคือจากการค้นบ้านของวอลตัน พวกเขาได้พบหนังสือที่ตีพิมพ์ในปี 1929 ชื่อหนังสือ คติชน, ธรรมเนียมเก่าแก่
และโชคลางในเซ็คสเปียร์แลนด์) (Folklore, Old Customs and Superstitions in Shakespeare Land) ในเนื้อหา
หนังสือมีเรื่องเกี่ยวกับชายคนหนึ่งชื่อ ชาร์ลส์ วอลตัน ที่เสียชีวิต 60 ปี ก่อนเกิดคดีฆาตกรรมมวอลตัน (ปี 1885) หลายคน
เชื่อว่าวอลตันที่ระบุในหนังสือลัวอลตันที่เสียชีวิตในปี 1945 คือคนเดียวกัน

ไม่มีผู้ต้องสงสัยคดีนี้ และแล้วคดีวอลตันก็ได้กลายเป็นคดีปริศนาที่ยังไม่แก้ไขจนถึงปัจจุบัน




คดีฆาตกรรมเบ็ตซี่ อแมนด้า (The Murder of Betsy Aardsma)
 


เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 1969 เวลาประมาณ 16.00 น. หญิงสาวอายุ 22 ปีคนหนึ่งชื่อ เบ็ตซี่ อแมนด ได้ไปห้องสมุด
ของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียสเตต เพื่อทำการงานวิจัย


ต่อมาเวลา 16.45 -17.00 ขณะที่เธอกำลังหาหนังสือในชั้นหนังสือแคบๆ ซึ่งมันเป็นมุมอับอยู่นั้น ก็มีใครบางคนที่แอบ
เข้าดานหลัง แล้วใช้มีดแทงหน้าอกข้างซ้ายของเบนซี่อย่างรวดเร็ว และแม่นยำ มีดนั้นแทงเข้าที่หัวใจ จนเบนซี่แทบไม่
ส่งเสียงกรีดร้อง หรือป้องกันใดๆ จากนั้นคนร้ายก็ดึงมีดออกมา แล้วมันก็หนีไป ทิ้งเบนซี่ล้มลงกับพื้นและเสียชีวิตภาย
ในห้านาที

นักศึกษาคนอื่นๆ ก็ได้พบเบ็ตซี่นอนแน่นิ่ง อยู่แถวชั้นหนังสือ โดยมีหนังสือหล่นมากองทับร่างของเธอ ตอนแรกทุกคน
คิดว่าเบนซี่แค่สลบ (ความจริงเธอถูกแทง แต่เสื้อของเธอใส่เป็นสีแดง เลยดูไม่ออกในตอนแรก) ต่างคนก็ช่วยกัน
เอาหนังสือออก ซึ่งกว่าที่ทั้งหมดจะรู้เรื่องเบ็ตซี่ก็เสียชีวิตแล้ว

การสืบสวนของเบ็ตซี่ไม่คืบหน้านัก แม้ตอนแรกหลายคนเชื่อว่าเธอเป็นหนึ่งในเหยื่อของฆาตกรต่อเนื่องที่ออกอาวะวาด
ในเพนซิลเวเนีย ซึ่งภายหลังชายคนหนึ่งชื่อ จอห์น นอร์แมน คอลลินส์ ถูกจับ และเขาสารภาพว่าเป็นฆาตกรต่อเนื่อง
แต่เขากลับปฏิเสธฆ่าเบ็ตซี่ เพราะเขาฆ่าคนในมิชิแกนเท่านั้น ไม่ได้ฆ่าใครในเพนซิลเวเนีย

ทุกวันนี้คดีฆาตกรรมเบ็ตซี่ยังคงเป็นปริศนาดำมืด พร้อมกันนั้นห้องสมุดของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียสเตตได้เป็นสถานที่
ที่มีรายงานว่าผีดุ เพราะมีคนเคยพบวิญญาณของเบ็ตซี่ในชั้นสองของห้องสมุด  บางคนเจอรอยข่วนที่ต้นคอ หรือหนังสือ
ที่เลื่อนมาขยับได้





แมรี่ทั้งสอง (The Two Mary)
 


เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2000 แมรี่ เฮนเดอร์ริส อายุ 48 ปี ออกจากบ้านของเธอที่ฮูสตันเพื่อไปทำงาน หากแต่ต่อมาสามี
ของเธอก็แจ้ง 911 เนื่องจากพบว่าแมรี่ไม่ไปทำงานเหมือนทุกวัน และมันก็น่าเศร้าเมื่อต่อมาก็พบรถของเธอถูกเผาไหม้เกรียน
ที่สำคัญก็ยังพบศพเธออยู่ข้างใน สภาพศพไหม้จนแทบไม่ระบุตัวได้ ต้องใช้ประวัติการทำฟันถึงจะสามารถระบุได้ว่าเป็น
ของแมรี่ แน่นอนว่าเป็นการฆาตกรรม แต่ตำรวจต้องจนปัญญา เพราะแมรี่และครอบครัวเฮนเดอร์ริสไม่มีศัตรูเลยแม้แต่น้อย
ทำให้ไม่สามารถหาแรงจูงใจในการฆาตกรรมได้


