เรื่องเข้าใจผิด ที่เราเชื่อกันมาอย่างยาวนาน

ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องเข้าใจผิด ที่เราเชื่อกันมาอย่างยาวนาน  (อ่าน 80 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 19210
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed

เรื่องเข้าใจผิด ที่เราเชื่อกันมาอย่างยาวนาน
โดย Cammy-เต่านรก


เรื่องต่างๆเหล่านี้เป็นเรื่องที่หลายๆคน ยังคงเข้าใจผิด อาจเพราะได้รับข้อมูลที่ผิดมานาน และไม่ได้รับข้อมูลแก้ไขให้ถูกต้อง
แม้หลายเรื่องได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามันไม่ใช่อย่างที่คุณ แต่กระนั้นหลายๆคนก็ยังเชื่อปักใจในข้อมูลผิดๆ ตามที่ตนได้รับมา
ตั้งแต่แรกนั้นอยู่ดี

 
ปลาทองความจำสั้น (Memory of a Goldfish)



หลายคนมักมีความเชื่อว่าปลาทองเป็นสัตว์ที่มีความจำที่สั้นมาก โดยเชื่อว่าปลาทอมีความจำแค่สองสามวินาทีก็ลืมไปแล้ว
ในความจริงความเชื่อนี้ไม่จริงเลย จากผลการทดลองพบว่าปลาทองสามารถฝึกอบรมในการทดสอบความจำ มันสามารถ
ใช้ความจำอันนี้หาทางออกจากเขาวงกตได้เพียงไม่กี่เดือนที่มันเรียนรู้


ปลาทองยังมีความสามารถเรียนรู้ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆไม่ว่าจะเป็นเจ้าของ หรือคนอื่นๆ อย่างเวลาที่พวกมันเห็นเจ้าของ
หรือใครก็ตามที่เคยให้อาหารเป็นประจำ เดินผ่านไปผ่านมาบริเวณตู้ปลา พวกมันจะว่ายวนไปวนมาเพื่อขออาหารเสมอๆ
นอกจากนี้ ปลาทองยังมีการแสดงออกด้านพฤติกรรมในการจัดลำดับทางสังคมด้วย ตัวอย่างเช่น หากมีสมาชิกใหม่เข้ามา
อยู่ในตู้เดียวกัน พวกมันมักจะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวด้วยการไล่ล่า หรือตอดครีบของปลาน้องใหม่อยู่ราว 2-3 วัน ก่อนที่
จะกลับสู่ภาวะปกติ นี่ก็แสดงให้เห็นว่า พวกมันจำได้ว่าใครเป็นเด็กใหม่ใครเป็นเด็กเก่า แล้วอย่างนี้จะว่าปลาทองความจำสั้น
ได้อย่างไรกัน

สำหรับการเปรียบคนขี้ลืมกับปลาทองนั้น ไม่ทราบว่ามีต้นกำเนิดจากที่ใด แต่สำนวนนี้ไม่ใช่แต่คนไทยเท่านั้นที่นำมาใช้ ทว่า
พวกชาวตะวันตกเองก็ใช้กันอย่างแพร่หลายด้วยเช่นกัน เป็นไปได้ว่าก่อนหน้านี้คนเราอาจจะคิดว่าพวกปลาทองที่ว่ายวนไปวนมา
อยู่ในตู้ มโนไปว่าพวกมันนคงจำไม่ได้ว่า ตัวเองเคยว่ายมาที่แห่งนี้แล้ว เมื่อไม่กี่วินาทีที่ผ่านมา ก็เป็นได้!!?


