การรักษาทางการแพทย์สุดสยองในสมัยยุคกลาง

ผู้เขียน หัวข้อ: การรักษาทางการแพทย์สุดสยองในสมัยยุคกลาง  (อ่าน 195 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 19592
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed

การรักษาทางการแพทย์สุดสยองในสมัยยุคกลาง
โดย Cammy-เต่านรก



การแพทย์สมัยก่อนนั้นไม่ได้สะดวกสบายเหมือนสมัยนี้ เพราะเมื่อคนโบราณเป็นโรคหรือเจ็บไข้ได้ป่วย
อะไรแล้วละก็พวกเขาจะได้รับการรักษาด้วยวิธีสุดโหด สุดสยอง เรียกได้ว่ามันเหมือนกับเครื่องทรมาน
ของยุโรปเสียมากกว่า...ต้องขอบคุณวิทยาการแพทย์ปัจจุบันเสียจริงที่เราไม่ต้องผจญกับการรักษา
ดังกล่าว
 



ริดสีดวงทวาร : ความทรมานของทวารหนักรักษาโดยเหล็กร้อน


   
ริดสีดวงทวาร นั้นเป็นอาการที่ทำให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมานมากโดยเฉพาะเวลาขับถ่าย การรักษาด้วยแพทย์
แผนปัจจุบันนั้นก็แล้วแต่อาการ เช่น ให้ยา ฉีดยา ผ่าตัด ส่วนแพทย์ในสมัยกลางนั้นไม่ได้เจริญเหมือน
แต่ก่อนโรคภัยหลายชนิดถูกทำให้เชื่อว่าเป็นฝีมือของภูตผีปีศาจไม่ก็คาถาอาคม ดังนั้นส่วนใหญ่วิธีการ
รักษาของพวกเขาก็คือการสวดอธิษฐานขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิช่วยเหลือ


ในศตวรรษที่ 7 เซนต์ฟียาเกรอ พระชาวไอริชเป็นอีกผู้หนึ่งที่ประสบกับอาการริดสีดวงทวารหนัก แต่แล้ว
เขาก็ค้นพบวิธีรักษาริดสีดวงแบบฉบับของเขาเมื่อวันหนึ่งในขณะที่เขาทำสวนแล้วนั่งบนหินร้อนๆ เขาก็
พบว่ามันช่วยบรรเทาอาการปวดอย่างน่าอัศจรรย์ และแล้วข่าวก็ได้กระจายออกไปจนผู้คนรู้กันทั่ว จนเป็น
เหตุทำให้ริดสีดวงสมัยนั้นถูกเรียกว่าโรค “St. Fiacre’s curse”

ส่วนการรักษาแพทย์ยุคกลางนั้น หากกรณีที่ริดสีดวงรุนแรงมีอาการบวมเลือดคั่ง พวกเขาจะใช้เหล็กนาบ
ไฟร้อนๆ มานาบหัวริดสีดวงนั้น เพราะพวกเขาเชื่อกันว่าการใช้วิธีนี้จะช่วยระบายเลือดคั่งออกมา จะทำให้
อาการดีขึ้น ซึ่งวิธีนี้การันตีจากฮิปโปเครตีสแพทย์ที่มีชื่อเสียงชาวกรีซ 

จนกระทั่งศตวรรษที่ 12 แพทย์ชาวยิวนามโมเสส ไมโมนิดิส ได้เขียนหนังสือวิธีการรักษาริดสีดวงโดยเขา
ไม่เห็นด้วยกับวิธีดังกล่าว และแล้ววิธีของเขาก็ได้การเป็นหลักในการรักษาริดสีดวงจนถึงทุกวันนี้



 
สวนทวารหนัก : วิธีการรักษาด้วยการฉีดยาใส่ในทวารหนักในสมัยกลาง



การรักษาด้วยท่อสวนทวาร ในยุคกลางวิธีรักษาที่นิยมมากก็คือการใช้ท่อมาสวมทวารเพื่อฉีดของเหลวเข้าสู่ร่างกาย
ผ่านทางทวารหนัก ท่อสวนทวาร(Clysters)สมัยก่อนนั้นมีลักษณะเป็นโลหะยาวที่ปลายมีถ้วยที่บรรจุน้ำสมุนไพร
ไว้สำหรับเท น้ำลงไป แล้วจะมีลูกสูบที่จะช่วยปั๊มฉีดของเหลวจนถึงลำไส้ใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งมันทำให้ผู้ป่วย
ขับถ่ายของเสียออกมาเป็นจำนวนมาก