จากนั้นสี่วันต่อมา ในพื้นที่ห่างไกลเล็กน้อย มีการพบศพของ แมรี่ แมคกิเนส เมอร์ริส อาชีพพยาบาลอายุ 39 ปี สภาพศพ
ถูกยิงเข้าที่หัวหนึ่งนัด และฆาตกรพยายามที่จะจัดศพเหมือนกับการฆาตกรรม แต่ก็ยังเห็นร่องรอยชัดเจนว่าแมรี่พยายามต่อสู้
ก่อนที่เธอจะถูกฆ่า ส่วนแรงจูงใจนั้น แม้ว่าของแมรี่ เฮนเดอร์ริสจะมีศัตรู แต่แมรี่ เมอร์ริสนั้นมีปัญหาเรื่องการแต่งงาน
กับเคยไม่พอใจเพื่อนร่วมงานที่เคยขู่เธอ

ในวันที่แมรี่ เมอร์ริสถูกฆ่านั้น เธอกำลังไปทำธุระบางอย่าง เพื่อพบกับใครบางคน ที่เธอบอกเพียงว่า “เพื่อน” จากนั้นประมาณ
15 นาทีต่อมา เธอก็โทร 911 ซึ่งตำรวจไม่เปิดเผยรายละเอียดการโทรว่ามันมีเนื้อหาว่าอะไร

มีปริศนามากมาย ในการเชื่อมโยงการฆาตกรรมแมรี่ทั้งสอง เชื่อว่าทั้งสองน่าจะถูกฆ่าโดยฆาตกรคนเดียวกัน เนื่องจากทั้งสอง
มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะเป็นอายุไล่เลี่ยกัน ทำงานกันทั้งคู่ อาศัยอยู่ในฮูสตัน ชื่อเดียวกัน แม้จะมีข้อสันนิษฐานว่า
แมรี่ เฮนเดอร์ริส อาจเป็นการฆ่าผิดตัว  เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของแมรี่ เมอร์ริสต่างหาก หรืออาจเป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญ
ที่หญิงทั้งสองชื่อเดียวกัน มีอะไรคล้ายๆ กันเท่านั้น 


อย่างไรก็ตาม คดีฆาตกรรมสองแมรี่ก็ยังคงลึกลับ
 



ฆาตกรผมแดง (Redhead murders)


 
มีฆาตกรต่อเนื่องรายหนึ่ง แม้จะไม่เป็นที่รู้จัก แต่มันก็เป็นฆาตกรที่น่ากลัว และฉลาดอย่างชั่วร้าย กล่าวคือระหว่างช่วงปลายปี 1970
และต้นปี 1990 มีผู้หญิง 6-11 คนในเทนเนสซี, อาร์คันซอ, มิสซิลซิปปิ้, เคนตั๊กกี้, เพนซิลเวเนีย ถูกฆ่าด้วยฆาตกรคนเดียวกัน
เหยื่อเป็นผู้หญิงผมแกดง ถูกทิ้งข้างทางถนนสายหลักอเมริกัน สภาพศพไม่มีเสื้อผ้า ส่วนใหญ่ถูกรัดคอ ไม่ก็ขาดอากาศหายใจตาย
และเหยื่อส่วนใหญ่ไม่สามารถระบุตัวได้ว่าเธอเป็นใครมาจากไหน ทำให้ฆาตกรถูกตั้งฉายาว่า “ฆาตกรผมแดง”


มีความเชื่อว่าเหยื่อทั้งหมดน่าจะรู้จักใกล้ชิดฆาตกรพอสมควร มีความเป็นไปได้ว่าฆาตกรอาจเชี่ยวชาญในการเลือกเหยื่อเพื่อไม่ให้มี
ปัญหาตามมาที่หลัง เหยื่ออาจจะเป็นโสเภณีที่ไม่มีครอบครัว หรือผู้ใกล้ชิด หรือไม่มีเพื่อน และนั่นเองแม้ว่าจะเป็นการลงภาพเหยื่อ
เพื่อตามหาชื่อจริวในสื่อต่างๆ ก็ไม่มีใครแสดงตัวว่าเป็นญาติหรือคนให้ข้อมูลที่ระบุชื่อจริงของเหยื่อเลยแม้แต่น้อย

