ผู้เขียน หัวข้อ: แรงบันดาลใจสุดสยอง ที่ถูกนำไปต่อยอดเป็นภาพยนตร์  (อ่าน 43 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 19097
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed

แรงบันดาลใจสุดสยอง ที่ถูกนำไปต่อยอดเป็นภาพยนตร์

หลายคนชอบภาพยนตร์แนวสยองขวัญซึ่งภาพยนตร์ดังกล่าวมุ่งเน้นการให้ผู้ดูเกิดอารมณ์ความหวาดกลัว ความรู้สึกรังเกียจ
ในการนำเสนอภาพยนตร์ และคุณรู้หรือไม่ว่าภาพยนตร์หลายเรื่องมีพื้นฐานจากเหตุการณ์จริงหรือตำนานที่น่ากลัวของโลก
ที่ผู้สร้างนำบางส่วนของเรื่องเหล่านี้มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์ และนี้คือ  10 เรื่องดลใจน่ากลัวที่ถูกนำมา
สร้างเป็นภาพยนตร์

 
The Hills Have Eyes ได้รับแรงบันดาลใจจาก Sawney Bean



ซอวน์ บีน เป็นหัวหน้าครอบครัวมนุษย์กินคนของสกอตแลนด์ในช่วงศตวรรษที่ 15 หรือ 16 ที่มีคนในครอบครัว 48 ชีวิต
ที่เขาและครอบครัวอาศัยอยู่ในถ้ำลับแห่งหนึ่งในชายฝั่งทะเลในกัลป์โลเวอร์ และพวกเขาทำการดักฆ่านักเดินทางผ่านมา
ละแวกบ้านของเขา มีการประเมินว่ามีเหยื่อที่ถูกครอบครัวนี้ฆ่าไปมากกว่าหนึ่งพันคน


เรื่องราวของซอว์นี่ บีน ปรากฏอยู่ในบันทึกนิวเกตส์ ซึ่งเป็นหนังสือบันทึกของนักโทษที่ถูกจำคุกในนิวเกตส์ โดยบันทึกว่า
ครอบครัวดังกล่าวทุกคนมีพฤติกรรมชอบกินเนื้อคน เวลาฆ่าเหยื่อพวกเขาจะลากศพมาเพื่อนำไปชำแหละในถ้ำและเอามา
รมควันหรือทาเกลือ เพื่อนำไปทำเป็นอาหารกินกันทั้งครอบครัว พวกเขาทำแบบนี้มานานหลายปี จนกระทั่งวันหนึ่ง
ก็พลาดท่าปล่อยให้เหยื่อหนีรอดไปได้ และมีเหยื่อนีไปบอกทางการ พระเจ้าเจมส์ที่ 6 ก็นำทหารกว่า 400 คนมาตามล่า
จนสามารถตามจับสมาชิกครอบครัวทั้งหมดได้ ต่อมาพวกเขาก็ถูกประหารชีวิตทั้งครอบครัวทันทีโดยไม่มีการไต่สวน
โดยผู้ชายถูกหั่นทั้งเป็นและผู้หญิงถูกเผา แม้ตำนานดังกล่าวน่าสยดสยอง แต่นักประวัติศาสตร์บางคนกลับมองว่าเรื่อง
เหล่านี้เป็นเพียงแค่เรื่องเล่าไม่ใช่เรื่องจริงแต่อย่างใด



ตำนานซอว์นี่ บีนยังกลายเป็นแรงบันดาลใจภาพยนตร์สยองขวัญหลายเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับครอบครัวมนุษย์กินคน
ในปี 1977 มีภาพยนตร์สยองขวัญคลาสสิกเรื่อง “The Hills Have Eyes” หรือชื่อไทย “โชคดีที่ตายก่อน” กำกับโดย
เวส คราเว่น (Wes Craven) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับมนุษย์กลายพันธุ์กินคนในถ้ำกลางทะเลทรายในประเทศอเมริกา
ที่ดักล่าคนที่ขับรถไปตามท้องถนน ด้วยเนื้อหาดิบเถื่อน ระทึกขวัญ เขย่าขวัญ และการเอาตัวรอด ส่งผลทำให้ภาพยนตร์
เรื่องนี้โด่งดังในเวลาต่อมา จนถูกนำมาสร้างใหม่ในปี 2006 ในชื่อเดียวกัน



