สุดยอดนักวางแผน ผู้อยู่เบื้องหลังผู้ยิ่งใหญ่

ผู้เขียน หัวข้อ: สุดยอดนักวางแผน ผู้อยู่เบื้องหลังผู้ยิ่งใหญ่  (อ่าน 261 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 19802
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed

สุดยอดนักวางแผน ผู้อยู่เบื้องหลังผู้ยิ่งใหญ่
โดย Cammy-เต่านรก

เหล่าบุคคลต่อไปนี้เป็นเสมือนเงาที่อยู่เบื้องหลังม่านประวัติศาสตร์ ที่มีอิทธิพลต่อจิตใจของผู้นำของโลกในแต่ละยุค
แต่ละสมัย และความคิดของบุคคลเหล่านี้ก็ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์อย่างใหญ่หลวง แต่น่าเสียดาย
ที่บุคคลคนนั่นประวัติศาสตร์ในชั้นเรียนไม่ค่อยได้กล่าวถึงพวกเขาสักเท่าไหร่

 

Olympias ผู้อยู่เบื้องหลัง อเล็กซานเดอร์มหาราช


   
ไม่ทราบว่าใครเคยดูภาพยนตร์เรื่องอเล็กซานเดอร์มหาราชหรือไม่ ถ้าเคย คุณจะรู้ดีว่าบุคคลในอันดับดังกล่าว
มีอิทธิพลต่ออเล็กซานเดอร์อย่างไร โอลิมเปียส (315-316 ก่อนคริสตกาล) เป็นเจ้าหญิงขออีไพรุ (ดินแดน
ทางตะวันออกเฮียงใต้ของยุโรป) เป็นภรรยาคนที่ 4 ของกษัตริย์ฟิลลิปที่ 2 แห่งมาซิโดเนีย และเป็นมารดา
ของกษัตริย์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 หรือที่เรารู้จักก็คือ อเล็กซานเดอร์มหาราชบุคคลที่เกือบจะได้ครองโลกนั่นเอง


ใช่!! เรารู้จักอเล็กซานเดอร์มหาราช ในฐานะเป็นกษัตริย์กรีกจากแคว้นมาซิโดเนีย ผู้สร้างชื่อเสียงมากที่สุด
ของราชวงศ์อาร์กีด เป็นผู้สร้างจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคโบราณ ปกรองตั้งแต่เอเชีย กรีซ อียิปต์
ซึ่งถือได้ว่าไม่มีผู้ปกครองคนไหนแล้วที่ยิ่งใหญ่กว่าเขา แต่คุณรู้ไหมว่าบุคลที่มีอิทธิพลต่อจิตใจของอเล็กซานเดอร์
นั้นมีอยู่สามคน คนแรกคืออริสโตเติลที่เป็นครูของเขา พระเจ้าฟิลลิปพ่อของเขา และสุดท้ายพระนางโอลิมเปียส
โดยพระนางทรงเป็นสาวกของเทพไดโอนิซุส(เทพแห่งสุราและตัณหา) ที่ทรงรักพระโอรสอย่างอเล็กซานเดอร์
อย่างยิ่ง



กล่าวกันว่า...เธอเชื่อว่าพ่อของอเล็กซานเดอร์นั้น แท้ที่จริงคือ ซุส (เทพเจ้าแห่งสายฟ้า ราชันของเทพกรีก)
ที่ได้ร่วมรักกับเธอ ในขณะที่เอนอนหลับอยู่ใต้ต้นโอ๊ก (ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ประจำตัวเทพเซอุส)ซึ่งความเชื่อเหล่านี้
ได้ทำให้อเล็กซานเดอร์เชื่อว่าตนเป็นเทพเจ้าเสมอมา(กล่าวกันว่าตระกูลของโอลิมเปียสสืบเชื้อสายมาจากซุสด้วย)