โดยเชื่อว่าเป็นการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย น้ำที่ใช้กันมากที่สุดคือน้ำอุ่น แต่บางครั้งบางคราวส่วนผสมอาจ
เปลี่ยนไปแล้วแต่อาการของโรค เช่น น้ำดีหมูป่า หรือน้ำส้มสายชู(มันรักษาโรคอะไรว่ะเนี้ย) การรักษานี้ได้ลด
ความนิยมลดลงเมื่อในศตวรรษที่ 19-17 เมื่อท่อสวนทวารยุคกลางถูกแทนทีด้วยหลอดเข็มฉีดยามากขึ้น
 



การทำคลอด : ผู้หญิงต้องเตรียมพร้อมเตรียมใจในการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นกับพวกเขา


   
การทำคลอดในสมัยกลางนั้นผู้หญิงมีความเสี่ยงสูงที่จะตายหลังจากคลอดลูกได้ ทำให้โบสถ์คริสตจักรสมัยนั้น
ได้พิจารณาพวกเธอให้ครึ่งเป็นครึ่งตาย(ห้าสิบต่อห้าสิบ) พวกเขาจะบอกให้พวกผู้หญิงที่ตั้งครรภ์เตรียมผ้าห่อ
ศพของพวกเธอ และต้องสารภาพบาปในกรณีที่เตรียมใจในการเสียชีวิต


หมอตำแย(ผดุงครรภ์)มีความสำคัญต่อคริสตจักร(ในการจับตาดู) เนื่องจากพวกเขามีบทบาทในการล้างบาปฉุกเฉิน
(การสวดบุคคลใกล้ตายซึ่งทำโดยคนปกติที่ไม่ได้รับอนุญาตในการจัดการศีล) ทำให้หมอตำแยและผู้หญิงท้อง
เหล่านั้นจะถูกควบคุมโดยกฎหมายโรมันคาทอลิค  ในสมัยกลางนั้นนิยมนิยามว่า

“หมอตำแยนั้นไม่แตกต่างอะไรกับแม่มด”

เพื่อป้องกันคาถา คริสตจักรจะต้องให้หมอแยต้องได้รับอนุญาตจากพระสังฆราชและสาบานว่าจะไม่ใช้เวทมนต์ในการ
ช่วยผู้หญิงทำคลอด แต่นั้นเทียบไม่ได้กับวิธีการทำคลอดแบบสยดสยอง เมื่อเกิดในกรณีที่ตำแหน่งทารกผิดปกติที่
ส่งผลทำให้ทารกตายในครรภ์ ผู้ดูแลจะทำการหมุนทารก หรือเขย่าเตียงเพื่อพยายามให้ลูกอ่อนในครรภ์ปรับตำแหน่ง
จากภายนอก จากนั้นเด็กซึ่งตายแล้วจะถูกตัดเป็นส่วนๆ ในมดลูกด้วยเครื่องมือที่มีคม และเอาออกด้วยเครื่องคั้น
(squeezer) ส่วนรกที่เหลืออยู่จะถูกนำออกมาโดยดึง (กระชาก) มันออกมาด้วยพละกำลังที่รุนแรง




การเอาเลือดออก : ทั้งหมดเพื่อรักษาโรคเกือบทุกชนิด


   
แพทย์สมัยกลางเชื่อว่าการเจ็บป่วยของมนุษย์ส่วนใหญ่นั้นเป็นผลจากของเหลวที่เป็นส่วนเกินในร่างกาย การรักษา
คือควรเอาของเหลวส่วนเกินนั้นออกโดยขับมาพร้อมกับเลือด