 
แมรี แม็กดาลีน เป็นโสเภณี (Mary Magdalen was a Prostitute)


 
ตั้งแต่นิยายเรื่อง The Da Vinci Code ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ทำให้เหล่าชาวคริสต์ หรือคนทั่วไปมีความเข้าใจผิดมาก
เพราะเอาเรื่องนิยายนี้เป็นที่ตั้ง ทั้งที่หลายข้อมูลในนิยายเรื่องนี้มีหลายเรื่องที่ข้อมูลผิดไปจากความจริง เช่นเรื่อง แมรี่ แม็กดาเลน
ที่หลายคนเชื่อว่าเธอเป็นโสเภณีก่อนที่จะเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์และได้เห็นพระเยซูคริสต์ตรึงกางเขน


ทั้งที่ความจริงแล้ว แม็กดาลีนคือหญิงสาวจากเมืองมักดาลา ซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของแคว้นกาลิลี ในพระคัมภีร์ระบุว่า เธอคือ
หญิงใจบาปที่ถูกผี 7 ตนเข้าสิงร่าง ก่อนที่จะได้พบกับพระเยซู และพระองค์ทรงเป็นผู้ที่ช่วยขับไล่ผีออกจากร่างของเธอ
มากนั้น เธอก็ได้อุทิศตนเข้ามารับใช้พระเยซู แต่ก็มีบางคนที่เชื่อว่า เธอคือ หญิงสาวที่เคยเป็นโสเภณีมาก่อน แม้ว่าจะไม่มี
การระบุไว้อย่างชัดเจนในพระคัมภีร์ก็ตาม

เช่นเดียวกับกรณีของความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งระหว่างแม็กดาลีนกับพระเยซู ถึงแม้จะเป็นที่ยอมรับกันว่า เธอคือสตรีที่มีความใกล้ชิด
กับพระเยซูมากที่สุดในบรรดาสาวกทั้งหลาย แต่ในพระคัมภีร์ก็ไม่มีส่วนใดที่บอกว่าเธอและพระเยซูต่างมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวต่อกัน
และที่สำคัญในพระคัมภีร์ก็ไม่มีเนื้อหาส่วนใดบ่งบอกว่าพระเยซูทรงแต่งงานแล้ว

ดังนั้น คำกล่าวอ้างของผู้เขียนนวนิยาย 'The Davinci Code' ที่ระบุว่า แมรี่ แม็กดาลีน คือ คนรักของพระเยซู และทั้ง 2 มีลูก
ด้วยกัน ก่อนที่พระเยซูจะทรงถูกตรึงที่ไม้กางเขน และแม็กดาลีนจะต้องอพยพไปอยู่ในฝรั่งเศสนั้นจึงเป็นเพียงเรื่องที่นำมาปะติด
ปะต่อกันตามทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด (Conspiracy Theory) ที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้จริงเท่านั้น

ตามตำนานที่เล่าถึงประวัติของนักบุญต่างๆ ระบุว่า แมรี่ แม็กดาลีน ใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ที่บริเวณตอนใต้ของฝรั่งเศส โดยหลังจาก
ที่พระเยซูสิ้นพระชนม์ได้ 14 ปี ชาวยิวได้จับตัวเธอไปพร้อมกับนักบุญคนอื่นๆ อีกหลายคนใส่เรือลำหนึ่งที่ไม่มีใบและพาย
ซึ่งทั้งหมดถูกปล่อยให้ลอยไปตามกระแสน้ำในมหาสมุทร จนในที่สุดเรือได้ไปเกยตื้นที่ฝั่งทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส
ที่นั่นเธอได้ใช้ชีวิตบั้นปลายเป็นนักพรตอาศัยอยู่ในถ้ำก่อนที่จะเสียชีวิตลงในวัย 72 ปี

ต่อมาเธอได้รับการยกย่องให้เป็นนักบุญมารีย์ มักดาเลนา พร้อมกับมีการกำหนดให้วันที่ 22 กรกฎาคม เป็นวันที่ระลึกถึงเธอด้วย



 
กำแพงเมืองจีนมองเห็นได้จากอวกาศ (Great Wall of China)



ย้อนกลับไปในทศวรรษที่ 1932 ได้มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Ripley's Believe It or Not! ได้อ้างว่ากำแพงเมืองจีนเป็นสิ่งก่อสร้าง
ที่ใช้แรงงานมากที่สุดของมนุษยชาติ ที่มีความยาวกว่า 4,500 ไมล์ และเป็นเพียงสิ่งก่อสร้างเดียวในโลกที่มนุษย์สามารถมองเห็น
ได้ด้วยตาเปล่าจากดวงจันทร์ และความเชื่อนี้ได้ฝังแน่นในหัวของคนทั่วโลก


