สุดยอดการพยากรณ์อนาคตที่คุณไม่รู้จัก

ผู้เขียน หัวข้อ: สุดยอดการพยากรณ์อนาคตที่คุณไม่รู้จัก  (อ่าน 44 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 19078
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed

สุดยอดการพยากรณ์อนาคตที่คุณไม่รู้จัก
โดย Cammy-เต่านรก

หลายคนคงรู้จักแต่ "นอสตราดามุส" ผู้ทำนายโลกจะแตก(แต่ก็ไม่แตกสักที) หากแต่คุณรู้หรือไม่ว่าตั้งแต่อดีต
จนถึงปัจจุบันมีผู้ทำนายและเผยแพร่พระวจนะ ทำนายอนาคต ผู้บอกเล่าอนาคต คาดการณ์โลกอย่างน่าสนใจ

 
Alois Irlmaier
                 


อลอยส์ (1894-1959) เป็นชาวเยอรมัน ที่ได้ทำการพยากรณ์ในปี 1950 โดยอ้างถึงสงครามโลกครั้งที่ 3
ได้อย่างน่าสนใจ เรื่องราวของเขาปรากฏในเว็บไซต์ หนังสือ บทความต่างๆ มากมาย
(แต่ที่น่าแปลกก็คือไม่มี
เรื่องของเขาในไทยสักเว็บ)

คำทำนายของเขานั้นเชื่อว่า...เป็นสงครามที่เกิดขึ้นใน "ตะวันออกกลาง" และน่าจะเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 และนี่คือ
บางส่วนของคำทำนายของเขา

ทุกอย่างสงบสุข shalom! ดังนั้นมันจึงเกิดขึ้น"(shalom! เป็นภาษาฮิบรูว์ แปลว่า
สันติสุข ไว้ใช้เวลาทักทายสำหรับสวัสดีและลาก่อนใช้ กันในหมู่ชาวอิสราเอลและชาวยิว)


สงครามตะวันออกกลางครั้งใหม่ เกิดขึ้นราวกับมันโกรธเป็นลุกเป็นฟืนเป็นไฟทันใดนั้น กองทัพเรือแห่งราชเนวีใหญ่
จะเผชิญความเป็นปรปักษ์ในเมดิเตอเรเนียม สถานการณ์ตึงเครียด แต่ของจริงอยู่ตรงที่การจุดประกายไฟในประเทศ
แถบบอลข่าน ฉันเห็น ‘large one’ กำลังตก กริซเปื้อนเลือดตกอยู่ข้างเขา แล้วผลกระทบตามมาก็คือ ชายสองคน
ถูกฆ่า โดยชายที่ถูกฆ่านั้นมียศสูงระดับสาม เพื่อชำระนี้โดยประชาชน หนึ่งในมือสังหารนั้นเป็นชายตัวเล็กผิวดำ

เมืองขนาดใหญ่ที่มีหอคอยเหล็กสูงกำลังลุกไหม้ อิตาลีลำพองมากเกินไป พวกเขาฆ่าคนจำนวนมากและสมเด็จ
พระสันตะปาปาหลบหนี แต่นักบวชจำนวนมากถูกฆ่า โบสถ์ถูกทำลายมากมาย

การปฏิวัติรัสเซีย แบ่งออกและสงครามกลางเมือง ศพมีมากมายชนิดที่เรียกว่าคุณไม่สามารถเก็บกู้ศพออกจากถนน
ได้หมด ท่ามกลางผู้นำใหญ่จำนวนหนึ่งซึ่งพรรคพวกได้มอบหมายให้ฆ่าตัวตายเพื่อให้เลือดล้างความผิดครั้งใหญ่
ฉันเห็นสีแดงมากมายรวมกับใบหน้าสีเหลือง มันได้ก่อความวุ่นวายโดยทั่วและการฆ่าที่น่ากลัว"



 
Hildegard von Bingen


                 
นักบุญ ฮิลเดอการ์ด วอน บินเจน เป็นนักเขียน, นักแต่งเพลง, นักปรัชญา, นักบุญผู้ลึกลับชาวเยอรมัน ที่ไม่มีใครรู้ที่มา
ของเธอเท่าใดนัก แต่เชื่อว่าเธอเกิดเมื่อปี 1098 ขี้โรคแต่กำเนิด ก่อนที่จะเข้าสำนักชี และแสดงอัจฉริยภาพจนหลายคน
ท่านรู้จักกันดีในฐานะนักแต่งเพลงคลาสสิก และวรรณกรรมในช่วงศตวรรษที่ 12  อีกทั้งยังเป็นที่เลื่องลือกล่าวถึงในเรื่อง
การรับนิมิต และ การทำนายพยากรณ์ และก็จัดบันทึกซึ่งทุกนิมิตที่ท่านได้รับเอาไว้ด้วย