หากแต่สำหรับพระเจ้าฟิลิปแล้ว พระองค์ไม่ชอบอเล็กซานเดอร์เท่าใดนัก โดยเขาให้เหตุผลว่า เขาไม่ใช่สายเลือด
บริสุทธิ์แห่งมาเซโดเนี แต่พระนางโอลิมเปียส ก็ออกมาประกาศว่าลูกของเธอนั้นสมควรเป็นสืบบังลังก์ต่อบิดา
ทำให้สองแม่ลูกต้องลี้ภัยการเมืองชั่วคราว จนกระทั่งต่อมา..ฟิลิปก็ถูกลอบสังหารโดยนายทหารราชองครักษ์
ของพระองค์เอง ส่งผลทำให้อเล็กซานเดอร์ อ้างสิทธิตนเองและขึ้นครองราชย์ในเวลาต่อมา (ท่ามกลางข่าวลือ
ว่าพระนางโอลิมเปียสอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์สังหารฟิลิป เนื่องจากหลังจากมือสังหารถูกจับและถูกประหาร
ด้วยการตรึงไม้กางเขน พระนางโอลิมเปียส ได้วางมงกุฎทองคำที่ศีรษะของศพมือสังหารและดาบของมืดสังหาร
ได้ถูกแขวนที่วิหารของเทพอพอลโล สถานที่ฟิลิฟถูกฆ่าภายใต้คำสั่งพิเศษของโอลิมเปีย) และเพื่อให้บังลังก์
ของเล็กซานเดอร์ยั่งยืน(ปลอดภัย) พระนางยังออกคำสั่งให้สังหารภรรยาคนสุดท้าย และลูกชายของพระเจ้าฟิลิป
และพระญาติของฟิลิฟเพื่อตัดไฟแต่ต้นลมด้วย



หลังจากนั้นเป็นต้นมา โอลิมเปียส ก็ได้กลายเป็นผู้ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในมาซิโดเนีย หลังจากที่อเล็กซานเดอร์ไม่อยู่
เพราะไปรบต่างเมือง และเมื่อกษัตริย์อเล็กซานเดอร์เสียชีวิตในช่วง 323 ปีก่อนคริสตกาล พระนางก็ตั้งให้พระญาติ
ครองราชย์ต่อ และเริ่มทำสงครามกับพระญาติที่ไม่เห็นด้วย ก่อนที่จะยอมจำนน และเสียชีวิตในเวลาต่อมา




Charles Maurice de Talleyrand-Perigord ผู้อยู่เบื้องหลัง นโปเลียน
 

 
หลายคนคงรู้จักนโปเลียน(จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 หรือ นโปเลียน โบนาปาร์ต) อดีตนายพลทหารปืนใหญ่
ที่ก้าวมาเป็นนักรบ นักยุทธวิธี และจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ของโลก  แต่กว่าจะเป็นนโปเลียนที่เรารู้จักกันมา
ทุกวันนี้เขาต้องผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก และเบื้องหลังความยิ่งใหญ่ของเขานั้นมีบุคคลหนึ่งมาช่วยเหลือ


เขาคือ ชาร์ลส์ มอริส เดอ ตัลเรย์รองด์ (1754-1838) เป็นนักการทูตและรัฐมนตรีต่างประเทศชาวฝรั่งเศส และเขา
เข้าร่วมกับคณะรัฐประหารบรูแมร์ที่มีนโปเลียนเป็นผู้นำในการล้มล้างรัฐบาลไดเร็คทอรี แล้วสถาปนาระบอบกงสุลขึ้นมา
แทนเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 1799

ชาร์ลส์ มอริส เดอ ตัลเรย์รองด์เกิดในชนชั้นสูง ในกรุงปารีส เขาพิการแต่กำเนิด ขาไม่ค่อยมีแรง ทำให้เขาไม่สามาร
เป็นทหาร(จนมีฉายาอีกอย่างว่า ปีศาจอ่อนแอ) และด้วยความอ่อนแอนี้เองทำให้เขาถูกถอนสิทธิอะไรหลายๆ อย่าง
แต่ด้วยความช่วยเหลือจากลุงของเขา ทำให้เขาได้ศึกษาระดับสูงและได้แต่งตั้งเป็นพระสังฆราช ต่อมาในช่วงปฏิวัติ
ฝรั่งเศส เขาตัดสินใจออกจากศาสนาและเริ่มต่อสู้กับรัฐบาลที่ตอนนั้นกำลังเสื่อมศรัทธาต่อประชาชน