หากย้อนกลับไปดูในประวัติศาสตร์จะเห็นว่ากำแพงเมืองจีนใช้ระยะเวลาสร้างต่อเนื่องหลายราชวงศ์ ตั้งแต่ก่อนสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้
และสร้างเพิ่มเรื่อยๆ โดยกำแพงที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้เป็นกำแพงที่สร้างขึ้นในราชวงศ์หมิง อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือ เป็น
สิ่งปลูกสร้างสุดมหัศจรรย์ที่สร้างขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ ซึ่งกว่าจะสร้างได้ ต้องใช้แรงงานมหาศาล และแรงงานต้องขนหินขึ้นเนินสูง
หนักถึง 50 กิโลกรัมเลยทีเดียว!!

ความมหัศจรรย์ของกำแพงเมืองจีนไม่ได้อยู่แค่เป็นสิ่งปลูกสร้างที่สร้างด้วยคนเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีขนาดยาวมาก
ถ้าไปยืนอยู่บนกำแพงเมืองจีน น้องๆ คงเดาไม่ถูกแน่ๆ ว่ามีกำแพงเมืองจีนยาวเท่าไหร่ เพราะมันยาวถึง 6,350 กิโลเมตร
ต่อให้มีกล้องส่องทางไกล ก็ไม่มีทางเห็นปลายทางของกำแพงเมืองได้ ด้วยขนาดที่ยาวขนาดนี้ทำให้ก่อนหน้านี้ได้มีการอ้างว่า
กำแพงเมืองจีนเป็นสิ่งก่อสร้างที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจากดวงจันทร์ คำพูดนี้ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าสามารถมองเห็นได้จริง
จนกระทั่งนีลอาร์มสตรองได้กลับมาจากดวงจันทร์ในปี 1969 เขาได้ถูกถามว่าจากบนอวกาศมองลงมาบนโลกเห็นอะไรบ้าง
ซึ่งคำตอบที่ได้นั้นกลายเป็นว่าเห็นแค่ทวีป ทะเลสาบ และพื้นที่สีขาวและฟ้า แต่มองไม่เห็นสิ่งก่อสร้างของมนุษย์เลย

เท่านั้นยังไม่พอ เหล่าบรรดานักบินอวกาศของนาซ่าอีกหลายคนก็ได้พยายามมองกลับมาที่โลกหลายครั้งเมื่อยานอวกาศโคจรผ่าน
ประเทศจีนแต่ก็ไม่เคยเห็นกำแพงเมืองจีนเลย ปัญหาส่วนนึงคือ ดวงตาของมนุษย์มีความไวต่อความแตกต่างของสี แต่กำแพง
เมืองจีนมีสีที่กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมรอบๆ เนื่องจากทำมาจากหินนั่นเอง ซึ่งเหตุผลนี้ก็คล้ายกับการที่มองไม่เห็นพีระมิดที่อียิปต์
แต่สามารถมองเห็นถนนและช่องแคบของทะเลได้ เพราะมีสีที่แตกต่างจากสภาพแวดล้อม

อย่างไรก็ตามอีกปัจจัยที่มีผลคือ ดวงตาของมนุษย์มีขีดจำกัดในการแยกแยะความกว้าง ซึ่งส่วนที่กว้างที่สุดของกำแพงเมืองจีน
มีขนาดเพียง 7 เมตร ดังนั้นระยะที่คนเราจะมองเห็นกำแพงเมืองจีนจากที่สูงได้คือประมาณ 23.3 กิโลเมตร ถ้าเกินจากนี้ก็จะ
มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า คล้ายกับการที่เรามองไม่เห็นเส้นผมหนึ่งเส้นในระยะ 1 เมตรนั่นเอง ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่ภาพจากอวกาศ
มักจะเห็นแค่สีฟ้า สีเขียวและสีขาว ส่วนกำแพงเมืองจีน ใหญ่ขนาดไหนก็ไม่มีทางมองเห็นได้แน่นอน

