สงครามแปลกในประวัติศาสตร์ของโลก

ผู้เขียน หัวข้อ: สงครามแปลกในประวัติศาสตร์ของโลก  (อ่าน 274 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 19786
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed
สงครามแปลกในประวัติศาสตร์ของโลก
« เมื่อ: 08 พฤศจิกายน 2019, 12:18:48 »

สงครามแปลกในประวัติศาสตร์ของโลก
โดย Cammy-เต่านรก

สงครามคือความขัดแย้งของมนุษย์ ที่ไม่สามารถแก้ได้โดยวิธีสันติ สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการใช้กำลังและความรุนแรง
ฆ่าฟันฝ่ายตรงข้าม ซึ่งสงครามนั้นเกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เหตุผลการเกิดของสงคราม
ก็แตกต่างกันออกไป เช่น ขัดแย้งที่ดิน, ปลดปล่อยจากการกดขี่ของผู้มีอำนาจมากกว่า, การครอบครองดินแดน ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม ในประวัติศาสตร์มีสงครามที่มีเหตุผลแปลกๆ ดูเหมือนไร้สาระ บางอันก็ไม่รู้ว่ามันคือ สงครามหรือเปล่า
 

สงครามจบ แต่ยังรบเพราะข่าวช้า (War of 1812)
   


ในค.ศ 1812 ฝ่ายบริเทนในขณะนั้นมีทัพเรือที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก จากการเอาชนะทัพเรือของนโปเลียนในยุทธการ
ทราฟัลการ์ ฝ่ายอเมริกาและบริเทน ปะทะกันในสองช่องทาง ได้แก่ ทางทะเลโดยที่ทัพเรือบริเทนเข้าโจมตีเมื่องชายฝั่ง
ทะเลต่างๆของอเมริกา และทางบกทัพอเมริกายกเข้าบุกแคนาดาซึ่งในขณะนั้นเป็นอาณานิคมของบริเทน

ในค.ศ. 1811 นายพลวิลเลียม เฮนรี แฮร์ริสัน (William Henry Harrison) บุกเข้าทำลายฐานที่มั่นของอินเดียนแดง
ได้ในยุทธการทิปเปอแคนู (Battle of Tippecanoe) ทัพอเมริกามีความพยายามในการรุกรานแคนาดาแต่ถูกขัดขวาง
จากการที่มลรัฐทางตอนเหนือ ไม่ให้ความร่วมมือ และในปีค.ศ. 1812 เสียเมืองดีทรอยต์ให้แก่บริเทน และทัพอเมริกา
พ่ายแพ้แก่ทัพบริเทน ในยุทธการควีนสตันไฮทส์ (Battle of Queenston Heights) ในปีเดียวกัน ทางทะเลบริเทน
นำทัพเข้ามาปิดล้อมชายฝั่งทั้งหมดของสหรัฐอเมริกา ทั้งทางฝั่งมหาสุทรแอตแลนติกและฝั่งอ่าวเม็กซิโก

ปีต่อมา ค.ศ. 1813 ทัพอเมริกาสามารถบุกเข้ายึดและเผาเมืองโตรอนโตของแคนาดาได้ และพลจัตวาโอลิเวอร์ ฮาซาร์ด
เพอร์รี่ (Oliver Hazard Perry) นำทัพเรือเมริกาเอาชนะทัพเรือบริเทนในยุทธการทะเลสาบอีรี (Battle of Lake Erie)
สามารถขับบริเทนออกจากบริเวณดีทรอยต์ได้ นายพลแฮร์ริสันนำทัพเข้าปราบชาวอินเดียนแดงในยุทธการเธมส์
(Battle of the Thames) สังหารเทคัมเซผู้นำอินเดียนแดงเสียชีวิตในสนามรบ



ในปี 1814 บริเทนสามารถโค่นอำนาจของนโปเลียนได้ในยุโรป จึงหันความสนใจมายังสหรัฐอเมริกา ทัพเรือบริเทนเข้า
ยึดเมืองวอชิงตัน ดี.ซี. และเผาทำลายทำเนียบขาว ทางตอนเหนือทัพเรืออเมริกาต้านทานการรุกรานของทัพบริเทนจาก
มอนทรีออลได้ในยุทธการทะเลสาบชองแปลง (Battle of Lake Champlain) ทั้งสองฝ่ายเริ่มการเจรจายุติสงครามที่
เมืองเกนต์ ประเทศเบลเยี่ยม นำไปสู่สนธิสัญญาเกนต์ (Treaty of Ghent) ในค.ศ. 1814