โดยทาบทามนโปเลียนซึ่งตอนนั้นกำลังสร้างชื่อในการพิชิตอิตาลี ก่อนที่นโปเลียนจะตอบตกลงและเข้าร่วมคณะผู้
ก่อการในการล้มรัฐบาลเก่าจนสำเร็จ โดยมีนเลียนเป็นกงสุลใหญ่ และตัลเรย์รองด์เป็นกงสุลรองและรัฐมนตรีต่างประเทศ
และในช่วงนี้เองความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนโปเลียนถือว่าเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิด


ตัลเรย์รองด์ นั้นมีชื่อเสียงว่าเป็นคนเจ้าชู้ และฟุ้งเฟ้อ ดังนั้นนโยบายต่างประเทศของเขาค่อนข้างที่จะเอาผลประโยชน์
เข้าหาตนเองเป็นส่วนใหญ่ สินบน คอรัปชั่น การเลือกคนของตนเองเข้าสภา ถือว่าเป็นเรื่องปกติของเขา จนเรียกได้ว่า
เขาเป็นบุคคลที่สร้างความปั่นป่วนทางการเมืองมากที่สุดของฝรั่งเศส แต่กระนั้นความดีของเขาที่พอทดแทนได้ก็คือ
การช่วยฝรั่งเศสพ้นภัยจากประเทศเพื่อนบ้านหลายครั้งด้วยการทูต ต่อมาก็ลาออกจากการรัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส
ในปี 1815 หลังจากนโปเลียนได้พ่ายแพ้ในสงครามวอเตอร์ลู แม้เขาจะลาออกแต่กระนั้นเขาก็ยังทำหน้าที่บทบาท
เป็นรัฐบุรุษอาวุโส ขณะที่นโปเลียนถูกนรเทศไปยังเกาะเซนต์เฮเลน่า ซึ่งได้ประทับอยู่จนสิ้นพระชนม์   

ปัจจุบันเขาได้รับการกล่าวขานสองอย่างคือนักการทูตที่เก่งกาจมีฝีมือมากมายและมีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ยุโรป
ในขณะที่บางคนมองเขาด้านลบว่าเขาเป็นเจ้าเล่ห์ คนทรยศ  ทรยศในการปกครองปกครองระบบโบราณในฝรั่งเศส





Yelu Chucai ผู้อยู่เบื้องหลัง เจงกีสข่าน


   
หลายคนคงรู้จักเจงกีสข่าน จักรพรรดินักรบชาวมองโกลผู้พิชิต ผู้ก่อตั้งจักรวรรดิมองโกล เรื่องราวของเขา
นั่นมีมากมายหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นตำนาน เรื่องเล่า เรื่องจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่สิ่งที่รู้แน่ๆ ว่าพระองค์
ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักการทหารที่เก่งที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลกสามารถยึดครองดินแดนอื่นๆ
มากมายแผ่ขยายตั้งแต่ทะเลดำไปจดมหาสมุทรแปซิฟิก จนยุโรปสามารถรับรู้ถึงความโหดเหี้ยมของกองทัพ
มองโกล