อย่างไรก็ตามในระดับความสูงที่เราสามารถมองเห็นกำแพงเมืองจีนได้ เราก็สามารถมองเห็นสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ที่มีขนาดใกล้เคียงกัน
เช่น คลอง ถนน ฯลฯ ได้เหมือนกัน น้องๆ ที่อ่านบทความนี้จบคิดเหมือนพี่มิ้นท์มั้ยว่าถ้าอนาคตสร้างบ้านหลังใหญ่ๆ ได้อยากจะทาสี
หลังคาบ้านให้เป็นสีสะท้อนแสงเด่นๆ เลย จะได้ไม่กลมกลืนกับบ้านข้างๆ เผื่อว่าวันไหนนั่งเครื่องบินที่บินต่ำๆ ผ่านบ้านตัวเองจะได้รู้




 
อาหารที่ตกพื้นไม่เกิน5วิกินได้ (Five Second Rule)


 
หลายคนเชื่อว่าถ้าอาหารที่ตกลงพื้นให้รีบเก็บมากินภายใน 5 วินาทีถึงจะปลอดภัยเพราะเชื้อโรคมองไม่เห็น นั้นคือคำพูดที่เหลวไหล
เพราะจากการศึกษาพบว่าอาหารที่ตกบนพื้นไม่ถึงหนึ่งวินาทีเชื้อโณคสามารถกระโดดมาเกาะอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลมาจากผลงาน
นับจำนวนเชื้อซาลโมเนลลา ไทฟิมูเรียม (Salmonella typhimurium) ซึ่งเป็นสาเหตุเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียได้ 


เพื่อเป็นการยืนยัน นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเคลมสัน, เซาท์แคโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทำการทดลอง โดยใช้
เชื้อซาลโมเนลลาเป็นตัวทดสอบ ด้วยการใส่เชื้อลงบนพื้นผิวประเภทต่างๆ เช่น พื้นไม้, พื้นกระเบื้อง และพรม จากนั้นวางขนมปัง
และไส้กรอกลงไปบนเชื้อนั้น ในระยะเวลาแตกต่างกัน คือ 5 วินาที 30 วินาที และ 60 วินาที ผลปรากฏว่าแค่ 5 วินาที ก็มีเชื้อโรค
ปนเปื้อนในขนมปังและไส้กรอกในปริมาณที่มากพอที่จะทำให้ป่วยได้

อย่างไรก็ตาม การที่เชื้อโรคจะมากหรือน้อย ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่อาหารอยู่บนพื้นเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับชนิดอาหารและ
พื้นผิวที่เราทำตกพื้นด้วย หากเป็นพื้นที่แห้งๆ หรือของแห้งๆ เชื้อโรคก็จะเกาะตัวได้ยาก แต่หากเป็นอาหารที่แฉะๆ เหนียวๆ เช่น
ขนม หรือ แยม ก็จะทำให้เชื้อโรคเกาะติดได้ง่าย ส่วนสถานที่นั้นก็แน่นอนว่า ภายในบ้านย่อมสะอาดกว่าข้างนอกอยู่แล้ว เพราะมี
การทำความสะอาดอยู่เรื่อยๆ



 
เม็ดฝนมีลักษณะก้นเว้าและปลายแหลม (Rain Shape)


 
คนเราส่วนใหญ่เชื่อกันว่าหยาดเม็ดฝนนั้นเป็นรูปหยดน้ำเมื่อตกบนท้องฟ้า ในการ์ตูนมักจะถูกวาดเป็นรูปหยาดน้ำตา คือ ก้นกลม
และปลายบนแหลม ซึ่งไม่ถูกต้องในความเป็นจริง หยาดฝนเม็ดเล็กนั้นจะมีรูปเกือบเป็นทรงกลม ส่วนเม็ดฝนที่ใหญ่ขึ้นก็จะมีรูปร่าง
ที่ค่อนข้างแบนคล้ายขนมปังแฮมเบอเกอร์ ส่วนเม็ดที่ใหญ่มากๆนั้นจะมีรูปร่างคล้ายร่มชูชีพ โดยเฉลี่ยแล้วเม็ดฝนนั้นจะมีเส้นผ่าน
ศูนย์กลางประมาณ 1 ถึง 2 มิลลิเมตร