 


 
มนุษย์ขวานแห่งแปซิฟิกใต้ (The Southern Pacific Ax Man)


 
ระหว่างปี 1911 และ 1919 มีสองคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่แปลกประหลาดคุกคามไปทั่วพื้นที่หลุยเซียนาและเท็กซัส แต่ทั้งพื้นที่
ไม่มีการเชื่อมต่อกัน แต่ทั้งสองคดีล้วนน่ากลัวเพราะเต็มไปด้วยเลือดและเหยื่อเป็นทั้งผู้หญิงและเด็ก


มันเริ่มต้นขึ้นในเดือนมกราคม 1911 การฆ่าเริ่มต้นที่เรน รัฐหลุยเซียนา แม่และลูกสามคนของเธอถูกฆ่าบนเตียงของพวกเขา
สองสัปดาห์ต่อมาในเมืองที่ไม่ไกลจากคดีแรกครอบครัวที่มีสมาชิกห้าคนก็ถูกฆ่าตายในขณะที่พวกเขานอนหลับอยู่ ถัดไปครอบครัว
ในซานอันโตนิโอตกเป็นเหยื่อของฆาตกร จากนั้นนักฆ่าก็กลับไปในหลุยเซียน่าและบุกเข้าไปบ้านของครอบครัวหนึ่งและฆ่าทุกคน
ในบ้านหมด และนั่นทำให้มีเหยื่อที่จบชีวิตโดยฆาตกรผู้นี้ถึง 49 คน!! และทั้งหมดถูกฆ่าด้วยขวาน!? และเส้นทางการฆาตกรรม
ไปตามเส้นทางรถฟ้าสายแปซิฟิกใต้!?

ตำรวจต่างมึน งง กับคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง เพราะไม่สามารถหาตัวฆาตกรได้ เหยื่อมีทั้งชาย หญิง และเด็ก มีหลากหลายเชื้อชาติ
แรงจูงใจก็ไม่ใช่เป็นการปล้น หนึ่งในเบาะแสเดียวที่น่าจะเป็นแรงจูงใจของฆาตกร คือโน้ตที่เชื่อว่าเป็นของฆาตกรที่ทิ้งไว้ที่เกิดเหตุ
มันเขียนว่า


“เมื่อท่านทำการสืบสวนเปื้อนเลือดนี้ ท่านคงไม่สามารถลืมเสียงกรีดร้องของคนต่ำต้อย-มนุษย์ห้าคน”
(When He Maketh the Inquisition for Blood, He forgetteth not the cry of the humble-human five)

ข้อความนี้มาจากเพลงสดุดี 09:12 ส่วนมุนษย์ห้าก็คงเป็นการเรียกคนครอบครัวที่ฆาตกรได้ฆ่าไป



แม้ว่าตำรวจจะทำการจับกุมผู้ต้องสงสัยหลายราย ต่อมาก็มีสาวที่อ้างว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการฆ่าเพราะความเชื่อของพิธีกรรมวูดู
แต่สุดท้ายพวกเขาก็ปล่อยตัว และการฆาตกรรมก็หยุดลง

แต่เรื่องราวก็ไม่จบลงง่ายๆ ในปี 1918 คดีฆาตกรรมต่อเนื่องด้วยขวานก็เกิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เกิดที่นิวออร์ลีน หรือเป็นที่รู้จักกัน
ในชื่อ “มนุษย์ขวานนิวออร์ลีน” ซึ่งมีเหยื่อจบชีวิต 12 ราย และสภาพศพของเหยื่อแต่ละรายนั้นต่างก็เสียชีวิตเพราะถูกทำร้าย
ด้วยขวาน และเสียชีวิตในขณะนอนหลับ นอกจากนี้ฆาตกรยังส่งข้อความว่าเขากำลังมองหาเหยื่อรายต่อไป ยกเว้นคนที่เล่น
ดนตรีแจ๊ค เขาจะไม่ฆ่า

ฆาตกรขวานนิวออร์ลีนได้หยุดลง โดยไม่สามารถจับได้ว่าเขาเป็นใคร และเป็นคดีปริศนาจนถึงปัจจุบัน แม้จะมีการเชื่อมโยงคดี
ฆาตกรรมต่อเนื่องในปี 1911 แต่ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นฆาตกรคนเดียวกัน นอกจากความบังเอิญเท่านั้น

 
 
อ้างอิง

http://www.toptenz.net/10-baffling-unsolved-mysteries-may-not-heard.php
http://www.urbanghostsmedia.com/2014/10/10-serial-killers-never-identified/6/
http://www.urbanghostsmedia.com/2016/08/unsolved-mysteries-never-heard-of/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12 ตุลาคม 2019, 11:23:31 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่