และในยุคนี้เองยังมีชายคนหนึ่งที่เป็นอยู่ใกล้ชิดกับเจนกีสข่าน เขาคือ เย่ลวี่ชูไฉ่ (1190-1244)เป็นที่ปรึกษาของ
เจงกิสข่าน แม้ว่าหน้าตาเขาจะค่อนข้างหน้ากลัวด้วยชื่อเล่น “เครายาว” แต่กระนั้นหลายคนยกย่องเขาว่าเป็น รัฐบุรุษ
จีนเชื้อสายคีทัน เรื่องราวที่มาของเขานั้นมีหลายหลายว้ากันว่าเขาเป็นลูกของหัวหน้าเผ่าที่เข้าร่วมกับกองทัพของ
เจงกีสข่านในครั้งทำศึกรวมเผ่า ก่อนที่จะเขาจะกลายเป็นคนสนิทที่ไว้ใจได้ของเจงกีสข่านและเข้าร่วมบริหารงาน
และเป็นผู้ดูแลการปกครองของราชวงค์มองโกลซึ่งตอนนั้นเขามีเพียงอายุ 28 ปีเท่านั้น หลังการมาของราชวงค์
มองโกลเขาได้ยึดปรัชญาว่า


“มันควรจะดีกว่าที่จะไม่ฆ่าล้างคนจีนและปล่อยให้หญ้าเจริญเติบโต”



ซึ่งเขายังรักษาวัฒนธรรมและปรัชญาจีนเหมือนเช่นเคยโดยใช้หลักการลัทธิขงจื้อมาใช้ และเขาเป็นคนแรกที่เสนอให้
มองโกลรุกรานยุโรป อีกทั้งยังแนะนำการปฏิรูปการบริหารจำนวนมากในภาคเหนือของจีนระหว่างการสืบรัชสมัยของ
เจงกีสข่านและวอเคอไตข่านโดยการแยกอำนาจพลเรือนและทหาร  นอกจากนี้เขายังเป็นคนให้คำแนะนำจักรพรรดิ
ด้วยคำคม มีอยู่ครั้งหนึ่งวอเคอไตข่านเคยแซวต่อเขาว่าเราควรสอนให้ลูกของเรารู้ถึงความป่าเถื่อนและวิธีการต่อสู้
บนรถม้าแบบมองโกล หากแต่เขากลับโต้กลับว่า

“แม้ว่าอาณาจักรแห่งนี้จะถูกปราบบนหลังม้า แต่มันก็ไม่ควรถูกปกครองบนหลังม้า”

และนั้นเองที่ทำให้มองโกลกลายเป็นจักรวรรดิมองโกลปกครองจีนมาอย่างยาวนาน
 




Grigori Rasputin ผู้อยู่เบื้องหลัง ราชวงศ์โรมานอฟ


   
ปี ค.ศ. 1896 ซาร์นิโคลาสที่ 2 และ อเล็กซานดรา ทรงราชาภิเษกขึ้นเป็นซาร์และซานินาปกครองอาณาจักร
รัสเซีย อันไพศาล แต่หารู้ไหมว่าซาร์นิโคลาสนั้นคือจักรพรรดิสุดท้ายของรัสเซีย โดยเรื่องเริ่มขึ้นเมื่อเจ้าชาย
รัชทายาท อเล็กไซ นิโคลาวิช โรมานอฟ ทรง ประชวรด้วยโรคร้าย ฮีโมฟีเลีย ถ้าเป็นแผล เลือดจะไหลไม่หยุด
จนอาจช็อกหมดสติได้ และโรคนี้ยังไม่มีทางรักษา ระหว่างนั้นเอง พระองค์และพระราชินีได้ทรงเสาะแสวงหา
หมอฝีมือดีมารักษา รัชทายาท หากเสาะแสวงหานึ้ ได้นำมาซึ่งหายนะในเวลาต่อมา ภายใต้การมาของ รัสปูติน


กริกอริ  รัสปูติน เป็นนักบวชนอกรีต(1869-1916) เขาเกิดในครอบครัวเกษตรกรบ้านนอกของไซบีเรีย โดยเป็น
บุตรคนที่สามของอีฟิม  อากอฟเลวิช  และแอนนา  อีกอรอฟน่า  ซึ่งอาศัยในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของเมืองโปดรอฟสโกยี
(สันนิษฐานว่าครอบครัวนี้อาจเป็นพวกมองโกลจากเมืองโตบอลสก์ ) ในตอนเป็นหนุ่ม รัสปูติน เสเพล ขี้เหล้าเมายา
มีความมักมากในกามชอบผู้หญิงขนาดแต่งงานแล้วเขายังไม่เลิกเที่ยวผู้หญิง

