10 ประตูสู่นรก จากทั่วโลก (The Door to Hell)

ผู้เขียน หัวข้อ: 10 ประตูสู่นรก จากทั่วโลก (The Door to Hell)  (อ่าน 80 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 19080
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed
10 ประตูสู่นรก จากทั่วโลก (The Door to Hell)
« เมื่อ: 22 พฤศจิกายน 2019, 10:26:24 »

10 ประตูสู่นรก จากทั่วโลก (The Door to Hell)



ในโลกนี้เต็มไปด้วยสถานที่ลึกลับมากมาย ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่หลายที่ก็กลายเป็น
สถานที่ท่องเที่ยวที่น้อยคนนักจะรูปประวัติ เช่นเดียวกับสถานที่ต่อไปนี้ ที่ขึ้นชื่อว่า “ประตูสู่นรก”


บางที่ดูสวยชวนหลงไหล แต่จริงๆ มันกลับเป็นทางไปสู่นรกซะงั้น และเพราะความลึกลับนี้ จึงไม่มีใค
รกล้าจะพิสูจน์ว่า เป็นจริงหรือแค่เรื่องเล่ากันแน่?



ประตูนรกแห่งที่ 1 : ภูเขาไฟเฮกลา (Hekla)
พิกัด : ประเทศไอซ์แลนด์




ภูเขาไฟที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศไอซ์แลนด์แห่งนี้ ขึ้นชื่อว่าเป็นภูเขาไฟที่ปะทุบ่อยมาก โดยเฉพาะในปี 1104
ที่ภูเขาไฟแห่งนี้ปะทุจนมีลาวาไหลออกมาราวกับเปลวเพลิงแห่งนรก มันได้คร่าชีวิตผู้คนไป ทำให้ในยุคนั้น
ช่วงศตวรรษที่ 12 ภูเขาไฟเฮกลาโด่งดังในฐานะ “ประตูสู่นรก”

ใครก็ตามที่ต้องการมาเยี่ยมชมเมืองผีแห่งนี้สามารถเดินทางได้ด้วยเรือ และเดินข้ามสะพานไปเผชิญหน้ากับปีศาจ
ที่ปกป้องโลกวิญญาณ มองดูรูปปั้นกษัตริย์เมืองผีที่สูงถึง 138 เมตร ซึ่งเป็นรูปแกะสลักที่ใหญ่ที่สุดบนหิน

 

ประตูสู่นรกแห่งที่ 2: เมืองเฟิงดู (Fengdu City of Ghosts)
พิกัด : ประเทศจีน




เมืองผีเก่าแก่อายุ 2000 กว่าปีนี้ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองฉงชิ่ง ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นสถานที่ที่ผู้ตายได้หยุดพัก
ระหว่างการเดินทางไปสู่ชีวิตหลังความตาย ตำนานจากราชวงศ์ฮั่นเล่าถึงเรื่องราวของ วัง ฟันปิงและยิน ชางแซง
ผู้ที่ยอมทิ้งชีวิตในศาลเพื่อฝึกฝนลัทธิเต๋าในเมืองเฟิงดูและกลายเป็นอมตะในที่สุด

เมื่อนำชื่อของพวกเขามารวมกัน ฟังดูเหมือนเป็น "กษัตริย์แห่งนรก" และหมินชานซึ่งเป็นเนินเขาที่สามารถมองเห็น
เมืองเฟิงดูได้กลายเป็นที่รู้จักในฐานะที่พำนักของเทียนจือ กษัตริย์แห่งนรก

เมืองนี้เต็มไปด้วยวัดทางศาสนาพุทธและลัทธิเต๋า กล่าวกันว่าเป็นแหล่งรวมวิญญาณอมตะที่ได้รับการตัดสินให้ต้อง
ทุกข์ทรมานที่นี่ นอกจากนี้ตำนานยังกล่าวว่า หลังตายแล้ว วิญญาณต้องข้ามสะพานแห่งการไร้อำนาจ (Bridges
of Helplessness) เพื่อตัดสินความบริสุทธิ์ จากนั้นต้องเผชิญหน้ากับกระจกแห่งผลกรรม (Mirror of Retribution)
ที่ Ghost Torturing Pass และกลับมาเกิดใหม่ทันที หรือไม่ก็เผชิญหน้ากับการทรมานจากผลกรรมของตัวเองที่ก่อไว้
ก่อนสุดท้ายจะถูกนำตัวไปสู่กงล้อแห่งการเกิดใหม่ (Wheel of Rebirth) เพื่อไปเกิด 