เม็ดฝนที่ใหญ่ที่สุดที่ตกลงถึงผิวโลกนั้น ตกที่ ประเทศบราซิล และ เกาะมาร์แชล ในปี ค.ศ. 2004 โดยมีขนาดใหญ่ถึง 10 มิลลิเมตร
 



สถานที่ที่แห้งแล้งที่สุดในโลกคือ ทะเลทรายซาฮาร่า (Sahara desert)



ในโลกของเรามีสิ่งที่น่าอัศจรรย์มากมายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่สุดต่างๆ ในโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ แล้วทราบกันหรือไม่ว่า
สถานที่แห่งใดแห้งแล้งที่สุดในโลก ซึ่งสถานที่แห่งนั้นคือ "ทวีปแอนตาร์กติกา" ที่บริเวณขั้วโลกใต้ ซึ่งพื้นที่บางส่วนของทวีป
แห่งนี้ไม่เคยมีฝนตกมาเป็นเวลา 2 ล้านปีแล้ว

ในทางเทคนิคแล้ว คำจำกัดความของทะเลทราย คือ สถานที่ที่ได้รับน้ำฝนในปริมาณไม่ถึง 10 นิ้วต่อปี

ทะเลทรายซาฮาร่าเป็นสถานที่ที่ได้รับปริมาณน้ำฝนไม่ถึง 1 นิ้ว ในแต่ละปี ซึ่งปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ยของทวีปแอนตาร์กติกา
ก็ไม่ต่างออกไปสักเท่าไหร่ แต่ก็มีพื้นที่ 2 เปอร์เซ็นต์ ของทวีปนี้ที่ปราศจากน้ำแข็ง และหิมะ รวมทั้งไม่มีฝนตกลงมาเลย
พื้นที่บริเวณนี้มีชื่อเรียกว่า "หุบเขาแห้ง" (Dry Valley)



สถานที่แห้งแล้งที่สุดในโลกอันดับรองลงมาคือ "ทะเลทรายอะตากาม่า" ในประเทศชิลี ซึ่งในบางพื้นที่ไม่มีฝนตกมานานกว่า
400 ปีแล้ว และปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ยตลอดทั้งปีก็น้อยกว่า 0.004 นิ้ว ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับทะเลทรายทั้งหมดแล้ว
มันจึงครองตำแหน่งทะเลทรายที่แห้งแล้งที่สุดในโลกไปโดยปริยาย เรียกได้ว่าแห้งแล้งกว่าทะเลทรายซาฮาร่ามากถึง 250 เท่า
เลยทีเดียว

นอกจากแอนตาร์กติกาจะเป็นสถานที่แห้งแล้งที่สุดในโลกแล้ว มันยังเป็นสถานที่ที่มีน้ำมากที่สุด และมีลมกระโชกรุนแรงที่สุด
ในโลกอีกด้วย โดยคุณจะพบน้ำจืด 70 เปอร์เซ็นต์ ของโลกได้ที่นี่ในรูปของน้ำแข็ง และความเร็วลมที่นี่ก็รุนแรงที่สุดเท่าที่เคย
มีการบันทึกกันมาเลยทีเดียว




ภูเขาที่สูงที่สุดโนโกลคือ เอสเวอเรสต์ (The world's highest mountain is Everest)



ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก ส่วนใหญ่เราต้องตอบว่า " ยอดเขาเอเวอเรสต์ " แต่ จริงๆแล้วไม่ใช่ ..!!!