เรื่องเล่าของรัสปูตินนั้นมีหลากหลาย หลายคนวาดภาพเขาว่ามีพลังอำนาจเหนือธรรมชาติตั้งแต่วันเด็ก โดยตำนาน
ที่แสดงให้เห็นว่าเขามีอำนาจคือเหตุการณ์ที่เขาสามารถระบุคนขโมยม้าให้พ่อของเขาได้


ต่อมาเมื่อเขาอายุได้สิบแปดปี เขาก็ได้ร่วมกับนิกายนอกรีตชื่อ "นิกายคลิสติ" ที่ประกอบพิธีอันพิลึกพิลั่นหลายอย่าง
เกี่ยวกับความวิตถารในทางกามารมณ์และการบูชายัญ   ผู้คนในหมู่บ้านของรัสปูตินไม่เห็นด้วยและรังเกียจพฤติกรรม
เหล่านี้ ของเขาจึงขับไล่รัสปูตินออกจากหมู่บ้าน ทำให้เขาต้องเร่ร่อนไปทั่วชนบทของรัสเซียมานานหลายปี แต่ยังไม่
วายยังคงทำประกอบการเยียวยารักษาโรคโดยวิธีพลังจิต และชักชวนผู้หญิงให้เข้าร่วมทำกิจกรรมอย่างว่าเป็นหมู่คณะ
(สวิงกิ้ง) ไปด้วย



หลังจากรัสปูตินแสวงบุญในไซบีเรียหลายปี เขาก็ได้ยินเรื่องการเจ็บป่วยของอเล็กไซ นิโคลาวิช เขาจึงเข้าวังแล้ว
อ้างว่าเขาสามารถรักษารัชทายาทให้หายประชวรด้วยการสะกดจิต และไม่รู้ว่ารัสปูติน ใช้วิธีอะไร จู่ๆ อาการเลือดตก
ของเจ้าชายน้อยก็หายจนปลิดทิ้ง! แม้จะจะด้วยเหตุผลใดก็ตามการรักษาเยียวยานั้นมันได้ผลตลอดมาถึง 12 ปี
เรียกว่าถ้าเจ้าชายน้อยมีแผลเมื่อใดต้องขอรัสปูตินช่วยทุกครั้ง ซึ่งพระราชินีทรงเชื่อมั่นว่ารัสปูตินได้รับพลังอำนาจ
จากพระเจ้า พระนางจึงทรงเชิญให้เขาเข้ามาพำนักอยู่ในราชฐานชั้นใน เพื่อดูแลรักษาเจ้าชายน้อยอย่างใกล้ชิด
ที่นี้เองที่ทำให้รัสปูตินได้มีโอกาสคลุกคลีกับ สาวกำนัลในราชวัง จนกลายเป็นข่าวอื้อฉาวว่า ..

"เขามีสัมพันธ์สวาทต่อนางข้าหลวง ตลอดจนเจ้าหญิง หรือแม้กระทั่งพระราชินีอเล็กซานดราก็ไม่เว้น!"




ยิ่งไปกว่านั้น รัสเซียเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 1 ใน ค.ศ.1914 พระเจ้าซาร์เห็นความสำคัญต่อการศึกในครั้งนี้
(ว่ากันว่ารัสปูตินให้คำแนะนำให้พระองค์ให้ร่วมรบในสงครามเพื่อชัยชนะ) จึงทรงร่วมในการบัญชาการการรบด้วยตัว
พระองค์เอง จึงเป็นเหตุให้รัสปูตินกระทำการบัดสีต่างๆ ได้ตามอำเภอใจหนักขึ้นเพราะเขาเป็นที่โปรดปรานของ
พระราชินี จนกล่าวได้ว่า พระราชินีเชื่อว่ารัสปูตินเป็นผู้ส่งสารของพระเจ้าต่อพระราชวงศ์ของเธอ เมื่อเขาพูดสิ่งใด
พระนางก็ทรงปฏิบัติตามโดยไม่รอช้า ดังนั้นเมื่อรัสปูตินแนะนำใครมาดำรงตำแหน่งที่สูงๆ หรือขับไล่ใครคนใดคนหนึ่ง
ออกจากวัง พระนางก็ทรงทำตามดังนั้น