 
The Blob ได้รับแรงบันดาลใจจาก Star Jelly
   


เมือกต่างดาว เป็นสารลึกลับที่มีลักษณะเหมือนวุ้นตามตำนานเชื่อว่ามันติดมากับฝนดาวตก โดยสารดังกล่าวมีลักษณะ
คล้ายเจลาตินสีเทา หรือ สีขาวโปร่งแสง ระเหยตัวช้า ตามรายงานพบว่ามีการพบมายาวนานหลายศตวรรษ ยกตัวอย่าง
ในปี 1950 ในฟิลาเดลเฟีย, เพนซิลวาเนีย สหรัฐอเมริกา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พบเยลลี่รูปโดมเส้นผ่าศูนย์กลางหกฟุต
เมื่อพวกเขาพยายามนำมันกลับก็ปรากฏว่ามันละลาย ไม่มีกลิ่น หลังจากนั้นก็มีรายงานการพบสสารนี้ทั่วโลกมีการ
ตรวจสอบก็พบว่าไม่มีดีเอ็นเออะไรในเยลลี่ทั้งสิ้น (บางอันก็มีดีเอ็นเอและเชื้อโรค) มีคำอธิบายเกี่ยวกับที่มาของสารนี้
มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเชื้อราชนิดหนึ่ง ของเหลวของกบหรือคางคกหรือหนอน ราเมือก และการตกค้างของไซยาโน
แบคทีเรีย




เรื่องของเมือกต่างดาว ถูกนำไปสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวมากมาย เช่น The Blob หรือชื่อไทย “เหนอะเคี้ยวโลก”
เป็นภาพยนตร์สยองขวัญไซไฟเกรดบีที่มีเนื้อหาคลาสสิกในปี 1950 มีเนื้อหาเกี่ยวกับสสารลึกลับตกจากฟ้าตอนแรกมันมี
ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางแค่ 6 ฟุตเท่านั้น หากแต่เมื่อมันทำการกลืนกินสิ่งมีชีวิตทุกอย่างที่มันเข้าใกล้และเมื่อโตขึ้นเรื่อยๆ
ก็เริ่มกินเมือง เนื้อหาสยดสยองแหวะๆ น่ากลัว แม้เป็นภาพยนตร์เกรดบีแต่กระนั้นมันกลับทำรายได้กว่า 4,000,000 ดอลลาร์
ทั้งที่ทุนสร้างแค่ 110,000 ดอลลาร์เท่านั้น  และภาพยนตร์ดังกล่าวก็มีการรีเมคใหม่ และกลายเป็นแรงบันดาลใจแก่ภาพยนตร์
ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกันในเวลาต่อมา



 
Natural Born Killers ได้แรงบันดาลใจจาก Charles Starkweather and Caril Ann Fugate


   
ชาร์ลส์ สตาร์คเวเธอร์และคาริล ฟูเกตเป็นคู่รักฆาตกรที่มีชีวิตอยู่ในเมืองลิงคอล์น รัฐเนแบรสกา ประเทศสหรัฐอเมริกา
ในช่วงปี 1950 ตอนนั้นชาร์ลส์อายุ 18 ส่วนคารินอายุ 13 ปีเป็นเด็กปัญหาที่สร้างความปวดหัวต่อคนรอบข้าง
อีกทั้งยังเป็นฆาตกรต่อเนื่องฆ่าคนหลายรายโดยไม่มีเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น ครั้งแรกฆ่าเด็กปั๊มในขณะจับตัวเป็นตัวประกัน
จากวันที่ 21 มกราคม 1958 ก่อคดีฆ่าพ่อเลี้ยง แม่เลี้ยงและน้องสาวอายุ 2 ปี จนตายด้วยปืนไรเฟิล


แม้ไม่มีหลักฐานว่าคารินมีส่วนร่วมแต่กระนั้นทั้งคู่ก็อาศัยอยู่บ้านที่เหยื่อทั้งสามถูกฆ่าอยู่หลายสัปดาห์โดยไม่มีการฝังหรือ
ซ่อนศพใดๆ ทั้งสิ้น หลังจากนั้นหลายสัปดาห์ทั้งคู่ก็ออกจากบ้านและสนุกสนานในการฆ่าคนตามรายทางที่ทั้งคู่หลบหนีภัย
เพียงแค่สองเดือนมีเหยื่อสิบเอ็ดคนต้องจบชีวิตของคนคู่ดังกล่าว