ใครก็ตามที่ต้องการมาเยี่ยมชมเมืองผีแห่งนี้สามารถเดินทางได้ด้วยเรือ และเดินข้ามสะพานไปเผชิญหน้ากับปีศาจ
ที่ปกป้องโลกวิญญาณ มองดูรูปปั้นกษัตริย์เมืองผีที่สูงถึง 138 เมตร ซึ่งเป็นรูปแกะสลักที่ใหญ่ที่สุดบนหิน




ประตูสู่นรกแห่งที่ 3 : ภูเขาไฟมาซายะ (Masaya)
พิกัด : ประเทศนิการากัว




แม้ว่าชาวอะบอริจินของมาซายะสมัยใหม่ในประเทศนิการากัวจะไม่เชื่อว่า ปากของสมรภูมิแห่งนี้จะเป็นประตูสู่ชีวิต
หลังความตาย แต่ยังมีชาวท้องถิ่นบางส่วนที่เชื่อว่าภูเขาไฟเป็นเทพเจ้า และมีพ่อมดแม่มดอาศัยอยู่ในหลุมไฟนี้!

ในศตวรรษที่ 16 นักสำรวจชาวสเปนได้ค้นพบภูเขาไฟแห่งนี้ เขาเชื่อว่ามันเป็นที่ๆ ไว้ใช้สำหรับทำกิจกรรมชั่วร้ายของ
สิ่งลี้ลับ ต่อมาในปี 1529 เมอร์ซีดาเรียน เฟรย์ ฟรานซิสโก เดอ โบบาดิลลาได้นำไม้กางเขนไปปักไว้ที่กลางภูเขาไฟ
ปะทุร้อน หวังว่าจะช่วยสะเดาะเคราะห์ในสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นปากทางแห่งนรก

แล้วไม่ใช่แค่เขาเพียงคนเดียว เพราะนักบวชโตริบิโอ เบนาเวนเต้ ได้เขียนบันทึกไว้ในปี 1541 ว่า การปะทุที่ไม่เคย
หยุดยั้งของภูเขาไฟนี้จะต้องมีสาเหตุเพราะสิ่งที่เหนือธรรมชาติและต้องเป็น "สถานที่ๆ ปีศาจโยนผู้ถูกสาปแช่งลงมา" 

อย่างไรก็ตาม เมื่อนำลักษณะทางกายภาพของภูเขาไฟมาซายะไปเทียบกับนรกในคำพยากรณ์ของพันธสัญญาใหม่
พบว่า ภูเขาไฟแห่งนี้มีลักษณะตรงกับนรกไม่มีผิด ทั้งดินแดนที่เต็มไปด้วยไฟลุกในหลุมลึกอย่างไม่มีวันจบสิ้น บวกกับ
ควันที่พ่นกลบแสงดวงอาทิตย์ตลอเวลา ชัดเจนเลยว่าภูเขาไฟมาซายะแห่งนี้เปรียบเหมือนกับปากทางสู่นรกค่ะ

 




ประตูสู่นรกแห่งที่ 4 : พลูโตนีออน (Pluto’s Gate)
พิกัด : ประเทศตุรกี


[/url]

ครั้งหนึ่งนครโบราณเฮียราโปลิส ประเทศตุรกี ใกล้กับเมืองยุคใหม่อย่าง Pamukkale เคยเป็นที่ตั้งของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
เพื่อบูชาพลูโต เทพเจ้าแห่งความตายอย่าง “พลูโตนีออน” สถานที่ๆ ไม่เคยมีใครกล้าเฉียดกรายเข้าไปใกล้ แม้ว่าสถานที่
แห่งนี้จะถูกค้นพบเมื่อปี 1965 แต่นักโบราณคดีกลับประกาศให้ “พลูโตนีออน” เป็นสถานที่สำคัญอีกหนึ่งแห่งของตุรกี