ความเหิมเกริมของรัสปูตินทำให้เชื่อพระวงศ์และข้าราชบริพารกลุ่มหนึ่งทนไม่ไหวกับการกระทำของเขา โดยเฉพาะ
เจ้าชาย ยูสโซบอฟ เจ้าชายจึงทรงวางแผนกับผู้ใกล้ชิด ลวงรัสปูตินไปยังห้องใต้ดินให้กินอาหารที่ใส่ยาพิษ และยิง
และทุบตี และจับถ่วงน้ำ.......และรัสปูตินก็เสียชีวิตเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 1916




หลังการตายของรัสปูติน มีการเปิดจดหมายเกี่ยวกับการพยากรณ์ของรัสปูตินเอาไว้ โดยเนื้อหาค่อนข้างน่าขนหัวลุก
อย่างไร้เหตุผล มันเขียนไว้ว่า

"หม่อนชั้นรู้ว่าหม่อนชั้นจะไม่มีชีวิตอยู่ก่อนจะถึงวันที่ 1 มกราคม หม่อนชั้นจะถูกฆาตกรรมโดยขุนนางและเชื้อพระวงศ์
ขอได้ทรงรับรู้ว่า ถ้าหากเชื้อพระวงศ์ใดทำให้หม่อนชั้นตาย พระองค์และครอบครัวจะต้องสิ้นพระชนม์ในสองปี จากฝีมือ
ของประชาชนในรัสเซีย"


และเวลาต่อมาก็ปรากฏว่าคำพยากรณ์นี้เป็นจริงซาร์นิโคลาสที่ 2 ถูกปลงพระชนม์อย่างทารุณพร้อมด้วยพระราชวงศ์หลาย
พระองค์ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 1918


 
Grand Vizier Ay ผู้อยู่เบื้องหลัง ตุตันคาเมน



ตุตันคาเมน (1341-1323 ก่อนคริสต์กาล) แม้พระองค์จะไม่ใช่มหาราชที่ยิ่งใหญ่หรือนักรบผู้เกรียงไกร
แต่ชื่อของฟาโรห์ตุตันคาเมนก็เป็นที่รู้จักดียิ่งกว่าฟาโรห์องค์อื่นๆ เนื่องด้วยสุสานของพระองค์ที่ถูกขุด
พบในปี 1922 นั้นคงสภาพสมบูรณ์ยิ่งกว่าของฟาโรห์องค์ใด กลายเป็นหลักฐานสำคัญในการบอกเล่า
ถึงเรื่องราวของอียิปต์โบราณ และหน้ากากพิธีฝั่งศพของตุตันคาเมนก็เป็นหนึ่งที่น่าจดจำมากที่สุดในโลก
ยิ่งกว่าหน้าจริงของเขาเสียอีก


สิ่งที่น่าสนใจของฟาโรห์ตุตันคาเมน(นอกจากคำสาป) ก็คือพระองค์ขึ้นครองราชย์เป็นฟาโรห์ในขณะอายุ 9 ปี และเสียชีวิต
ในขณะอายุเพียง18-19ปีเท่านั้น  ทรงเป็นพระโอรสของฟาโรห์อัคเคนาตันกับพระสนมคียา พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ใน
ปีที่ 4 นับแต่การสวรรคตของอัคเคนาตัน โดยทรงมีพระชนมายุเพียงสิบชันษาเท่านั้น เมื่อเจริญวัยขึ้นจึงทรงอภิเษกกับ
เจ้าหญิงอนัคซูนามุน(น้องสาว) ธิดาของฟาโรห์อัคเคนาตันกับราชินีเนเฟอร์ตีติ ตามประเพณีในสมัยนั้น