เมื่อทำการจับกุม ชาร์ลส์ได้อ้างว่าเหยื่อที่พวกเขาฆ่าขัดขืนและพยายามฆ่าเขา แต่คารินบอกว่าชาร์ลส์ฆ่าเหยื่อลงไป
เพราะมันเป็นความสนุก ชาร์ลส์ สตาร์คเวเธอร์ ถูกประหารชีวิตในวันที่ 25 มิถุนายน 1959 เขาไม่มีคำพูดสุดท้าย
นอกจากคำขอที่ว่าขอให้เพชฌฆาตและผู้คุมสัญญาว่าเก้าอี้ไฟฟ้านั้นจะไม่ทำให้เขาเจ็บปวดมากนัก และช่วยให้เขา
ตายทันที แต่เอาเข้าจริงมันกับทำให้เพชฌฆาตต้องสับสวิตช์ถึง 3 ครั้ง เพราะชาร์ลส์ไม่ยอมขาดใจตายสักที
ทั้งที่กระแสไฟฟ้าแรงสูงได้แล่นผ่านตัวเขาจนลูกตาทะลักออกจากเบ้า


ส่วนทางด้านของคาริน คณะลูกขุนไม่เชื่อเธอแม้แต่น้อยว่าเธอเป็นตัวประกันของชาร์ลส์ เพราะมีหลักฐานชัดว่าเธอ
มีส่วนรับผิดชอบทุกคดีที่ชาร์ลส์ก่อ และถูกตัดสินให้ประหาร แต่ตอนนั้นเธออายุเพียง 14 ปี จึงเป็นไปไม่ได้ว่าศาล
แห่งรัฐจะส่งเธอไปนั่งเก้าอี้ไฟฟ้าโทษของคารินคือจำคุกตลอดชีวิต แต่กระนั้นคารินก็ถูกปล่อยตัวเมื่อปี 1976 
ถูกปล่อยตัวโดยติดทัณฑ์บนและเกิดใหม่ในชื่อ คริสเตียน



เรื่องราวของชาร์ลส์ สตาร์คเวเธอร์และคาริล ฟูเกต กลายเป็นแรงบันดาลใจแก่ภาพยนตร์เรื่อง Natural Born Killers
(1994)
ชื่อไทยคือ “เธอกับฉันคู่โหดพันธุ์อำมหิต” โดยเปลี่ยนชื่อชาร์ลส์ สตาร์คเวเธอร์และคาริล ฟูเกต มาเป็น
มิคกี้ น็อกซ์และ มัลลอรี่ย์ น็อกซ์ ร่วมมือกันฆ่าพ่อแม่ของฝ่ายหญิงก่อนจะออกเดินทางฆ่าคนเรี่ยร่ายรายทางอย่าง
เมามันนานกว่า 3 สัปดาห์ และ ด้วยการนำเสนอข่าวสารอย่างต่อเนื่องของสื่อมวลชน อาชญากรทั้งสองได้กลายมา
เป็นดาราดังระดับประเทศ ในเวลาต่อมา ภาพยนตร์ดังกล่าวมีเนื้อหารุนแรงและมีข้อถกเถียงมากในเวลานั้น



 
Child's Play ได้แรงบันดาลใจจาก Robert the Doll
   


เมืองคีย์เวสต์ ฟลอริด้า เป็นชุมชนเมืองเล็กๆ ริมชายหาดที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ยาวนาน และมีตำนานเรื่องผีมากมาย
เนื่องจากเมืองแห่งนี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นสมรภูมิสงครามกลางเมือง เกาะโตรสลัดและอาชญากรอื่นๆ สถานที่เก็บศพอื่นๆ
จึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่สถานที่แห่งนี้จะมีผีสิง และมีนักท่องเที่ยวมาในเมืองแห่งนี้เพื่อพิสูจน์เรื่องดังกล่าว