ที่ถูกต้องคือ " ยอดเขามัวนาเคีย ( Mauna Kea) " ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของหมู่เกาะฮาวาย ถ้าวัดจากตีนเขา ซึ่งอยู่ที่ระดับพื้นดิน
ใต้ทะเลจะสูงถึง 10,200 เมตร ทั้งๆที่ยอดเขาเอเวอเรสต์สูงแค่ 8,848 เมตรนั่นเอง (ส่วนเอสเว์อืเรสต์วัดจากรัะด้บน้ำทะเล)   

ภูเขาไฟเมานาโลอา (Mauna Loa) เป็นภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในฮาวาย สหรัฐอเมริกา จัดเป็นภูเขาไฟมีพลัง
เกิดการระเบิดทุกๆ 3 ปีครึ่ง การระเบิดครั้งล่าสุดเมื่อ พ.ศ. 2527

img]https://www.cmxseed.com/cmx_files/server/php/files/1579858067-3564.jpeg[/img]

เมานาโลอาเป็นภาษาฮาวาย แปลว่า Long Mountain เป็นภูเขาไฟที่มีปริมาตรประมาณ 18,000 คิวบิกไมล์ (75,000 km³)
เมื่อประกอบกับภูเขาไฟอีกสี่ลูก คือ Kohala, Hualālai, Mauna Kea, Kīlauea รวมเป็นเกาะฮาวาย โดยภูเขาไฟเมานาโลอา
มีเนื้อที่ประมาณ 5,180 ตารางกิโลเมตร อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติฮาวาย

ยอดเขาเมานาโลอามีความสูงวัดจากระดับน้ำทะเล 13,680 ฟุต หรือ 4,170 เมตร เป็นอันดับสองของเกาะฮาวาย รองจากยอดเขา
เมานาเคอา ซึ่งสูงกว่าประมาณ 120 ฟุต (37 เมตร) แต่เมื่อวัดความสูงจากฐาน ส่วนที่จมอยู่ใต้ทะเลอีกประมาณ 5 กิโลเมตร
จะเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับที่สูงที่สุดในโลก คือจะสูงกว่า 9 กิโลมตร และสูงกว่ายอดเขาเอเวอเรสต์




โลกมีดวงจันทร์เป็นบริวารแค่ดวงเดียว (world has only one moon)



ตามความรู้ที่เราเคยเรียมมา โลกนั้นมีดวงจันทร์เป็นบริวารเพียงแค่ดวงเดียว แต่ที่จริงแล้วดวงจันทร์มีถึง 7 ดวง แต่มีอยู่ดวงเดียว
เท่านั้นที่เรามองเห็นด้วยตาเปล่าได้..???

 
ในการวิจัยของนักวิทยศาสตร์ให้นิยามของดวงจันทร์ คือดาวที่โคจรรอบดาวเคราะห์ ซึ่งดวงที่เราเห็นชื่อลูน่า และเป็นที่เราเรียกมันว่า
ดวงจันทร์นั้นเอง ในขณะที่จริงยังมีดาวดาว อีกหกดวงที่นักวิทยาศาตร์พบเห็นโดยใช้เครื่องมือ แต่เนื่องด้วยดวงเหล่านี้มีขาดเล็กมาก
หรือวงโคจรไกลโลกมาก เราจึงไม่สามารถมองเห็นมันได้ และชื่อของอีก 6 ดวง คือ

Cruithne , 2000 PH5 , 2000 WN10 , 2002 AA29  , 2003YN107 และ 2004 GU9





ผลไม้ที่ อดัม กับ เอวา กินไม่ใช่แอปเปิ้ล (Adam and Eve's Fruit)
 


หลายคนมักคิดว่าอดัมกับเอวา(อีฟ) มนุษย์คู่แรก ที่พระเจ้าสร้างขึ้นได้กินแอปเปิ้ลต้องห้ามเข้า จนถูกขับไล่จากอีเดนดังในหนังสือ
ปฐมกาลนั้นเป็นความคิดที่ผิด เพราะผลไม้ดังกล่าวไม่ได้พูดถึงแอปเปิ้ล หรือลูกมะเดื่อหลายคนเข้าใจ ในเนื้อหาได้กล่าวเฉพาะว่า