และหนึ่งในคำทำนายเหล่านั้นได้ปรากฏหายนะของอเมริกาเอาไว้ว่า

ก่อนที่ดาวหางจะมา หลายประเทศ ยกเว้นพวกที่ดี จะถูกท่วมท้นด้วยความอดอยากและความหิวโหย ประเทศที่ยิ่งใหญ่
ในมหาสมุทร ที่ซึ่งอยู่อาศัยโดยคนหลายเผ่าหลากเชื้อชาติ จะถูกทำลาย ด้วยแผ่นดินไหว พายุ และเกลียวคลื่น ถูกแบ่งแยก
และส่วนใหญ่จะจมอยู่ใต้น้ำ ประเทศนั้นจักพบโชคร้ายอีกมากมายเกี่ยวกับทะเล และเสียอาณานิคมทางตะวันออก ผ่านเสือ
และสิงโต ด้วยความใหญ่โตของดาวหาง จะทำให้ทะเลถูกดึงขึ้นมาและท่วมสู่หลายประเทศ ทำให้เกิดความอดอยากมากมาย


โรคระบาดมากมาย หลังจากดาวหางยักษ์ ประเทศที่ยิ่งใหญ่จะโดนถล่มด้วย แผ่นดินไหว พายุ และเกลียวคลื่น ทำให้เกิด
ความอดอยากและโรคระบาดมากมาย ทะเลจะเข้าท่วมอีกหลายประเทศ ทำให้เมืองชายฝั่งทั้งหลายอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว
หลายที่จะถูกทำลายม เมืองชายฝั่งทั้งหลายอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว หลายที่จะถูกทำลายด้วยเกลียวคลื่น และสิ่งมีชีวิต
ทั้งหลายจะตายลง ถึงแม้จะมีพวกที่หนีและมีชีวิตรอดก็จักตายด้วยโรคอันน่าสยดสยอง”

 


Baba Vanga
   


บาบา วานก้า หรือ วานเกเลีย ปานเดว่า กุชเตโรว่า เป็นหญิงตาบอดเป็นแม่ค้าสมุนไพรชาวบัลเเกเรีย เกิดเมื่อ
วันที่ 31 ม.ค. 1911  ในครอบครัวชาวนายากจนที่หมู่บ้าน สตรูมิซ่า มาเซโดเนีย ซึ่งช่วงนั้นเอไม่ได้ตาบอด


หากแต่จุดเปลี่ยนของเธอเกิดขึ้นเมื่อเธออายุ 11 เมื่อมีพายุประหลาด (เรื่องดังกล่าวไม่ได้รับการยืนยันจากกรม
อุตุนิยมวิทยาว่าเกิดขึ้นจริง) หอบเอาเธอขึ้นไปเบื้องบน ก่อนจะปล่อยตกลงมาในภายหลัง แม้เธอจะรอดชีวิต
หากแต่ตาก็บอดและรักษาไม่หายในเวลาต่อมา

และจากนั้นเป็นต้นมาเธอก็มีพลังอำนาจลึกลับในการทำนายอนาคต มองเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งจากในฝัน
พรายกระซิบ และด้วยเหตุนี้ทำให้เธอเริ่มเป็นที่นิยมและศรัทธาจากผู้คนที่เดินทางมาขอทำนายของเธอ
โดยเฉพาะสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้รับความนิยมมากเพื่อหวังให้เธอทำนายเกี่ยวกับว่าญาติของพวกเขาตาย
หรือยังมีชีวิตอยู่หรือเสาะหาสถานที่ที่พวกเขาตาย แม้แต่จักรพรรดิบัลแกเรียยังมาเยี่ยมเธอถึงที่ 

เมื่อเธอเสียชีวิต 11 สิงหาคม 1996 (รวมอายุ 85) ประชาชนจำนวนมากต่างเข้าร่วมพิธีศพของเธอราวกับเป็น
บุคคลสำคัญของประเทศเลยทีเดียว ก่อนที่บาบา วานก้า จะตายนั้นคำทำนายของเธอเต็มไปด้วยความอัศจรรย์
และดูแล้วไม่น่าจะเกิด โดยคำทำนายที่เกิดขึ้นจริงของเธอก็เช่น การจมของ เรือดำน้ำคูร์สค์ของรัสเซีย, การล่ม
สลายของโซเวียต, เหตุการณ์ 11 กันยายน 2001, การลงนามในสนธิสัญญาจำกัดอาวุธนิวเคลียร์ระหว่าง
กอร์บาชอฟ กับ เรแกน, การเข้ามาอยู่ในกลุ่ม จี 8 ของรัสเซีย หรือแม้แต่วันตาย(รวมถึงเวลา)ของเธอเอง


ส่วนการทำนายอนาคตนั้นพบว่าคำทำนายของเธอถึงปี 5073 (เว็บไทยบอกแค่ปี 3797 ซึ่งไม่ใช่) เลยทีเดียว
โดยสิ่งที่ไม่ลืมในการทำนายคือหายนะของมนุษย์ โดยตัวอย่างเหตุการณ์เด่นๆ ในคำทำนายของเธอสรุปรวมได้ว่า 
มนุษย์จะได้รับชีวิตเป็นอมตะ (เป็นไซบอร์ค ได้พบมนุษย์ต่างดาว มีการกำเนิดมนุษย์พันธุ์ใหม่ เกิดสงครามอวกาศ
และมนุษย์จะอพยพไปอยู่ดวงดาวอื่น แต่น่าเสียดาย ปี 2010 ที่เธออ้างว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 เกิดขึ้น
แต่ปรากฏว่าไม่จริง
(แต่กระนั้นโลกอยู่ในสภาวะสงครามก่อการร้ายอยู่ดี)