โดยหนึ่งจำนวนนี้สถานที่ที่น่ากลัวขึ้นชื่อในเมืองแห่งนี้ก็คือ ที่ Fort East Martello Museum & Gardens ซึ่งเป็น
พิพิธภัณฑ์ที่เก็บผลงานของศิลปินในท้องถิ่น และ ณ ที่นั้นเองยังมีตุ๊กตาเก่าๆ ตัวหนึ่งชื่อตุ๊กตา “โรเบิร์ต” ที่มีอายุกว่า
105 ปี โดยประวัติของมันเล่ากันว่าครั้งหนึ่งเป็นมันเป็นของขวัญของลูกของ โรเบิร์ต ยูจีน ออตโต จิตรกรเมื่อปี 1904
โดยเชื่อว่าตุ๊กตาดังกล่าวต้องมนต์ดำวูดูของคนใช้ชาวจาเมกาที่ไม่พอใจคนในตระกูลดังกล่าว เลยใช้การสาปแช่งตุ๊กตา
ผมคน (ความจริงแล้วตุ๊กตาดังกล่าวไม่ได้ทำจากผมมนุษย์ แต่ใช้วัสดุสังเคราะห์คล้ายเส้นด้ายขนสัตว์ต่างหาก)

โดยคนในครอบครัวโรเบิร์ตได้อ้างว่าระหว่างตุ๊กตาอยู่กับครอบครัว เขาได้ยินตุ๊กตาดังกล่าวพูดได้ (พูดเหมือนเด็กผู้ชาย
พูดจาโต้ตอบ) เดินได้โดยสามารถเคลื่อนไหวจากหน้าต่างบานหนึ่งไปยังหน้าต่างอีกบานหนึ่งได้เอง ชอบทำของเล่นและ
ของใช้ในบ้านเสียหายอยู่เสมอ  นอกจากนั้นมันยังมีความคิดจะฆ่าพวกเขาด้วย จนในที่สุดตุ๊กตาดังกล่าวเลยถูกเก็บไว้
บนห้องหลังคา หลังจากที่ยูจีนเสียชีวิตในปี 1974 ครอบครัวใหม่ก็มาซื้อบ้านหลังดังกล่าว และครอบครัวใหม่ดังกล่าว
ก็ได้ยินเสียงตุ๊กตากรีดร้อง เดินเข้ามาพยายามฆ่าลูกสาวของพวกเขา 




เรื่องราวของตุ๊กตาโรเบิร์ตถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Child's Play ในปี 1988 หรือชื่อไทยว่าแค้นฝังหุ่น
ซึ่งเป็นภาพยนตร์แนวสยองขวัญไล่ฆ่าที่หลายคนรู้จักกันดี โดยเรื่องของครอบครัวหนึ่งชื่อตุ๊กตาตัวหนึ่งชื่อ “ชัคกี้”
ตุ๊กตาที่มีชีวิตที่นิสัยโรคจิตชอบฆ่าคน โดยอดีตเป็นฆาตกรโรคจิตที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงในร้านของเล่น แต่ก่อน
ตายพี่แกก็ร่ายคาถามนต์ดำเอาวิญญาณของเขาใส่ในตุ๊กตา และเมื่อมีครอบครัวหนึ่งซื้อเจ้าตุ๊กตานี้ไปเล่น  และมัน
ก็เริ่มฆ่าคน ทำร้ายคนในครอบครัวดังกล่าว ภาพยนตร์ได้รับการตอบรับเป็นอย่างสูงจากผู้ดู เนื่องจากมีความสยอง
ผสมตลกร้ายๆ ไม่เหมือนใคร เพราะเจ้าชัคกี้ฆ๋าคนแบบมีวางแผน ไม่ใช่บ้าพลังฆ่าแหลกแต่อย่างใด และภาพยนตร์
ก็ถูกสร้างถึง 5 ภาค



 
Jaws ได้แรงบันดาลใจจาก Jersey Shore Shark Attacks of 1916
   


นวนิยายเรื่อง “Jaws (1974)” ของปีเตอร์ เบนช์ลีย์ ได้รับแรงบันดาลจากจากเหตุการณ์ “Jersey Shore shark
attacks of 1916 ”
หรือ “เดอะ นิวเจอร์ซีย์ ชอร์”เป็นเหตุการณ์ฉลามขาวยักษ์ (ไม่รู้ว่ามาตัวเดียวหรือมีมากกว่าหนึ่งตัว)
ทำร้ายคนอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง นอกชายฝั่งของมลรัฐนิวเจอร์ซีย์ในสหรัฐอเมริการะหว่างช่วงฤดูร้อนของ วันที่ 1 กรกฎาคม
ถึง 12 กรกฎาคม ปี 1916 เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตไป 4 รายและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง (พูดง่ายๆ คือไม่ทราบจำนวน
ที่แท้จริง)