“ต้นไม้แห่งความดีและความชั่ว(the tree of Knowledge of Good and Evil)”

สาเหตุที่มาของความเข้าใจผิดนี้มาจากภาษาอังกฤษคำว่าแอปเปิ้ลนั้นถูกนำมาใช้อ้างถึงผลไม้และถั่ว(ยกเว้นเบอร์รี่)กว่าศตวรรษ
และคำนี้ได้ติดอยู่ในการอ้างอิงผลไม้ปฐมกาล และยังเป็นสำนวนคำว่า Adam's apple ที่กล่าวถึงลูกกระเดือกคนด้วย


 

อวัยวะเพศชายสามารถเพิ่มขนาดได้ (x Enlarging)
 


หลายคน(โดยเฉพาะผู้ชาย)มักเชื่อว่าเราสามารถขยายกระเจี๊ยวของคุณให้มีขนาดใหญ่ หรือเส้นรอบวงกว้างได้โดยใช้อุปกรณ์พิเศษ
หรือ ยา ซึ่งความจริงแล้วมันไม่ใช่เลย และแหล่งที่มาเหล่านี้ มาจากอีเมลขยะนับล้านที่ส่งจากทั่วโลกทุกวัน มีทั้งปั๊มสุญญากาศ,
ยาเม็ด, เครื่องยืดขนาด


แต่ในความเป็นจริงแล้ว อุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้มีผลต่อกระเจี๊ยวของคุณเลยแม้แต่น้อย !!!

วิธีเดียวที่จะขยายขนาดกระเจี๊ยวคุณได้ก็คือการผ่าตัด แต่วิธีนี้เสียค่าใช้จ่ายแพงและมันน่ากลัวมาก หากคุณคิดจะทำ
 


กินอาหารตอนกลางคืนทำให้อ้วน (Midnight Snacks)
 


หลายๆคนเชื่อว่าการกินอาหารตอนกลางคืนทำให้อ้วน ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่เลยเพราะร่างกายขอคุณไม่ได้รับรู้หรือปฏิกิริยาใดทั้งสิ้น
ว่าคุณจะกินอาหารในเวลาใด หากแต่ปัจจัยที่ทำให้เราอ้วนก็คือ "การกินอาหารที่มีแคลอรี" ไม่ว่าจะเป็นเวลาไหนก็ตามที่กินอาหาร
หากแคลอรีมาก ก็ทำให้น้ำหนักเพิ่มได้ และผลจากการวิจัยพบว่าอาหารว่างตอนกลางคืน มันก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับของว่างใน
ช่วงเช้าหรือบ่าย





เราใช้สมองแค่ 10เปอร์เซ็นตืในการทำงาน (10% of brain myth)
 


ทุกวันนี้เรายังเชื่อว่าเราใช้สมองในการทำงานเพียงแค่ 10% ความจริงแล้วเป็นความเข้าใจผิดเพราะจากการวิจัยการสแกนสมอง
ยังแสดงให้เห็นว่าไม่มีส่วนใดของสมองที่ทำงานตลอดเวลาไม่ว่าเราจะทำอะไร สมองแยกออกเป็นส่วนๆ ทำหน้าที่ต่างๆ กัน
เราพูด สมองส่วนหนึ่งก็เคลื่อนไหว เราเดินก็อีกส่วนหนึ่ง หลับฝันก็อีกส่วนหนึ่ง บางส่วนอาจทำหน้าที่หลายอย่าง แต่ไม่มีส่วนใดเลย
ที่ไม่ทำงานเลย ยกเว้นมีการบาดเจ็บเกิดขึ้นในสมอง


แต่ว่าในความเป็นจริงแล้ว ตัวเลขเพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ ออกจะฟังดูห่างไกลเกินความจริงและน่าหัวเราะ นักประสาทวิทยา
Barry Gordon จาก Johns Hopkins School of Medicine ใน Baltimore ประเทศสหรัฐอเมริกา ถึงแม้ว่ามันไม่มี
หลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับที่มาของคำกล่าวนี้ แต่ว่าตัวเลข 10 เปอร์เซ็นต์นี้พอจะเชื่อมโยงได้กับ เนื้อหาส่วนหนึ่งในเรื่อง
The Energies of Men ที่กล่าวถึงว่า