แม้ว่าจะเจรจายุติสงครามแล้ว หากแต่ในยุคนั้นการสื่อสารล่าช้ามาก กว่าที่ข่าวการยุติสงครามจะมาถึงอเมริกาก็กินเวลา
ไปถึง 2 เดือน นั้นคือวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1815 ซึ่งในระหว่างนั้นทั้งสองก็ยังรบกัน ในที่สุดทั้งสองฝ่าย ก็อ้างชัยชนะ
ในสงคราม 1812 และสงบศึกโดยไม่มีฝ่ายใดต้องเสียดินแดน 



 
สงครามบอลแพ้คนไม่แพ้ (The Football War)



บางครั้งจุดเริ่มต้นของสงคราม ก็เกิดขึ้นจากเหตุผลที่แปลกประหลาด เฉกเช่นสงครามที่จุดเริ่มต้นมาจากการแข่งขัน
ฟุตบอลเกมเดียว นั้นคือสงครามฟุตบอลระหว่างเอล ซัลวาดอร์และฮอนดูรัส (14-20 มิถุนายน 1969)

โดยเรื่องของเรื่องคือประเทศทั้งสองมีเรื่องขัดแย้งทางการเมือง ประเด็นของเรื่องคือการที่มีประชาชนอพยพจาก
เอลซัลวาเดอร์ไปฮอนดูรัส ซึ่งสิ่งเหล่านี้กลายเป็นความตึงเครียดสองประเทศที่พร้อมจะระเบิดมาทุกเมื่อ จนกระทั่ง
ถึงช่วงฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก (ไปฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในปี 1970) จุดแตกหักเมื่อฮอนดูรัสและเอลซัลวาดอร์
ทำคะแนนได้เท่ากัน ในการแข่งขันฟุตบอลรอบคัดเลือก จนต้องแต่งตัดสิน ผลคือ เอล ซัลวาเดลได้มีสิทธิไปแข่งขัน
ฟุตบอลโลกในปีถัดมา และนั้นทำให้ชาวฮอนดูรัสไม่พอใจ ไล่ทำร้ายชาวเอลซัลวาดอร์ที่อาศัยอยู่ในฮอนดูรัส

ต่อมากองทัพเอลซัลวาเดอร์ ก็เปิดโจมตีฮอนดูรัสด้วยการส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดไปโจมตีสนามบินของฮอนดูรัส
แม้เอลซัลวาดอร์จะเป็นประเทศเล็กๆที่ไม่มีเครื่องบินรบ พวกเขาจึงนำเครื่องบินส่วนบุคคลมาดัดแปลงติดระเบิด
บนลำตัวเครื่องแทน วันต่อมาเอลซัลวาเดอร์ ก็ส่งทหารบุกยึดเมืองของฮอนดูรัส และฮอนดูรัสก็ตอบโต้ด้วยการ
ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดโจมตีเมืองเอลซัลวาเดอร์บ้าง ส่งผลทำให้อเมริกาออกมาเจรจาหยุดยิง ทำให้เอลซัลวาดอร์
ถอนกำลังและเจรจาหย่าศึก สงครามกินเวลา 4 วันโดยพลเมืองทั้งสองประเทศเสียชีวิตราว 3,000 คน

 



สงครามระหว่างมนุษย์กับสัตว์ (The Emu War)


 
นี้คงเป็นสงครามอย่างเป็นทางการครั้งแรกและครั้งเดียว ในประวัติศาสตร์ที่เป็นสงครามระหว่างมนุษย์กับสัตว์ นั้นคือ
สงครามอีมู (11-18พฤศจิกายน 1932 ดำเนินมาได้ 7 วัน) โดยสงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน
เมื่อประชากรในออสเตรเลีย ได้รับความเดือดร้อนเมื่อนกอีมู ที่อยู่ในช่วงอพยพผสมพันธุ์กว่า 20,000 ตัว ได้ทำลาย
พืชผลทางการเกษตรเป็นวงกว้าง

เพื่อเป็นการตอบสนองดังกล่าว ทางการเลยส่งทหารติดอาวุธเป็นปืนกลและกระสุน 10,000 ลูก เพื่อฆ่านกอีมูโดย
ประกาศเป็นสงคราม ซึ่งพวกเขาจะขับรถออกไปในทะเลทรายและทำการตามล่านกอีมู หรือบางคนก็ซุ่มยิงนกอีมู
แถวเขื่อน แต่สงครามไม่ได้ประสบผลสำเร็จมากนัก เพราะนกอีมูลกระจัดกระจายไปหลายจุด อีกทั้งยังว่องไวแก่การหนี
ซึ่งทหารแบกปืนกลตามไม่ค่อยทัน จึงยากที่จะสังหาร