พลูโตนีออนเต็มไปด้วยก๊าซพิษที่สูงถึงขนาดสามารถฆ่าสิ่งมีชีวิตทั่วไปได้ ทำให้บริเวณนี้กลายเป็นเมืองร้าง ว่ากันว่าใน
อดีตเมื่อมีการฆ่าสังเวยเทพพลูโต ชาวบ้านจะใช้เชือกผูกขาสัตว์แล้วหย่อนลงไปในปล่องพลูโตนีออน พอดึงขึ้นมากลับ
พบว่าสัตว์ตายอย่างเป็นปริศนา แม้แต่นกที่บินผ่านไปมายังตายเลย คนในเมืองโบราณเฮียราโปลิสจึงเชื่อว่ามันถูกส่งมา
จากเทพเจ้าพลูโต สถานที่แห่งนี้จึงได้รับการกล่าวขานว่าเป็นประตูสู่นรก

อย่างไรก็ตาม พอเวลาผ่านไป นักวิทยาศาตร์ได้ทำวิจัยและพบว่าปากปล่องประตูนรกแห่งนี้มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
สูงถึง 91% และเข้มข้นถึง 4-53% ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นการไขปริศนาว่าเหตุใดสัตว์ถึงตายได้ จัดว่าเป็นสถานที่
อันตรายและสมกับเป็นประตูนรกของจริง

 



ประตูสู่นรกแห่งที่ 5 : แม่น้ำแอคเคอรอน (Acheron)
พิกัด : ประเทศกรีซ




แม่น้ำแอคเคอรอนเป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรีซ และเป็นแม่น้ำที่มีความโดดเด่นในตำนานโอดิสซี่ย์
สุดคลาสสิกของโฮเมอร์   นอกจานี้แม่น้ำแห่งนี้ยังถูกขนานนามว่าเป็น "แม่น้ำแห่งความวิปโยคและความเจ็บปวด" ตาม
ความเชื่อในเทพปกรณัมกรีกอีกด้วย เนื่องจากเป็นพรมแดนที่กั้นระหว่างโลกมนุษย์กับนรก

จากตำนานโอดิสซี่ย์ ไซซีได้ชี้ทางไปสู่นรกให้แก่โอดิสซี่ย์ และบอกว่าเขาต้องหาจุดที่แม่น้ำแอคเคอรอนไหลไปบรรจบกับ
แม่น้ำเฟลจีธอนและแม่น้ำสติกซ์ให้ได้ ที่จุดบรรจบนั้นเขาจะได้พบกับเครอน ผู้คอยพาวิญญาณข้ามฟากไปสู่โลกหลังความตาย
แค่นั่งเรือข้ามฟากของเครอนก็สามารถไปสู่นรกได้ทันที

ดวงวิญญาณต้องจ่ายค่าจ้างเป็นเงินเหรียญ หรือที่เราเรียกว่า เงินปากผี ให้แก่เครอน หากวิญญาณดวงใดไม่มีเงินปากผี
ก็จะต้องถูกปล่อยให้รออยู่นานถึง 100 ปี กว่าเครอนจะยอมให้นั่งเรือฟรีๆ 

ปัจจุบัน ประตูสู่นรกแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของนักท่องเที่ยว มีการล่องแพและมีผับบาร์ตั้งอยู่ริมแม่น้ำด้วย

 



ประตูสู่นรกแห่งที่ 6 : เซโนเต้ (Cenotes)
พิกัด : ประเทศแม็กซิโก




เห็นเป็นถ้ำสวยๆ แบบนี้แล้ว บอกเลยว่านี่คือที่สุดของความสยองค่ะ "เซโนเต้" เป็นถ้ำใต้น้ำที่ได้รับความนิยม มันเต็มไปด้วย
หินงอกหินย้อยที่สวยงาม แต่ภายใต้ความสวย สถานที่นี้กลับเป็นที่ฝังศพนับร้อย!