เนื่องจากตุตันคาเมนยังเป็นเด็กและไม่รู้เรื่องการปกครอง ดังนั้นภายใต้เบื้องหลังของเขายังมีบุคคลหนึ่งที่ปกครองอียิปต์อยู่
เบื้องหลัง เขาคือ "อัยย์" ผู้เป็นอัครมหาเสนาบดีและหัวหน้านักบวชแห่งจอมเทพอามอน

อัยย์ เป็นฟาโรต์องค์ก่อนเขาครองราชย์ก่อนหน้าตุตันคาเมนในระยะสั้นๆ แค่สี่ปี แต่กระนั้นเขาก็อยู่เบื้องหลังการปกครองของ
ฟาโรห์ตุตันคาเมน กับนายพลโฮเรมเฮปผู้บัญชาการทหาร เรื่องราวของเขานั้นได้รับความสนใจจากนักวิชาการในเรื่องทฤษฏี
การฆาตกรรมตุตันคาเมน เนื่องจากตุตันคาเมนครองราชย์เพียงสิบปีเท่านั้น พระองค์สวรรคตอย่างลึกลับ จากมัมมี่ของพระองค์
ได้มีการพบรอยร้าวที่กระโหลก ซึ่งแสดงว่าพระองค์น่าจะสวรรคตจากการตกจากรถศึก นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าพระองค์น่าจะถูก
ลอบปลงพระชนม์โดยคนใกล้ตัว ซึ่งอาจจะเป็นเสนาบดีอัยย์ หรือไม่ก็ นายพลโอเรมเฮป

หากแต่ทฤษฏีที่ว่าอัยย์ฆาตกรรมตุตันคาแมนนั้น ไม่เป็นที่ยอมรับจากนักวิชาการ เพราะเชื่อว่าตุตันคาเมนอาจเสียชีวิตจากโรคภัย
ไข้เจ็บมากกว่า(เชื้อว่าเป็นโรคมาเลเรีย) อีกทั้งหลังจากตุตันคาเมนตายเอยย์พยายามที่จะรักษาบังลังก์ของเขา หากแต่ตุตันคาเมน
นั้นไม่มีทายาท ทำให้เขาต้องแต่งงานกับเจ้าหญิงอนัคซูนามุนน้องสาวของตุตันคาเมน หากแต่ตอนนั้นอัยย์ชราภาพมากแล้ว
ครองราชย์ได้เพียงสามปีก็ประชวรสวรรคต และในที่สุดนายพลโฮเรมเฮปก็กลายเป็นฟาโรห์พระองค์ใหม่แทนในที่สุด

 


Edith Bolling Galt Wilson ผู้อยู่เบื้องหลัง ประธานาธิบดีคนที่ 28 ของสหรัฐอเมริกา


   
โทมัส วูดโรว์ วิลสัน เป็นประธานาธิบดีคนที่ 28 ของสหรัฐอเมริกา ดำรงตำแหน่งเป็นเวลาสองสมัย ระหว่าง
ค.ศ. 1913 ถึง ค.ศ. 1921 ก่อนหน้านั้นเคยเป็นผู้ว่าการรัฐนิวเจอร์ซีย์ เป็นนักกฎหมาย เป็นอาจารย์สอน
วิชารัฐศาสตร์ก่อนที่ก้าวมาเป็นประธานาธิบดีสังกัดพรรคเดโมแครต


หลังจากเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีนโยบายที่โดดเด่นที่สุดของเขาก็คือการประกาศตัวให้สหรัฐอเมริกาเป็นกลางมาตลอด
ต้นสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แม้จะพบว่ารัฐบาลเยอรมนีได้เสนอตัวเป็นพันธมิตรทางการทหารกับเม็กซิโกเพื่อต่อต้านสหรัฐ
และเริ่มใช้เรือดำน้ำโจมตีเรือสินค้าของสหรัฐก็ตาม และด้วยผลงานดังกล่าวเขาจึงได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี
ค.ศ. 1919 เป็นบิดาของ แวลลอม วิลสัน แต่กระนั้นคุณเชื่อหรือไม่ว่าเบื้องหลังความสำเร็จของเขานั้นมีใครคนหนึ่งอยู่
เบื้องหลัง