 
The True Third Secret


               
http://writer.dek-d.com/dek-d/writer/viewlongc.php?id=376491&chapter=71
เป็นปริศนาที่หลายศตวรรษ ที่เด็กเลี้ยงแกะ 3 คนได้อ้างว่าพวกเขาได้พบกับพระแม่มารีอาหรือแม่พระประจักษ์ที่ทรงเสด็จ
มามอบคำทำนายสามข้อที่ทำให้โลกสะเทือนแก่เด็กทั้งสาม เก็บความลับนี้ไว้ด้วยกันสามข้อ ซึ่งเด็กทั้ง 3 คนนี้ได้แก่
ลูเซีย ฟรังซัสโก และ จาซินจา ที่เป็นเด็กชาวเมืองฟาติมา ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆทางตอนเหนือของประเทศโปรตุเกส

โดยเรื่องเริ่มขึ้นในวันที่ 13 พฤษภาคม 1917 เมื่อเด็กสามคนอ้างว่าได้เห็นการปรากฏกายของหญิงสาวสวยจากสวรรค์
ในกลุ่มเมฆที่ลอยตัวเหนือต้นไม้ หญิงลึกลับคนนั้นได้บอกว่า เธอมาจากสวรรค์ และจะมาทุกวันที่ 13 ของทุกๆ เดือน
เป็นเวลา 6 ครั้งจนถึงเดือนตุลาคม ตอนแรกที่ชาวบ้านที่ได้ยินเด็กทั้งสามพูดก็ไม่เชื่อ ในสิ่งที่พวกเด็กเล่า แต่เด็กทั้งสาม
ยืนกรานว่าสิ่งที่เขาเห็นนั่นเป็นเรื่องจริง จนกระทั่งแม่พระแห่งฟาติมาได้บอกเด็กทั้งสามให้นัดหมายคนที่ไม่เชื่อที่ยังจุดที่
พบพระแม่ในวันที่ 13 ตุลาคม 1917 โลกก็ได้เห็นประจักษ์ดวงอาทิตย์ “เริงระบำ” แห่งฟาตินานั้นเอง เหตุการณ์นี้เป็น
เหตุการณ์อัศจรรย์ที่มีพยานมากถึง 100,000 คน

แต่ความลับคำพยากรณ์ ของแม่พระแห่งฟาติมา ที่บอกแก่เด็กทั้งสามนั้นยังคงปิดเงียบเอาไว้ จนกระทั้งฟรังซัสโก และ
จาซินจา ที่ได้เสียชีวิตปี 1938 ด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 คำทำนายของเด็กทั้งสามนั่นจึงได้รับการ
เปิดเผย โดยบันทึกของลูเซีย (ที่ถูกยอมรับว่าเขียนขึ้นก่อนเหตุการณ์) โดยคำทำนายสองข้อ ของแม่พระแห่งฟาติมานั้น
จะเป็นคำทำนายเกี่ยวกับสงครามโลกครั้ง 1 และ 2 ผสมกับความเชื่อทางศาสนาเข้าไปโดย


คำทำนายที่ 1. เด็กๆ ได้มองเห็นภาพของนรก อันเป็นปลายทางของเหล่าคนบาป และได้รับการบอกว่า มหาสงครามที่กำลัง
ดำเนินในขณะนั้น ซึ่งเราเรียกในภายหลังว่าสงครามโลกครั้งที่ 1 (ค.ศ. 1914-18) กำลังจะยุติลงในอีกไม่นาน หากแต่ผู้คน
ยังไม่เลิก ละเมิดต่อพระเจ้า สงครามที่หนักหนากว่าจะอุบัติขึ้นอีกครั้งในช่วงที่พระ สันตะปาปา ปิอุสที่ 11 ทรงปกครอง
ศาสนจักร (หมายถึงสงครามโลกครั้งที่ 2)

คำทำนายที่ 2. เป็นการพยากรณ์ ถึงการแพร่ขยายลัทธิ คอมมิวนิสต์ของสหภาพโซเวียต คนดีถูกสังหารเป็นผักปลาเหมือน
กรณีชาวยิวผู้บริสุทธิ์ 6 ล้านคน ที่ถูกพวกนาซีพร่าผลาญชีวิต และพวกคอมมิวนิสต์ได้ สังหารผู้คนนับล้าน หลายชาติได้ถูก
ผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่ง ของสหภาพโซเวียต