เมื่อหลายปีก่อน มีใครก็ไม่รู้เสียชีวิตที่นี่ และตอนนี้เหลือเพียงแค่โครงกระดูกของเขาที่จ้องมองนักดำน้ำที่มาเยือน หลอนยิ่งไป
กว่านั้น ดูเหมือนว่ามือของโครงกระดูกนี้จะเอื้อมออกไปยังปากถ้ำเพื่อรับแสง ราวกับว่าพร้อมจะฟื้นคืนชีพจากความตาย
ได้ทุกเมื่อ

แต่อย่าคิดว่าจะมีเพียงแค่โครงกระดูกเดียวอยู่ในสถานที่แห่งนี้ เพราะยังมีศพมากกว่า 125 ศพที่ซ่อนอยู่ด้านล่างอย่างเงียบสงบ
ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาไปที่นั่นได้อย่างไร หรือคนเหล่านี้เป็นใคร แต่ที่แน่ๆ ศพเหล่านี้อยู่มานานหลายปีแล้ว ไม่แน่นะ ขณะที่คุณ
กำลังเซลฟี่แบบเก๋ๆ คุณอาจจะได้รูปโครงกระดูกโผล่มาในฉากโดยไม่รู้ตัว

สำหรับถ้ำเซโนเต้แห่งนี้ ชาวมายาเชื่อว่าเป็นที่พำนักของเทพเจ้าแห่งฝนและเป็นประตูสู่ซิบาลบา (Xibalba) โลกหลังความตาย
ในมุมมองของชาวมายา ถ้ำมักถูกมองว่าเป็นประตูสู่ชีวิตหลังความตาย นอกจากนี้นักโบราณคดียังเจอวัดมายาและซากศพมนุษย์
อยู่เป็นจำนวนมากในเซโนเต้ของคาบสมุทรยูคาทานซึ่งเป็นที่ตั้งของซิบาลบา ทุกวันนี้เซโนเต้ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่
งดงามมากกว่า "สถานที่แห่งความกลัว" ในตำนาน

 

 

ประตูนรกแห่งที่ 7 : ภูเขาโอซาระ (Osore)
พิกัด : ประเทศญี่ปุ่น




หนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในญี่ปุ่นอย่าง “ภูเขาโอซาระ” (เรียกว่าภูเขาที่ลุกโชนหรือภูเขาแห่งความกลัว) เป็นอีกหนึ่งเส้นทาง
สู่นรกซึ่งมีอาณาเขตติดกับแม่น้ำซานซู ตามตำนานและความเชื่อทางพุทธศาสนาในญี่ปุ่น แม่น้ำซานซูเป็นแม่น้ำสำคัญที่ทุกดวง
วิญญาณจะต้องข้ามไปสู่โลกหลังความตาย ซึ่งการข้ามไปยังโลกหลังความตายจะง่ายหรือยากนั้น ขึ้นอยู่กับว่าตอนมีชีวิตเราทำ
อะไรไว้

ถ้าเป็นคนที่จิตใจดี ทำแต่ความดี ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เส้นทางสู่โลกแห่งความตายก็สว่างสดใส อุปสรรคน้อยหน่อย แต่ถ้า
เป็นคนที่ทำชั่ว สะพานข้ามแม่น้ำก็จะสกปรก เต็มไปด้วยสัตว์เลื้อยคลานและงู

เพราะภูเขาไฟแห่งนี้เต็มไปด้วยเปลวไฟที่ลุกโชนและหลุมบ่อที่เต็มไปด้วยควันกำมะถัน มันจึงทำให้เรารู้สึกราวกับว่านี่คือนรก
ไม่เพียงแค่นั้นชาวญี่ปุ่นยังเชื่อว่าดินแดนนี้ได้รับการปกป้องจากเทพเจ้าแห่งนรก ส่วนรูปปั้นที่วางอยู่บริเวณภูเขาโอซาระได้รับ
การกล่าวขานว่ามีไว้เพื่อเป็นเครื่องเซ่นไหว้เพื่อช่วยในการเข้าสู่สวรรค์





ประตูนรกแห่งที่ 8 : นรกแห่งเซนต์แพทริก (St. Patrick’s Purgatory)
พิกัด : ไอร์แลนด์




ตำนานของชาวไอริชเซนต์แพททริกนั้น มีความเกี่ยวข้องกับเกาะ Station ซึ่งเป็นส่วนเล็กๆ ของประเทศไอร์แลนด์
ตามตำนานเล่า หลังจากแพทริกสร้างความผิดหวังให้กับบรรดาลูกศิษย์ พระคริสต์จึงปรากฏตัวขึ้น และนำเขาไปยัง
ถ้ำที่อยู่ในเกาะ Station