แพทย์ในสมัยโบราณมีความเชื่อว่า การเจ็บป่วยของร่างกายมาจากเลือดเสียที่คั่งในร่างกายที่เรียกว่า "humour"
จึงเป็นเหตุผลที่สตรีมีประจำเดือนเพื่อขับเลือดเสีย โดยวิธีการขับของเหลวนั้นมีสองวิธีคือการเจาะเส้นเลือดดำ
(venesection) โดยการเจาะเส้นเลือดดำเพื่อให้เลือดออกในปริมาณมาก โดยวิธีคือการใช้เครื่องมือ ที่เรียกว่า
Fleam ที่รูปร่างส่วนใหญ่เป็นใบมีดยาวครึ่งนิ้วเจาะเส้นเลือดดำที่บริเวณแขนให้เป็นแผนขนาดเล็ก แล้วเมื่อ
เลือดไหลก็เอาถ้วยมาลองให้ไหลมาลงภาชนะดังกล่าว เพื่อใช้ตรวจวัดปริมาณเลือดที่ออก

การระบายเลือดออกจากร่างกาย ทำโดยการเจาะเส้นเลือดดำ นิยมทำบริเวณแขน โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า
สึ่งเป็นเหมือนใบมีดเล็กๆ มีด้ามจับ และรองเลือดใส่ชามไว้ เพื่อดูปริมาณเลือดที่ออก และวิธีที่สองคือการ
ใช้ปลิง (leeching) โดยแพทย์จะแนบปลิง หนอนดูดเลือด ให้แก่ผู้ป่วย 

ในสมัยกลางนักบวชในที่ต่างๆ จะมีการรักษาด้วยการเอาเลือดออกเป็นกิจวัฒน์ ไม่ว่าพวกเขาจะป่วยหรือไม่ก็ตาม
เพราะพวกเขาเชื่อว่าวิธีนี้ทำให้สุขภาพของพวกเขาดี


 
ศัลยแพทย์ในสนามรบ : ดึงลูกศรเป็นกิจกรรมที่น่ารังเกียจ
   


พูดถึงยุคกลางสิ่งที่เรานึกถึงคือสงคราม และอาวุธที่ใช้บ่อยที่สุดในสงครามก็คือธนูนั่นเอง ธนูอาวุธที่ทรงพลังที่
สามารถโจมตีจากระยะไกล สามารถสร้างความเสียหายของศัตรูได้หากไปโดนจุดสำคัญเข้า และมันก็เป็นปัญหา
ที่น่าปวดหัวสำหรับศัลยแพทย์ในสนามรบเหมือนกัน ในการหาวิธีการเอาลูกศรที่ปักคาออกจากร่างกายของทหาร
ที่มีชีวิตอยู่ โดยแพทย์มีหลายวิธีที่จะเอาหัวลูกศรเหมือนกัน เช่น ดึงหัวลูกศรออกจากร่างกายธรรมดา

แต่วิธีแนวๆ ที่สุดคือวิธีของแพทย์ชาวอาหรับที่ชื่อ อัลบูคาซิส(ค.ศ.936-1013 เป็นหมอชื่อดังที่เขียนตำราหลายเล่ม
ที่มีอิทธิพลต่อวงการแพทย์ยุคกลาง) ที่เครื่องมือรูปร่างเหมือนธนู เรียกว่า “ที่ช้อนธนู” โดยแพทย์จะใช้
เครื่องมือปลายแหลมนี้สอดเข้าไปบาดแผลแล้วช้อนเอาลูกศรออกมา (ฆ่าฉันให้ตายเถอะ)แต่นั้นยังไม่จบเพราะแพทย์
จะต้องใช้ที่นาบไฟร้อนๆ สีแดงมานาบเพื่อให้เนื้อเยื่อและหลอดเลือดดำปิดสนิทป้องกันการสูญเสียเลือดและการติดเชื้อ
โหยเจ็บนะนั้น
 



นิ่ว : การสวนท่อสายโลหะเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ



http://www.hsl.virginia.edu/historical/artifacts/antiqua/casestudies.cfm
การอุดตันของท่อกระเพาะปัสสาวะอาหารโดยนิ่ว แน่นอนว่ายาปฏิชีวนะไม่สามารถรักษาอาการนี้ได้แน่นอน ดังนั้น
พวกเขาจึงมีหลายวิธีที่จะรักษามัน จะถูกรักษาโดยการสวนสายท่อโลหะปัสสาวะเข้าไปในท่อปัสสาวะ วิธีนี้ถูกใช้
ครั้งแรกในช่วงปี 1300 มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาการอุดตันและปัสสาวะง่ายขึ้นแม้ว่ามันจะมีความเสี่ยงเจ็บปวด
และอันตรายเพิ่มขึ้นก็ตาม