ส่วนคำทำนายที่ 3 แม่พระแห่งฟาติมา ตอนแรกไม่เปิดเผยมันยังคงเก็บในกระดาษบันทึกของลูเซีย จนกระทั่งปี 1917
เธอได้มอบคำทำนายปิดผนึกนี้ให้แก่ บิชอปแห่งไลเรีย พร้อมกับบอกว่า พระแม่สั่งไม่ให้เปิดเผยแก่สาธารณชนจนกว่าจะ
ถึงปี 1960 หากแต่ในวันที่ 13 กรกฏาคม 1917  สำนักวาติกันก็ได้เผยแพร่ที่ 3 ออกมาโดยใจความมีอยู่ พระสันตะปาปา
ดำเนินผ่านไปใน เมืองอันปรักหักพังที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด และความเศร้าโศก พระองค์ สวดให้แก่ศพที่พบระหว่างทาง
เมื่อขึ้นไปถึงยอดเขา พระองค์คุกเข่าลงแทบ เบื้องใต้ไม้กางเขนใหญ่ พระองค์ถูกสังหารโดยทหารกลุ่มหนึ่งที่ระดมยิงกระสุน
และธนูใส่พระองค์ และในลักษณะเดียวกัน บรรดาพระสังฆราชและพระสงฆ์ นักบวชชายหญิงและบรรดาฆราวาสในฐานะต่างๆ
มากมายก็สิ้นชีวิตด้วย


ซึ่งคำทำนายดังกล่าวหลายคนเชื่อว่าเป็นเหตุการณ์ตอนที่มือปืน เมห์เหม็ด อาลี อักกา บุกเดี่ยวเข้าไปยิงสมเด็จพระ สันตะปาปา
จอห์น ปอล ที่ 2 ในจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์เมื่อ 13 พฤษภาคม ปี 1981(วันและเดือนเดียวที่เด็กทั้งสามพบแม่พระฟาติมา) หากแต่
มีหลายคนคัดค้าน เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ตรงกับคำทำนายเพราะไม่มี “ทหารกลุ่มหนึ่ง” และ พระองค์ก็มิได้สิ้นพระชนม์
อีกทั้งเชื่อว่า ความจริงยังถูกเปิดเผยไม่หมด และเชื่อว่าคำทำนายดังกล่าวยังมีประโยคต่อจากนี้ ทำให้ความลับข้อที่สามแห่ง
ฟาติมายังคงเป็นความลับต่อไป
 


Ursula Southeil Prophesies


   
มาเธอร์ ซิปตันหรือหลายคนรู้จักกันดีในชื่อคุณแม่ซิปตัน เป็นชาวอังกฤษในปีค.ศ. 1488 (ความจริงปีเกิดของเธอนั้นไม่แน่ชัด)
ชื่อเดิมของเธอ เออซูล่า ซอนเธียร์ เป็นหญิงชรานักทำนาย ที่รูปร่างเธอใหญ่กว่าคนธรรมดา หลังค่อม หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว
แต่เธอฉลาด


คำทำนายมีชื่อเสียงของมาเธอร์ ซิปตัน คือการทำนายพระคาร์ดินัลวอลชีย์ว่าท่านไม่มีทางไปถึงเมืองยอร์กอย่างแน่นอน เรื่องของเรื่อง
คือเธอทราบว่าพระคาร์ดินัลวอลชีย์ ตั้งใจจะไปอาศัยในเมืองยอร์ก เธอเลยทำบันทึกถวายส่งไปว่าท่านจะไม่มีทางเดินทางไปถึงที่นั้น
อย่างแน่นอน พระคาร์ดินัลวอลชีย์ได้อ่านคำทำนายนั้นเลยสงสัย เขาส่งพระสาวกสามรูปเดินทางไปสอบถามเธอ พระสาวกถามเธอว่า
จริงหรือที่เธอเขียนบันทึกนี้ เธอตอบว่าใช่ พระรูปหนึ่งจึงว่า

“งั้นเธอก็เตรียมตัวได้แล้ว ถ้าพระองค์เดินทางไปถึงเมืองยอร์กเมื่อไหร่ แกได้โดนเผาทั้งเป็นฐานะแม่มดแน่”

มาเธอร์ ซิปตัน จึงดึงผ้าเช็ดหน้าที่เหน็บเอวเอามาโยนกองไฟแล้วพูดว่า “ถ้าผ้าเช็ดหน้าไหม้ไฟ ฉันจะถูกแขวนคอ” แต่ปรากฏว่า
ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นไม่ไหม้ไฟ พระสามรูปนั้นตกใจมาก หนึ่งในนั้นคือพระโธมัส คอมเวลล์ เขาเลยขอให้เธอทำนายชะตาของท่านว่า
จะเป็นอย่างไร เธอตอบว่า

“วันตายของท่านจะมาถึงถ้าเมื่อใดท่านเตี้ยลงเท่ากับความสูงของฉัน”

และต่อมาก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เขาถูกลงโทษโดยการตัดศีรษะ และเมื่อศีรษะหลุดจากร่างแล้ว ร่างกายของเขาก็สั้นๆ พอๆ กับส่วนสูง
ของมาเธอร์ ซิปตันตามคำทำนาย ส่วนพระคาร์ดินัลวอลชีย์นั้นคำทำนายเป็นจริงทุกประการ ระหว่างที่เขาเดินทางไปเมืองยอร์ก
เขาผ่านตำบลคอวู้ด ที่ห่างจากเมืองยอร์กแปดไมล์ เขาแวะไปในหอคอยของปราสาทแห่งหนึ่ง เพื่อชมทิวทัศน์ของเมืองยอร์ก และเขา
ก็ลงบันไดหอคอยเพื่อรับพระราชสาสน์ จากพระเจ้าแผ่นดินให้เข้าเฝ้าด่วน เขาไปลอนดอนและก็ป่วยและถึงแก่อนิจกรรมที่เมืองไลเซสเตอร์
โดยไม่ทันเข้าเฝ้าและไม่ได้ไปเมืองยอร์กตามคำทำนายของพระคาร์ดินัลวอลชีย์