ผลของสงครามกินเวลายาวนานหนึ่งสัปดาห์ สุดท้ายก็ถูกสั่งให้ถอนกองทหารเพราะได้รับประท้วงอย่างหนักจากคนรักสัตว์
(และรัฐบาลรู้สึกว่าสงครามนี้ปัญญาอ่อนสิ้นดี) ผลของสงครามนกอีมูตายเพียง 2,500 ตัว และนกอีมูยังคงทำลายพืชผล
ทางเกษตรชาวนาต่อไป และสุดท้ายก็เป็นภาระชาวนา ที่ต้องเป็นคนล่าอีมูเอง

 



สงครามเพื่อนบ้าน (Moldovan-Transdniestrian War)
 


สงครามนี้เริ่มต้นวันที่ 2 มีนาคม - 21 กรกฎาคม 1992 รวมระยะเวลาสี่เดือน หลังจากที่สหภาพโซเวียตล่มสลายลงมอลโดวา
สองในสามต้องการความสารสัมพันธ์ ที่ใกล้ชิดกับโรมาเนีย และเพื่อนบ้านทางทิศตะวันตก หากแต่พื้นที่ทิศตะวันออกโดยเฉพาะ
ประเทศ ทรานส์นีสเตรีย (Transnistria) ไม่เห็นด้วย เพราะอยากจะอยู่ใกล้กับยูเครน และรัสเซียมากกว่า สงครามจึงเกิดขึ้น



แต่สิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดของสงคราม คือหลังจากเสร็จศึกหนึ่งวัน ทหารทั้งสองพลรบฝ่ายสองต่างพากันนัดดื่มเหล้าด้วยกัน
ในช่วงกลางคืน เฮฮาสนุกสนานโดยไม่มีความแค้นต่อกัน ก่อนที่จะกลับไปประจำที่ของตนในตอนเช้าและทำสงครามฆ่ากันต่อไป
ซึ่งเป็นอย่างนี้จนกระทั่งสงครามสงบ ผลของสงครามทำให้ทั้งสองฝ่ายตายปประมาณ  1,300 คน

 



สงครามที่ลืมประกาศยุติ (Three Hundred and Thirty Five Years' War)


 
สงคราม 335 ปี (1651 และ 1986) เป็นสงครามระหว่างเนเธอร์แลนด์ และหมู่เกาะซิลลีย์ (อยู่นอกชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ)
เป็นสงครามระหว่างพวกนิยมกษัตริย์ และพวกนิยมรัฐสภา ซึ่งกองเรือเนเธอร์แลนด์ เข้าร่วมกับพวกนิยมระบบรัฐสภา ซึ่งต่อมาพวกนิยม
กษัตริย์ยอมแพ้ และกองเรือเนเธอร์แลนด์ ก็กลับไปโดยลืมประกาศยุติสงครามนานถึง 335 ปี

จนกระทั่งต่อมา รอย ดันแคน ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์ และประธานสภาพของหมู่เกาะซิลลีย์ ก็ได้เขียนจดหมายถึงสถานทูตเนเธอร์แลนด์
ในลอนดอนเพื่อประกาศยุติสงครามอย่างเป็นทางการ และได้เซ็นสัญญาสันติภาพในวันที่ 17 เมษายน 1986 ได้รับจารึกว่าเป็นสงคราม
ที่รบกันยาวนานที่สุดในโลก อีกทั้งยังถูกจารึกอีกว่า เป็นสงครามที่สูญเสียน้อยมากที่สุดในประวัติ เพราะไม่มีใครตายสักคนนั้นเพราะไม่มี
การยิงกัน

 



สงครามที่เกิดเพราะหมูตาย (The Pig War)


 
สงครามหมู เป็นสงครามเผชิญหน้ากันในปี 1859 (ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึง 1859 กินเวลาสี่เดือน) ระหว่างเจ้าหน้าที่อเมริกัน และ อังกฤษ
ในเขตแดนระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกา และ อังกฤษในอเมริกาเหนือ พื้นที่ที่ระบุในข้อพิพากคือ "เกาะซานฮวน" ซึ่งอยู่ระหว่างเกาะแวนคูเวอร์
และแผ่นดินใหญ่อเมริกาเหนือ ฝั่งซ้ายของหมู่เกาะเป็นของอเมริกา ส่วนฝั่งขวาเป็นของอังกฤษ