"มนุษย์เรากำลังใช้เพียงส่วนน้อยของความสามารถของร่างกายและจิตใจ"

ซึ่งแต่งโดย William James นักจิตวิทยาและนักประพันธ์ชาวอเมริกาในปี 1980 หนังสือนี้ยังกล่าวเกี่ยวข้องกับความสามารถของ
ซ้ำหนังสือนี้ยังกล่าวเกี่ยวข้องกับความสามารถของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ อีกด้วย

นั้นส่งผลทำให้หลายคนที่มีความอ่อนด้อย และเชื่อว่าที่เขาไม่ฉลาดโน้นอย่างงี้เพราะสมองของเขาไม่ได้ทำงานเต็มที่นั่นเอง
และบางคนก็เชื่อว่าถ้าหากเขาใช้สมองเต็มที่จะสามารถเป็นมนุษย์พลังจิตได้ อย่างไรก็ตามสิ่งที่ถูกต้องคือ ชั่วเวลาสั้นๆในชีวิต
ของคนเราเช่น ขณะที่เราคิด หรือพักผ่อนนั้น เราใช้สมองเพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์

“จริงแล้วปรากฏว่าเราใช้สมองในทุกๆส่วน และสมองส่วนใหญ่นั้นทำงานอยู่เกือบตลอดเวลา” Gordon กล่าวเพิ่มเติม
"ในอีกแง่มุมหนึ่ง: สมองหนักประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักร่างกาย ใช้พลังงาน 20 เปอร์เซ็นต์ของพลังงาน
ทั้งหมดของร่างกายเรา"


ปริศนาอีกอย่างหนึ่งที่ยังมืดมนคือ บริเวณรอยย่นของสมองซึ่งครอบคลุมบริเวณส่วนใหญ่ของสมอง เพียง 10 เปอร์เซ็นต์เ
ท่านั้นที่เป็นเซลล์ประสาท และ 90 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือเป็น glial cells ซึ่งคอยทำหน้าที่สนับสนุนการทำงานของเซลล์
ประสาทอีกทีหนึ่ง แตว่าหน้าที่การทำงานของมันยังไม่ค่อยเข้าใจนัก

ที่จริงแล้ว "มันไม่ใช่ว่า เราใช้สมองเพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าเราเข้าใจมันเพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น"


 
ไอน์สไตน์สอบตกในวิชาคณิตศาสตร์ (Einstein failed math at school)


 
ในปี 1935 มีบทความหนึ่งในนิตยสารริปลีย์ เชื่อหรือไม่ (Ripley's Believe It or Not!) ได้มีหัวข้อกล่าวว่า
“นักคณิตศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกอย่างอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ล้มเหลว(ตก)ในวิชาคณิตศาสตร์ในโรงเรียน”

และบทความนี้ทำให้หลายคนมีความเชื่อว่าไอน์สไตน์นั้นไม่เก่งคณิตศาสตร์ตอนเป็นเด็ก ก่อนที่จะมาเป็นอัจฉริยะ
เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งความแล้วมันไม่ใช่เลย

จริงอยู่ว่าประวัติของของนั้นตอนเป็นเด็กเป็นผู้ที่เรียนรู้ได้ช้า สาเหตุอาจเกิดจากการที่เขามีความพิการทางการอ่าน
หรือเขียน (dyslexia)  แต่กระนั้นเขาก็ยังเก่งคณิตศาสตร์ตั้งแต่เด็ก โดยบทสัมภาษณ์ในนิตยสารฉบับหนึ่ง
ไอน์สไตน์เคยหัวเราะและบอกว่า

“ผมไม่เคยตกคณิตศาสตร์ สมัยตอนผมอายุสิบห้าผมก็เข้าใจความแตกต่างและแคลคูลัสได้แล้ว”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 มกราคม 2020, 16:29:53 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่