ในปี 1561 มาเธอร์ ซิปตัน ถูกตัดสินว่าเป็นแม่มด เธอถูกเผาทั้งเป็น และปี 1641 คำทำนายของเธอก็ถูกตีพิมพ์เผยแพร่และที่น่า
เหลือเชื่อว่า คำทำนายของเธอหลายข้อเป็นจริงแม้มันจะผ่านไปหลายร้อยปีแล้วก็ตาม ไม่ว่าการเกิดเครื่องบิน, อินเตอร์เน็ต, เขื่อน,
รถไฟใต้ดิน, เรือดำน้ำ และยานอวกาศ เหตุการณ์สำคัญของโลกอย่างการค้นพบทองในอเมริกายุคตื่นทอง,ไฟไหม้กรุงลอนดอนครั้งใหญ่,
สงครามโลกครั้งที่ 1  รวมไปถึงวันทำนายวันสิ้นโลกหายนะโลก (หากแต่วันหายนะโลกที่เธอทำนายว่าจะเกิดปี 2000 นั้นไม่ตรง)
และนี่คือบางส่วนการทำนายของเธอ


-เหล็กที่อยู่บนน้ำจะลอยได้ ง่ายเหมือนเรือที่ทำด้วยไม้ ทองจะโผล่มาให้เห็นในกระแสน้ำและก้อนหิน ในแผ่นดินที่ไม่มีใครรู้จักในขณะนี้
(เรือยนต์ การค้นพบทองในอเมริกายุคตื่นทอง)

-คนจะบินไปได้รอบโลก เร็วยิ่งกว่ากระพริบตา น้ำจะเพิ่มปริมาณมากอย่างน่าประหลาดใจ แปลกประหลาดใช่ไหม แต่นี้คือความจริง
(เครื่องบิน, อินเตอร์เน็ต, เขื่อน)

-และอังกฤษจะเข้าร่วมกับชาวยิว คุณคิดว่าประหลาดไหม แต่นั้นคือความจริง ชาวยิวที่ครั้งหนึ่งจะมีแต่คนดูถูก จะเป็นพวกกับคริสเตียน
และเกิดขึ้น(การสร้างประเทศอิสราเอล)

-ความน่าประหลาดใจยังไม่หมดแค่นั้น ผู้หญิงก็จะทำตามความนิยมทั่วไปคือ แต่งตัวเหมือนผู้ชาย และใส่กางเกงขายาว และตัดผมของ
ตัวเองออก พวกเธอจะขี่คร่อมขาไปอย่างไม่อาย อย่างกับพวกแม่มดขี่ไม้กวาดตอนนี้
(ผู้หญิงสมัยใหม่บางคนนุ่งยีนส์ ตัดผมสั้นลง ซึ่งสมัยนั้น
ผู้หญิงอังกฤษถือว่าไม่มี นอกจากนี้เวลาผู้หญิงขี่ม้า ก็จะเอาขาทั้งสองข้างพาดไว้ข้างเดียวกันของม้า ไม่ได้คร่อมขี่ เหมือนปัจจุบัน)
 


Mitar Tarabich



มิดตา ทาราบิท(1829-1899) เป็นชาวนายากจนที่ไม่รู้หนังสือจากหมู่บ้านเล็กๆ ในเซอร์เบีย เขาเป็นที่เลื่องลือในการทำนายพยากรณ์
ที่เขาบอกกับพระสงฆ์ว่า “เขามองเห็นอนาคต” ซึ่งพระที่ชื่อ Zaharije Zaharich (1836-1918)ได้บันทึกทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาพูดไว้
ในสมุดบันทึกเล็กๆ เล่มหนึ่ง โดยคำพยากรณ์ของเขาส่วนใหญ่นั้นมักจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากมายในประเทศเซอร์เบียในช่วงทศวรรษ
ที่ 1930, ปี 1940 และสงครามโลกครั้งที่ 2 และนอกจากนี้เขายังทำนายเกี่ยวกับเทคโนโลยีในอนาคตอื่นๆ อีกมากมาย และนี้คือบางส่วน
คำทำนายของเขา


"หลังจากสิ้น(tito) แผ่นดินของเราจะถูกปกครองด้วยคณะกรรมการบางอย่าง และมันจะไม่เหมือนอย่างที่เคยเป็นมาอีกเลย ถึงแม้ว่า
คนของเราจะลืมความทุกข์ยากและอดอยาก มีชีวิตอย่างสุขสบายพร้อมด้วยทรัพย์สิน แต่พี่น้องจะเริ่มเกลียดและมองพี่น้องด้วยกันเอง
นั้นชั่วร้าย ชาวเซิร์บจะแตกแยกออกจากกันและป่าวประกาศว่า "ผมไม่ใช่ชาวเซิร์บ, ผมไม่ใช่ชาวเซิร์บ"