   
และต่อไปนี้คือรายละเอียดการรักษานิ่วในไต “ถ้ามีหิน(นิ่ว)ในกระเพาะปัสสาวะ” ต้องทำการรักษาเรียกว่า “Celsan”
โดยวิธีการคือผู้ช่วยที่แข็งแรงมากๆจะจับยกผู้ป่วยขึ้นแล้วอ้าฉีกขาผู้ป่วยให้กว้างๆ คนละข้าง โดยระดับสูงผู้ป่วยให้ไหล่
ของเขาเท่ากับไหล่ผู้ช่วย ที่คอของผู้ป่วยจะมีผ้า(พันแผล)ผูกคอส่วนอีกด้านปลายผ้ามัดที่ข้อมือของผู้ช่วยเพื่อจะได้
จับคอผู้ป่วยได้โดยมั่น จากนั้นแพทย์จะย่อตัวและสอดสองนิ้ว(อาจใช้เครื่องมือก็ได้) ของมือด้านขวาของเขาเข้าไป
ในทวารหนักเพื่อล้วงหาหิน(นิ่ว)ในกระเพาะปัสสาวะอาหารเพื่อนำมันออกมา

แน่นอนจุดสำคัญอยู่ที่ผู้ช่วยที่จะต้องแข็งแรงสามารถจับผู้ป่วยที่ทรมานสุดๆ ให้มั่นอย่าให้หลุดออก และวิธีรักษาการ
ดั่งกล่าวมีโอกาสสูงว่าจะใช้เวลานานในการหาหิน(นิ่ว)ในแต่ละครั้ง โดยระหว่างนั้นผู้ป่วยต้องอดอาหารก่อน 
(ภาพมาจากต้นฉบับจากทางตอนเหนือของอิตาลี1300, กรุงโรม)
 



การผ่าตัดตาต้อกระจก : ขั้นตอนความเจ็บปวดที่ไม่ปรากฏในบันทึกการรักษา
   


ตาต้อกระจกนั้นเป็นโรคที่มักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ ที่ส่งผลทำให้ตาขุ่นมัวมองอะไรไม่ค่อยชัด ซึ่งแพทย์สมัยกลางก็มีวิธี
รักษาอาการตาต้อกระจกหลากหลาย ขั้นแรกในการกำจัดต้อกระจกที่ตาคือการสอดของมีคมเข้าไปในดวงตา เช่น
มีดหรือเข็มขนาดใหญ่ผ่านกระจกตาและบังคับให้เลนส์ตาหลุดออกไปด้านล่างของดวงตา


จนกระทั่งการแพทย์ของอิสลามได้เข้ามาตามยุคกลางของยุโรป การรักษาตาต้อกระจกจึงได้พัฒนาขึ้น โดยใช้หลอด
ฉีดยาดูดต้อกระจกออกมาโดยการสอดผ่านส่วนของตาขาวและประสบความสำเร็จในการดูดต้อกระจกออกจากดวงตา
จนกระทั้งถึงปัจจุบันตาต้อกระจก สามารถรักษาได้ผลดีโดยการผ่าตัด มีความปลอดภัยสูง ไม่มีโรคแทรกซ้อนใดๆ
และประสาทตาดี ผู้ป่วยต้อกระจกจะสามารถมองเห็นได้ชัดโดยใช้แว่นต้อกระจก หรือเลนส์แก้วตาเทียม ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่
กับดุลยพินิจของจักษุแพทย์ (อันดับนี้ได้มีคนแปลให้น่ะครับ)




สะกด : พิธีนอกรีตและพิธีกรรมทางศาสนาในมาผสมผสานจนเป็นรูปแบบของการรักษา


   
การรักษาในยุคกลางสมัยก่อนมักจะมีส่วนผสมของพวกนอกรีต พวกเคร่งศาสนา และวิทยาศาสตร์เสมอ และศาสนาก็เป็น
ส่วนหนึ่งที่ทำให้การแพทย์ปัจจุบันพัฒนาได้ช้าด้วย เนื่องจากศาสนาห้ามไม่ให้มีการชำแหละศพ ส่งผลทำให้ผู้ศึกษา
กายวิภาคมนุษย์ไม่สามารหาความรู้เพื่อพัฒนาการรักษาโดยการผ่าตัดได้  นอกจากนี้คริสต์จักรก็มี “พิธีกรรม” หลากหลาย
ในการรักษาคนป่ายมากมาย 