เอดิธ โบลลิง กอล์ต วิลสัน (15 ตุลาคม 1872 -- 28 ธันวาคม 1961) เป็นภรรยาคนที่สองของประธานาธิบดี โทมัส วูดโรว์ วิลสัน
และเป็นสุภาพสตรีของประเทศอเมริกาในช่วง 1915-1921 เธอได้รับขนานนามว่าเป็น "ประธานาธิบดีลับ" และ "ผู้หญิงคนแรก
ที่วิ่งเพื่อรัฐบาล"
เนื่องจากบทบาทของเธอที่ดำรงตำแหน่งแทนสามี(ไม่เป็นทางการ) ในครั้งที่สามีเจ็บป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง
ในเดือนตุลาคม 1919 ทำให้ชื่อของเธอถูกจารึกว่าเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของอเมริกา

เอดิธ เป็นลูกสาวของผู้พิพากษาในเวอร์จิเนียที่มีชื่อเสียง เธอเป็นผู้หญิงฉลาดมีเสน่ห์แล้วสวย เคยผ่านการแต่งงาน หากแต่สามี
คนแรกของเธอก็เสียชีวิตไม่คาดฝันในปี 1908 จนกระทั้งมาพบรักกับประธานาธิบดีโทมัส วูดโรว์ วิลสันที่เป็นพ่อม่ายเหมือนกัน
เมื่อทั้งสองพบกันก็ตกหลุมรักและแต่งงานกันอย่างรวดเร็ว เมื่อวันที่ 1915 และเมื่อเอได้กลายเป็นเป็นสุภาพสตรีของประเทศ
อเมริกาในช่วงนั้นเอง และเมื่อเธอยู่ใกล้ชิดกับวิลสันเธอก็เริ่มแสดงความฉลาดหลายอย่าง มีอยู่ครั้งหนึ่งเธอปล่อยฝูงแกะไปกิน
หญ้าในสนามหญ้าทำเนียบขาวแทนที่จะเสียเงินจ้างตัดหญ้าอีกทั้งยังเปิดประมูลขนแกะดังกล่าวเอาเงินมาเป็นกองทุนสภากาชาดอีก

นอกจากนี้เธอยังเก่งเรื่องการออกงานสังคม การบริหารงาน โดยเฉพาะบทบาทสำคัญก็คือเธอกลายเป็นมือขวาจัดการงานบริหาร
ของสามีในช่วงที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง ในเดือนกันยายน 1919 และเธอยังทำหน้าที่เป็นประธานาธิบดีอย่างไม่เป็นทางการ
เข้าร่วมประชุมสันนิบาติชาติในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1แทนสามี หลังจากงานประชุมเธอได้คิดอย่างรอบคอบและตัดสินใจว่า
อเมริกาควรจะวางตัวเป็นกลาง จากนั้นเธอก็ไปบอกสามีที่ล้มหมอนนอนป่วยอยู่ และสามีของเธอก็เชื่อการตัดสินใจของเธอ

นอกจากนี้เอดิธยังมีส่วนช่วยในการเมืองของสามีหลายอย่างเช่นการคัดค้านอนุญาตให้รองประธานาธิบดีมาร์แชลดำรงตำแหน่ง 
แม้ว่าหลายฝ่ายจะยกย่องเธอในเรื่องความสำเร็จ แต่กระนั้นก็ยังมีหลายคนออกมาเขียนข่าวใส่ร้ายเธอว่า

“เป็นผู้หญิงน่ากลัวที่มองโลกแคบๆ”

และตำหนิเธอในความล้มเหลวเรื่องการทูตที่ทำให้อเมริกาสูญเสียหลายอย่างในช่วงสามีล้มป่วยอยู่
 
ข้อมูลจาก

http://www.cracked.com/article_17284_6-people-who-secretly-ruled-world.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26 ตุลาคม 2019, 15:15:53 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่