พวกใจบาปจะแทรกซึมเข้ามาและหลับนอนกับ เหล่าน้องสาว มารดา และภรรยาของเราชาวเซอร์เบีย พวกเขาจะหว่านเชื้อพันธุ์ของตนใน
สังคมเรา ซึ่งมันเป็นเชื้อพันธุ์ที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่กำเนิดโลก เด็กที่เกิดขึ้นมานั้นจะอ่อนแอและจะไม่มีใครแข็งแรงพอที่จะให้กำเนิด
วีรบุรุษที่แท้จริงได้ "



 

Robert Nixon Prophesies


   
โรเบิร์ต นิกสัน เป็นเด็กเลี้ยงควาย ที่เขตมณฑลเชชเชอร์ ในประเทศอังกฤษ เกิดในปี 1467 เป็นบุตรชายของจอห์น นิกสัน เขาเป็นคน
ไม่ค่อยพูด ไม่รู้หนังสือ และมักจะพูดพล่ามเป็นภาษาที่หลายคนไม่สามารถเข้าใจได้ จนหลายคนคิดว่าเขาปัญญาอ่อน หากแต่จนกระทั่ง
เขาถูกเรียกตัวไปเพื่อรับใช้กษัตริย์ หลายคนก็ก็ได้สังเกตว่าเขาได้พูดถึงเรื่องคำทำนายของเขา ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำ


บ่ายวันหนึ่งขณะที่กำลังทำงานในท้องนาเขาร้องออกมาว่า

“ทางนี้ดิ๊ก แฮรี่ โธ่! ไม่ได้เรื่องเลย ดิ๊ก นั่นดีแล้ว ต้องอย่างนั้น แฮรี่ แฮรี่! ท่านได้รับชัยชนะอีกแล้วนี่”

ตอนแรกหลายคนไม่รู้สิ่งที่เขาพล่านจากปาก หากแต่วันรุ่งขึ้นพวกเขาก็รู้ความหมายของมัน เมื่อมีชาวบ้านเดินทางจากลอนดอนมา
รายงานว่ากษัตริย์ริชาร์ดที่ 3 ได้ทรงสวรรคตแล้ว หลังจากพ่ายแพ้ในสงครามกับกษัตริย์ต่างเมืองนามเฮนรี่ ทิวเดอร์ และช่วงที่ทั้งคู่
สู้รบกันนั้นเป็นช่วงเวลาเดียวกับนิกสันตะโกนร้องนั่นเอง เมื่อ เมื่อกษัตริย์เฮนรี่ ทิวดอร์ หรือเฮนรี่ที่ 3 ของอังกฤษได้ยินเรื่องราวของ
นิกสัน เขาเลยตัดสินใจเรียกตัวเขามาเข้าเฝ้า แต่ปรากฏว่านิกสันปฏิเสธเพราะเขาได้ทำนายเกี่ยวกับตัวเขาว่า

หากเขาเข้าเฝ้าเขาจะตายเพราะอดอาหาร แต่กระนั้นกษัตริย์ยืนยันว่าเขาจะไม่อดตายเพราะเขาจะมีคนครัวปรุงอหารประจำตัวให้
และสามารถเรียกใช้บริการคนครัวได้ทุกทีและทุกเวลา เขาได้เข้าวัง และได้ทรงแสดงคำทำนายต่อหน้ากษัตริย์อย่างแม่นยำ

และนั้นทำให้เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นโหรประจำสำนัก หากแต่ต่อมาเขาก็ได้ตายตามคำทำนายเมื่อกษัตริย์ออกไปประพาสนอก
พระราชวัง คนครัวได้ขังนิกสันเอาไว้ในห้องเล็กๆ แห่งหนึ่งเพื่อทำธุระนอกวังโดยลืมนิกสันไว้ในห้องนั้น และเมื่อกลับมาก็พบว่า
นิกสันได้อดอาหารตายอยู่ในห้องเล็กนั้นตามที่เขาทำนายทุกประการ

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 ก็ได้มีการเผยแพร่แผ่นพับคำพยากรณ์โดยอ้างแหล่งที่มาโดยโรเบิร์ต นิกสัน ซึ่งคำทำนายดังกล่าวได้แม่นยำ
และน่าแปลกใจ อย่างเหลือเชื่อในเวลาต่อมา และนี้คือส่วนหนึ่งคำทำนายของเขา


- "นกอินทรีย์ที่เหน็ดเหนื่อยจะไปยังเกาะในดวงอาทิตย์ออกตำแหน่ง ที่นั่นมีสมุนไพรเติบโตและใบพืชสีเขียวสด มีผู้หญิง
ที่แห่งความยุติธรรม " (เชื่อว่าคำทำนายนี้คือลางบอกเหตุของนโปเลียนที่ถูกส่งไปยังเซนต์เฮเลนาในปี 1815 เกาะดังกล่าว
มีความอุดมสมบูรณ์และพืชหายาก และเฮเลนาหมายถึงเฮเลนแห่งกรุงทรอยเป็นผู้หญิงแห่งความยุติธรรม