โดยแต่ละเมืองจะต้องมี คนที่ทำหน้าที่ The healer ซึ่งหมายผู้รักษาโรคภัยไข้เจ็บ(ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นนักบวชหรือพระภิกษุ)
ให้แก่ชาวเมือง ไม่ว่าเกิดโรคร้ายใดๆ ชาวเมืองจะมี The healer คอยช่วยเหลืออยู่เสมอ เช่น สมัยก่อนนั้นมีความเชื่อว่าโรค
เกิดจากการลงโทษพระเจ้าหรืออาจเป็นเพราะปีศาจควบคุมผู้ป่วยดังนั้นวิธีการรักษาส่วนใหญ่มักจะเน้นสวดมนต์ซะส่วนใหญ่

ถ้าผู้ป่วยเป็นโรคฝีดาษ(สมัยก่อนโรคนี้ระบาดและรุนแรงมาก หากพวกเขาเจอบ้านไหนที่เป็นฝีดาษระบาดซึ่งส่วนมากเขา
จะปิดบ้านแล้วปล่อยไฟเผาคนในบ้านนั้นให้ตายทั้งเป็นเลย แต่กระนั้นอย่างไรก็ตามคนป่วยเหล่านั้นอาจมีสิทธิรอดจากการ
ถูกเผาทั้งเป็น หากเขาสารภาพบาปของตนแล้วแสดงความจงรักภักดีต่อศาสนาตามที่กำหนด พวกเขาอาจจะไว้ชีวิตหาก
ถูกท่องได้ถูกใจ......
 



ยาพิษยาชา (Dwale) : ยาสลบหยาบกระด้างสามารถทำให้คนดื่มตายฉับพลัน
   


การผ่าตัดในสมัยกลางส่วนใหญ่มักใช้ในเหตุที่คนป่วยใกล้จะตายหรือสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น สาเหตุเนื่องมาจากไม่มี
ยาสลบที่แพทย์ไว้วางใจที่ทำให้คนที่ผ่าตัดลดอาการเจ็บปวดระทมทุกข์สุดแสนสาหัสได้  อีกทั้งยาชาบางชนิดที่ใช้นั้นมัน
เหมือนยาพิษเสียมากกว่าแม้มันจะบรรเทาอาการปวดได้ก็จริง แต่กระนั้นมันก็อาจทำให้ผู้ป่วยหลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น
โดยตัวอย่างของตัวยาเหล่านี้ประกอบด้วย น้ำผักกาดหอม, น้ำดีจากหมูป่าตัวผู้, ไบรโอนี่, ฝิ่น, เฮนเบน (พืชจำพวก
Hyoscyamus niger ใบมีหนามขนและมีกลิ่นเหม็น เป็นพืชที่ใช้ทำยาพิษ), น้ำผลไม้เฮมล็อค(พืชจำพวก Conium
maculatum เป็นพืชมีพิษชนิดหนึ่งใช้เป็นยากดประสาท) และน้ำส้มชายชู


ส่วนผสมเหล่านี้จะถูกนำมาผสมกับไวน์ ก่อนจะนำไปให้คนไข้ โดยภาษาอังกฤษคำกลางที่ใช้อธิบายยาพิษยาชานี้คือ “Dwale”
ซึ่งยาชาตำรับนี้แค่พืชเพียงชนิดเดียวก็เป็นสาเหตุทำให้ตายอย่างง่ายดาย หากผสมผิดสูตรนิดเดียว

จนกระทั้งในศตวรรษก็เริ่มมีการใช้ยาชาโดยใช้มอร์ฟีนเพื่อระงับความเจ็บปวด โดยบุคคลต้นคิดก็คือพาราเซลซัสแพทย์
ชาวสวิสเซอร์แลนด์ เขาเป็นผู้ริเริ่มวิชาเคมีและการแพทย์สมัยใหม่ เป็นคนแรกที่ค้นพบการรักษาโรคลมบ้าหมู (เดิมที
เชื่อกันว่าเป็นอาการที่เกิดจากความผิดปกติของจิต) ค้นพบอาการของโรคซิฟิลิส การใช้สารเคมีและธาตุมาเป็นยา ฯลฯ
แต่ดูเหมือนว่าแพทย์คนอื่น ๆ จะไม่ชอบหน้าเขาเอาเสียเลย เนื่องจากทัศนคติที่ไม่เหมือนชาวบ้าน และริษยาในความ
สำเร็จที่เขาได้รับ ทำให้ช่วงชีวิตของเขาไม่สดใสเท่าไหร่ในช่วงปั้นปลาย 