สมัยก่อนนั้นนักวิทยาศาสตร์ไม่เชื่อว่าฉลามนั้นเป็นสัตว์ทำร้ายคน แต่เหตุการณ์ที่ทำให้พวกเขาต้องคิดเสียใหม่ (แม้จะเป็น
กรณีที่หายากมาก) โดยทุกอย่างเริ่มขึ้นที่แนวชายฝั่งนิวเจอร์ซีย์เหยื่อรายแรก คือหนุ่มชาร์ลส์ แวนแซงท์ถูกฉลามทำร้าย
ในน้ำตื้นมากในขณะว่ายน้ำกับสุนัข คนหลายคนเห็นฉลามทำร้ายต่างพยายามช่วยเหลือชายหนุ่มคนนั้น แต่ว่าฉลามกัด
แน่นมากมันกัดจนขาของเขาฉีกขาดจนเขาขาดใจตายก่อนส่งถึงโรงพยาบาล

ห้าวันต่อมาก็มีเหยื่ออีกคน คือชาร์ลส์ ถูกฉลามทำร้ายในขณะว่ายน้ำห่างจากชายฝั่ง ตอนแรกหลายคนคิดว่าเขากำลังพายเรือ
แคนูสีแดง หากแต่ความจริงคือ ฉลามยักษ์ที่เต็มไปด้วยเลือดที่มาจากขาที่ฉีกขาดของเขาต่างหาก ซึ่งกว่าจะช่วยเขาก็
ไม่ทันการเสียแล้ว เพราะว่าเขาขาดใจตายก่อนที่จะขึ้นชายหาดเสียอีก


หลังจากนั้นก็มีคนตายและคนบาดเจ็บเพราะถูกฉลามกัดหลายราย แม้ว่าจะมีพยานหลายคนบอกว่าฉลามโจมตีมนุษย์
แต่ว่านักวิทยาศาสตร์ก็แจ้งเตือนประชาชนว่า ตัวการร้ายในเหตุการณ์ครั้งนี้น่าจะเป็น วาฬเพชฌฆาตหรือเต่าทะเล!!

เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลทำให้ชุมชนริมทะเลและรีสอร์ทรายล้อมชายหาดที่เกิดเหตุต้องเพิ่มการป้องกันอย่างเข้มงวดถึงขั้นเอา
ตาข่ายล้อมรอบชายหาดเลยทีเดีย จนกระทั้ง 14 กรกฎาคม ชายคนหนึ่งชื่อไมเคิล ได้จับฉลามขาวที่ยาวกว่า 2.3 เมตร
หนัก 147 กิโล ได้ในอ่าวราริแทน ซึ่งฉลามตัวนี้พยายามทำร้ายเขาโดยการทำให้เรือจม แต่เขาก็ได้ฆ่ามันด้วยไม้พายที่หัก
เมื่อเขาเปิดกระเพาะของมันออกก็มีชิ้นส่วนศพของหญิงสาวติดมาด้วย และหลังการจับฉลามนี้ได้ ก็ไม่มีเหตุการณ์ฉลาม
โจมตีในชายฝั่งนิวเจอร์ซีย์อีกเลย