โดยสาเหตุที่เรียกว่า สงครามหมู ก็เพราะสาเหตุมาจากการยิงหมู เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 1859 ซึ่งนายไลแมน คัตลาร์ กสิกรชาวอเมริกัน
เห็นหมูป่าตัวหนึ่ง เข้ามากัดกินมันฝรั่ง ที่เขาเพาะปลูกเอาไว้ ไลแมนจึงใช้ปืนยิงหมูป่าตัวนั้นเสียชีวิต แต่ มันกลายเป็นเรื่องใหญ่ก็เพราะ
เจ้าหมูป่าตัวนั้น ไม่ใช่หมูป่าจริงๆ มันเป็น "หมูมีเจ้าของ" เป็นคนงานของบริษัทฮัดสันส์เบย์ ของประเทศอังกฤษ ทำให้ทั้งสองมีการเจรจากัน
โดยเจ้าของหมู บอกให้เขาชดใช้ค่าเสียหาย แต่นายไลแมนปฏิเสธทำให้เรื่องลุลามจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ ทำให้สองประเทศต่างส่งกองกำลัง
มาตรึงชายแดนเอาไว้ จนสถานการณ์ตึงเครียด หากแต่สุดท้ายอังกฤษก็ออกมาขอโทษ และสงครามก็สิ้นสุดลงโดยมีหมูตัวเดียวที่ตาย

 



สงครามที่สั้นที่สุดในโลก (The Anglo-Zanzibar War)


 
สงครามการต่อสู้ระหว่างสหราชอาณาจักรและอาณาจักรแซนซิบาร์เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 1896 ถือได้ว่าเป็นสงครามที่สั้นที่สุดในโลก
กินระยะเวลาประมาณ 40 นาที สาเหตุของสงครามเกิดจากการเสด็จสวรรคต สุลต่านฮาหมัด บิน ทูเวไน และ ผู้สืบทอดคือสุลต่าน
คาลิด บิน บาร์กา หากแต่เจ้าหน้าที่อังกฤษอยากได้ ฮามัด บิน มุฮามเม็ด มาเป็นสุลต่านมากกว่า จึงบอกให้ คาลิด บิน บาร์กา สละ
ราชบัลลังก์ ตามข้อตกลง ในสนธิสัญญาที่ลงนามใน ค.ศ. 1886 เงื่อนไขการสืบสันตติวงศ์ขึ้นเป็นสุลต่าน ผู้มีสิทธิ์ต้องได้รับความ
เห็นชอบจากกงสุลสหราชอาณาจักรเสียก่อน แต่คาลิดนั้นไม่ได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดนี้ สหราชอาณาจักรจึงถือว่าเป็นเหตุแห่งสงคราม
และยื่นคำขาดกับคาลิดให้กองกำลังของเขายอมแพ้และสละราชสมบัติ สุลต่านคาลิดโต้ตอบโดยการเรียกระดมยามพระราชวังและ
ขังตนเองอยู่ในวัง

เส้นตายสิ้นสุดที่เวลา 09:00 น. ในวันที่ 27 สิงหาคม ณ เวลานั้นกองกำลังของอังกฤษประกอบไปด้วยเรือลาดตระเวน 3 ลำ เรือปืน
2 ลำ นาวิกโยธินและลูกเรือ 150 นาย และชาวแซนซิบาร์ 900 คนได้ชุมนุมกันที่บริเวณท่าเรือ การระดมยิงเปิดฉากเมื่อเวลา 09:02 น.
ผลทำให้พระราชวังไฟไหม้ และปืนใหญ่ฝ่ายแซนซิบาร์ ไม่สามารถยิงตอบโต้ได้ มีการรบทางเรือเล็กน้อย ฝ่ายอังกฤษสามารถจมเรือ
ใบหลวงของแซนซิบาร์ และเรือเล็กสองลำได้ มีการยิงตอบโต้มาที่กองทหารแซนซิบาร์ ที่อยู่ภายใต้อาณัติของอังกฤษเมื่อเคลื่อน
เข้าใกล้พระราชวังแต่ไม่ได้ผลนัก ธงที่พระราชวังถูกยิงล้ม และหยุดยิงเมื่อเวลา 09:40 น.

ผลคือ กองกำลังของสุลต่านคาลิด บาดเจ็บล้มตายประมาณ 500 คน ในขณะที่ฝ่ายอังกฤษมีลูกเรือของบาดเจ็บเพียงคนเดียว
สุลต่านคาลิดได้ลี้ภัยการเมืองไปยังต่างประเทศ อังกฤษได้ตั้ง ฮามัด ขึ้นเป็นสุลต่านอย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นผู้นำของรัฐบาลหุ่น
สงครามได้ทำให้สถานะรัฐเอกราชของแซนซิบาร์ สิ้นสุดลงและเริ่มช่วงเวลาของการตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอังกฤษในที่สุด

อ้างอิง

http://www.oddee.com/item_96610.aspx
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09 พฤศจิกายน 2019, 14:50:10 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่