หลังจากที่เขาเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1541 ชื่อเสียงของเขาจึงกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง วงการแพทย์สมัยใหม่ต้องเป็นหนี้
บุญคุณของพาราเซลซัสอย่างใหญ่หลวง


 
ศัลยกรรม : เจ็บปวดอย่างน่ากลัว


 
การผ่าตัดในสมัยกลางนั้นหยาบกระด้าน ทื่อและเจ็บปวด เนื่องจากข้อจำกัดอะไรหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นความรู้ในด้านกาย
วิภาคมนุษย์ ยาชา เทคนิคการฆ่าเชื่อเพื่อรักษาบาดแผล การป้องกันการตัดเชื้อ อีกทั้งศาสนายังเป็นตัวจำกัดในการพัฒนา
วิทยาการแพทย์สมัยใหม่อีก ทำให้คนป่วยไม่มีทางเลือกมากนัก หากคุณจำเป็นต้องผ่าตัดล่ะก็ สิ่งที่คุณต้องทำใจก็คือคุณ
ต้องตายแน่นอนเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่หากคุณอยากมีชีวิตรอดสักสองสามวันและไม่อยากทรมานก็ควรปฏิเสธการรักษา
โดยการผ่าตัดจะดีกว่า


ศัลยแพทย์ในสมัยส่วนใหญ่นั้นเป็นพระสงฆ์เนื่องจากพวกเขาเป็นบุคคลไม่กี่กลุ่มที่สามารถได้ศึกษาอ่านตำราที่เขียนโดย
แพทย์ชาวอาหรับได้ แต่ในปี 1215 สมเด็จพระสันตะปาปาได้บอกให้พระสงฆ์เหล่านั้นหยุดการผ่าตัดและสั่งให้พวกชาวนา
มาเป็นแพทย์ผ่าตัดแทน(เจริญ) ซึ่งพวกชาวนาที่ผ่าตัดส่วนใหญ่มักเป็นพวกนายพรานล่าสัตว์ที่มีแต่ประสบการณ์ชำแหละ
สัตว์มากกว่ารักษาคน ส่วนวิธีการของพวกเขาน่ะเหรอไปดูผ่าตัดตาต้อกระจกเถอะก็รู้เองว่ามันอารมณ์ประมาณนี้แหละ



แต่กระนั้นมีการผ่าตัดที่ได้รับความสำเร็จด้วยดี คือการผ่าตัดช่วยชีวิตที่เรียกว่า เทรพเพนเนชั่น (Trepanation)เป็นวิธีการ
รักษาโดยการเจาะกะโหลกเป็นรูกลมโดยใช้เครื่องมือเจาะที่มีความแม่นยำสูงทึ่เรียกว่าค็อตแมน เครเนี่ยล เพอร์ฟอร์เรเตอร์
(Codman Cranial Perfator) ซึ่งเครื่องมือไฮเทคนี้จะปิดรูกะโหลกโดยอัตโนมัติหลังจากที่ทำการเจาะเข้าไปเพื่อทำการ
รักษาแล้ว โดยวัตถุประสงค์การรักษานี้ต่างกันออกไป เช่นรักษาโรคปวดหัว ลมชัก หรือเสียสติและความผิดปกติประเภทต่างๆ
นอกจากนั้นการเจาะกะโหลกบางครั้งอาจกระทำด้วยเหตุผลทางความเชื่อและศาสนา เนื่องจากเชื่อว่ารูที่กะโหลกนี้จะเป็น
ช่องทางปลดปล่อยวิญญาณร้ายออกจากร่างกายผู้ป่วยด้วย
 
ข้อมูลจาก

http://www.oddee.com/item_96620.aspx
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 มกราคม 2020, 10:26:25 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่