“ทุกกลุ่ม(ชนชั้น)จะมีควันออกจากปากของพวกเขา”(บุหรี่)

นอกเหนือจากคำทำนายข้างต้น ก็ยังมีอีกหลายคำทำนายอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การเดินทางด้วยจรวด, RVs, อุปกรณ์บันทึกเสียง,
หลอดไฟ ฯลฯ




 
White Horse Prophesy


   
คำทำนายม้าขาวเป็นถ้อยคำแถลงโดยเจตนาในปี 1843 โดยโจเชฟ สมิธ จูเนียร์ (Joseph Smith Jr.) ผู้ก่อตั้งลัทธินอร์มอน (Mormons)
ซึ่งได้อ้างถึงนิมิตของพระผู้เป็นเจ้าที่ได้มาเผยวจนะของพระองค์กับตน ตามคำทำนายวิสุทธิชนยุคสุดท้าย


“ไปที่เทือกเขาร็อกกี้ และ....จะเป็นคนดีและยิ่งใหญ่”

ได้ระบุอุปมา ม้าขาว (หมายถึงสี่ม้าหายนะที่ปรากฏในพระคัมภีร์ใหม่) ที่อธิบายไว้ในคัมภีร์ของศาสตร์คริสต์ของนักบุญจอห์น (St John)
ว่าคำทำนายดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับรัฐธรรมนูญของประเทศสหรัฐอเมริกาว่าสักวันหนึ่งจะถูกทำลาย ถูกแขวนเหมือนเส้นดาย และจะถูกรักษา
“โดยความพยายามของม้าขาว”

“การปฏิวัติเลวร้ายจะเกิดขึ้นในที่ดินของอเมริกาอย่างไม่เคยมีมาก่อน สำหรับที่ดินจะถูกทิ้งโดยไม่ต้องมีรัฐบาลศาลฎีกา และทุกคนจะได้รับ
การฝึกฝนความชั่วร้ายเพื่อออกอาละวาดในแผ่นดิน พ่อจะฆ่าลูกชาย และลูกชายจะฆ่าพ่อ; แม่ฆ่าลูกสาวและลูกสาวจะฆ่าแม่ ฉากการนองเลือด
ฆาตกรรมและการข่มขืนสุดเลวร้ายจนสามารถจินตนาการนึกย้อนกลับไปสถานที่เคยเกิดขึ้นมาได้”

 


Prophecy of the Popes




http://forum.catholic.or.th/index.php?topic=296.35;wap2
Prophecy of the Popes เป็นคำทำนายนักบุญมาลาคี ที่ประกอบด้วยภาษาลาตินวลีสั้นๆ 112 รายการ ซึ่งแต่ละวลีนั้นอธิบายเกี่ยวกับชื่อของ
ประมุขคอทอลิกนั้นคือพระสันตะปาปาของแต่ละยุคพร้อมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นอย่างแม่นยำ เช่นการลอบสังหาร วันที่รับตำแหน่ง ฯลฯ
โดยเริ่มต้นด้วยสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์นปอลที่สอง(รับเลือกตั้งในปี  1143) แต่สิ่งที่น่าสนใจนั่นก็คือวลีที่ 112 ที่กล่าวกับว่าเป็นวันหายนะโลก


นักบุญมาลาคี (1094-1148) เป็นชาวไอร์แลนด์ที่ได้รับการประกาศแต่งตั้งเป็นนักบุญใน ปี 1190 โดยสมเด็จพระสันตะปาปาคลีเมนต์ที่ 3
เป็นการประกาศนักบุญชาวไอริชองค์แรกของพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก หลายคนเล่าลือกันว่าท่านมีผู้สามารถทำอัศจรรย์และบำบัดรักษาโรค
และพรสวรรค์ในการพยากรณ์ ขณะที่ท่านเดินทางไปโรมเพื่อหาทางช่วยเหลือเพื่อนโดยขอความอนุเคราะห์จาก พระสันตะปาปา

ในปี 1139 ท่านเห็นภาพนิมิตปรากฏพระสันตะปาปาทุกพระองค์ ตั้งแต่สมัยท่านจนถึงวาระ112(ที่เชื่อกันว่าวาระสุดท้ายโลก) ท่านเลยคำบรรยาย
เป็นภาษาลาตินแบบร้อยกรองถึงสันตะปาปาแต่ละองค์ ส่งต้นฉบับเขียนด้วยมือให้องค์สมเด็จพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 2 แต่เอกสารนั้นถูกเก็บลืม
ไว้ในห้องเอกสารวาติกัน จนถึงปี 1590 จึงปรากฏมาใหม่ในรูปแบบสิ่งพิมพ์ ซึ่งก็เลยทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์โต้แย้งรุนแรง  ทั้งในแง่ความ
น่าเชื่อถือและความถูกต้องตั้งแต่นั้นมา

แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือวลีสุดท้ายของ 112 ที่เนื้อหาว่าเป็นยุคสุดท้ายของพระสันตะปาปา และนี้คือข้อความดังกล่าว