ภายในถ้ำนั้นมีหลุมที่เรียกว่า ประตูสู่นรก ที่มีไว้สำหรับลงโทษวิญญาของคนชั่ว ก่อนที่จะนำพวกเขาไปสวรรค์ในภายหลัง
และวิญญาณของแพททริกก็ได้ถูกนำมาที่นี่เช่นกัน ต่อมาในปี 1632 ไอร์แลนด์ก็มีคำสั่งให้ปิดถ้ำแห่งนี้ และตำนานต่างๆ
ที่ถูกบันทึกไว้ก่อนหน้านี้ ก็ถูกทำลายเช่นกัน แต่เหล่านักแสวงบุญยังคงแวะเวียนมาที่นี่ เพื่อมาอดอาหารธิษฐาน เพราะ
เชื่อว่าเป็นการได้ใกล้ชิดกับพระเจ้า





ประตูนรกแห่งที่ 9 : บ่อน้ำร้อนสีเลือด จิโกกุ (Chinoike Jigoku)
พิกัด : ประเทศญี่ปุ่น




เป็นน้ำพุร้อนที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น ออนเซ็นสีเลือด นี้เป็น 1 ใน 8 บ่อน้ำร้อน ที่เรียกรวมๆ ว่า 8 บ่อนรก จิโกกุ
(Jigoku Meguri Beppu) หรือที่เรียกกันว่า ‘บ่อนรก’ เพราะมีโคลนสีแดงเหมือนเลือด ตั้งอยู่ในเมือง Beppu
จังหวัดโออิตะ บนเกาะคิวชู มานานกว่า 1300 ปีแล้ว ตามตำนานเล่าว่ามันคือทางเข้าไปสู่โลกหลังความตาย
ถ้าใครพลาดตกลงไป ยากที่จะมีชีวิตกลับมา

ข้อมูลบางแหล่งก็ว่าบางครั้งก็ใช้บ่อนี้ในการทรมานนักโทษ โดยการให้ลงไปแช่เป็นๆ ในน้ำที่มีอุณหภูมิสูงถึง
78 องศาเซลเซียส  หากมองตามหลักวิทยาศาสตร์ การที่น้ำในบ่อมีสีแดงเหมือนเป็นสีเลือดแบบนี้ ก็เนื่องจาก
มีธาตุเหล็กอยู่ในบ่อน้ำพุร้อนปริมาณมากนั่นเอง



ประตูนรกแห่งที่ 10 : ประตูเจ็ดสู่นรก ( The Seven Gates of Hell)
พิกัด : ประเทศสหรัฐอเมริกา




ประตูเจ็ด (Seven Gates) ต้องอยู่ที่แม่น้ำ Susquehanna ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของเมือง Hellam ในรัฐเพนซิลเวเนีย
ตามตำนานเล่าว่า ประตูทั้ง 7 นั้น มีเพียงประตูเดียวที่สามารถมองเห็นได้ในเวลากลางวัน นอกนั้นจะเห็นเฉพาะในเวลา
กลางคืนเท่านั้นม เดิมนั้นที่นี่เคยเป็นโรงพยาบาลบ้า แต่เกิดเหตุการไฟไหม้ ทำให้ป่วยหลบหนีออกมา แต่มีประตูเจ็ดบาน
ที่ไม่สามารถเปิดได้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก หรือหากใครรอดมาก็จะถูกฆ่าตาย

อีกตำนานหนึ่งเล่าว่า ประตูเจ็ด เกี่ยวข้องกับหมอประจำท้องถิ่น ที่ออกแบบชุดประตูแปลก ๆ ไว้ บนที่ดินของเขา
ซึ่งเป็นเส้นทางที่คดเคี้ยวว และลึกเข้าไปในป่า เพื่อเก็บสมบัติของตัวเอง บางคนบอกว่าใครก็ตามที่เดินไปถึงประตู
ที่ 5 จะไม่ได้กลับออกมาอีก มีเพียงประตูแรกเท่านั้นที่สามารถมองเห็นได้ในเวลากลางวันซึ่งตั้งอยู่ในป่าใกล้กับ
Trout Run Road ของเมือง Hellam


ข้อมูลจาก

https://www.atlasobscura.com/articles/11-hidden-spots-to-enter-the-underworld
https://www.catdumb.com/entrances-to-hell-777/
https://www.dek-d.com/writer/53408/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 พฤศจิกายน 2019, 14:42:19 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่