“ในการเบียดเบียนข่มเหงสุดๆ บัลลังก์ของศาสนจักรโรมันศักดิ์สิทธิ์จะถูกยึดครองโดย “ปีเตอร์ แห่ง โรม”  ซึ่งจะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งแบบ
Conclave ตามกฎเกณฑ์ที่วางไว้เพื่อเลือกประมุขของศาสนจักร  ซึ่งเมื่อเข้าดำรงตำแหน่งเขาจะใช้ชื่อว่า Petrus หรือ Peter เพื่อตั้งตน
เสมอพระสันตะปาปาองค์แรกที่พระเยซูคริสตเจ้าได้แต่งตั้งไว้ สันตะปาปาซึ่งน่าจะเป็น Antipope องค์นี้ จะเลี้ยงแกะ (คืออภิบาลคริสตชน)
ด้วยการเบียดเบียนแบบทารุณโหดร้าย  จนถึงกับพูดได้ว่านครแห่งเนินเขาทั้งเจ็ด(ตามพระธรรมวิวรณ์)คือกรุงโรมจะถูกทำลายลง  และตุลาการ
น่าสะพรึงกลัวจะเป็นผู้ตัดสินประชาชน.  จบ.”


โปรดสังเกตประโยคสุดท้ายของคำพยากรณ์ว่านักบุญมาลาคีลงท้ายด้วยคำว่า “จบ”  ทำให้หลายคนถกเถียงว่าทำไมถึงต้องลงท้ายว่า “จบ”
หรือว่าต่อไปจะไม่มีพระสันตะปาปาอีก  ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็ย่อมหมายความว่าพระศาสนจักรโรมันคาทอลิกจะสิ้นสุดลง และโลกจะพบจุดจบใช่หรือไม่?

คุณสามารถอ่านวลีทั้ง 112 ได้ที่...
https://en.wikipedia.org/wiki/Prophecy_of_the_Popes#Popes_and_corresponding_mottos



 
Prophecy of St Nilus


   
นักบุญนิลัส(ตาย คริสต์ศตวรรษ430) เป็นภราดาสาวกของเซนต์จอห์น ไคร์ซอซทอม เขามีชีวิตอยู่อย่างสันโดษในศตวรรษที่ 5 ซึ่งเขา
ได้คำทำนายเอาไว้(คำพยากรณ์ของนักบุญนิลัสนั้นไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามาจากแหล่งไหน แต่เชื่อว่ามาจากหนังสือ the Bibliotheca
 Sanctorum, volume IX, หน้า 1008) เกี่ยวกับศตวรรษที่ 19 หรือ 20(ยังเป็นที่ถกเถียงเรื่องเวลา) และโดยเฉพาะวลีสุดท้ายเขา
ได้กล่าวถึงโลกในอนาคตได้อย่างน่าสนใจไว้ว่า


คุณสามารถอ่านเต็มๆ ได้ที่ http://www.reocities.com/prakobkit/new2/08.html

“หลังจากปี 1900 ประมาณกึ่งศตวรรษที่ 20 คนในสมัยนั้นจะมองไม่ออกว่าใครเป็นเพศอะไร เมื่อเวลาปรากฏตัวของอสูรผู้ต่อต้าน
พระคริสต์เจ้ามาถึง คนจะมีจิตใจมืดมัว จมอยู่ในการแสวงหาความต้องการทางเนื้อหนัง ไม่มียางอาย และไร้ซึ่งความระเบียบ ป่าเถื่อน
มนุษย์ทั้งโลกจะดูไม่ออกว่าใครเป็นใคร หน้าตาของคนจะเปลี่ยน ไม่อาจบอกได้ว่าใครเป็นหญิงหรือชาย เนื่องจากพวกเขาจะทำผม
และแต่งกายน่าอับอายขายหน้าพวกเขาจะมีใจโหดเหี้ยมเหมือนสัตว์ป่า


ในขณะที่ศีลธรรมและประเพณีของชาวคริสต์และคริสตจักรจะเปลี่ยน ประชาชน จะเริ่มไม่อยู่อย่างสงบ ไม่เกรงไจ ไม่เจียมตัว และ
เริ่มต่อสู้ชิงดีชิงเด่น กอบโกย การหลงผิดและความโลภจะเพิ่มขึ้นไม่เป็นสัดส่วน วิบัติแก่ผู้สะสมทรัพย์ตัณหา, ผิดประเวณี, รักเพศ
เดียวกัน, พฤติกรรมลี้ลับยามราตรี, และฆาตกรรมจะครอบงำสังคม [...]ในเวลานั้นมนุษย์จะเหาะเหินเดินอากาศเหมือนนก (เครื่องบิน)
และดำน้ำถึงก้นบึงทะเลเหมือนปลา (เรือดำน้ำ) เมื่อเขาทั้งหลายได้บรรลุสิ่งเหล่านี้ คนที่ไร้ความสุขจะใช้ชีวิตในความสะดวกสบาย
โดยไม่รู้ว่าทั้งหมดนี้เป็นกลอุบายหรือกับดักของอสูรผู้ต่อต้านพระคริสต์เจ้า”

 

อ้างอิงจาก

Top 10 Prophecies You Don't Know
http://listverse.com/2011/03/11/top-10-prophecies-you-dont-know/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11 มกราคม 2020, 14:47:54 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่