และแล้วนวนิยายเรื่อง “Jaws (1974)” ของปีเตอร์ เบนช์ลีย์ก็ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์แนวสัตว์ทำร้ายคนคลาสสิกเรื่อง
“Jaws (1975)” หรือ “จอว์ส”ที่กำกับโดยสตีเว่น สปิลเบิร์ด ซึ่งเป็นผลงานแรกๆ ของการกำกับของเขา ซึ่งพล็อต
เรื่องราวก็เป็นต้นแบบของภาพยนตร์แนวสัตว์ทำร้ายคนจนถึงปัจจุบันด้วย คือเป็นเรื่องของฉลามกินคนที่โผล่ในหาดอมิตี้
และกินคนหลายคน แต่ไม่มีใครเชื่อว่าเป็นฉลาม เพราะปกติฉลามไม่อาละวาดแถบนั้น จนกระทั้งหาดกำลังจะจัดงาน
เทศกาลประจำปี ทำให้ผู้เกี่ยวข้องหาทางกำจัดฉลามดังกล่าวก่อนที่จะมีคนตายมากขึ้น และภาพยนตร์ดังกล่าวได้รับความ
สำเร็จอย่างสูง จนเป็นที่ยอมรับว่าเป็นภาพยนตร์ที่ดีที่สุดจนถึงปัจจุบัน จนถูกสร้างตามมา 3 ภาค (แต่สตีเว่น สปิลเบิร์ด
ไม่ได้กำกับ)

 



A Nightmare on Elm Street ได้รับแรงบันดาลใจจาก Sudden Unexpected Death Syndrome
 


Sudden Unexpected Death Syndrome หรือ โรคไหลตาย[/color ]เป็นความตายที่เกิดแก่บุคคล ไม่ว่าวัยรุ่น หรือผู้ใหญ่
อย่างปัจจุบันทันด่วนขณะนอนหลับ และไม่อาจอธิบายสาเหตุแห่งความตายนั้นได้ คือก่อนเข้านอนปกติ พอเช้ากลับพบว่า
เสียชีวิตโดยไม่ลืมตาตื่นดูโลกอีกเลย โรคนี้เป็นที่ฮือฮามาก ในอเมริการู้จักโรคนี้เมื่อทศวรรษที่ 1970 ในกลุ่มอพยพ
ชาวกัมพูชา(ม้ง) ที่ลี้ภัยมายังประเทศสหรัฐเป็นจำนวนมาก และหนังสือพิมพ์ยุคนั้นได้ตีข่าวว่ากลุ่มชาวอพยพกัมพูชา
ปฏิเสธในการนอนหลับเพราะไม่อยากเจอฝันร้ายที่เกิดจากประสบการณ์เขมรแดงเรืองอำนาจหลอกหลอน


ไม่เพียงเท่านั้นหลายคนที่นอนหลับได้เสียชีวิตระหว่างนิทรา ซึ่งในขณะนั้นเจ้าหน้าที่การแพทย์ไม่เคยเจออาการชนิดนี้มาก่อน
โดยสาเหตุของอาการนิดนี้ไม่แน่ชัดว่าเกิดมาจากสาเหตุใดกันแน่ ทั้งๆ คนที่เกิดอาการยังเป็นคนหนุ่ม(อายุระหว่าง 19-57 ปี)
ร่างกายแข็งแรง ไม่มีอาการเจ็บป่วยใดๆ มาก่อน และส่วนมากเป็นชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   



โรคไหลตายกลายเป็นแรงบันดาลใจแก่ภาพยนตร์เรื่อง “A Nightmare on Elm Street(1984)” หรือ ฝันร้ายถนนเอลม์
เป็นผลงานของ เวส คราเวน(Wes Craven) โดยแรงบันดาลใจของเขานั้นคือเขาไปเจอบทความหนึ่งเกี่ยวกับโรค “โรคไหลตาย”
เข้า โดยภาพยนตร์เป็นเรื่องราวของปีศาจนานนามว่าเฟรดดี้ที่มีความสามารถคือมันสามารถเข้าฝันของวัยรุ่นและมันจะหลอกหลอน
หรือฆ่าเจ้าของฝันจนตาย หากเจ้าของความฝันหนีมันไม่พ้นจะไม่มีโอกาสตื่นในโลกแห่งความจริงอีกเลย

โดยวิธีป้องกันมีทางเดียวเท่านั้นคือการถ่างตาไม่ให้นอนหลับเฟรดดี้มีประวัติไม่แน่นอนเพราะเปลี่ยนไปเรื่อย แต่สิ่งที่เหมือนกัน
คือเขาตายเพราะถูกเผาทั้งเป็น และเฟรดดี้ได้กลายเป็นตัวร้ายในภาพยนตร์ตลอดกาลในจิตใจของคนอเมริกันและคนทั่วโลก
ติดอันดับต้นๆ และภาพยนตร์ที่มีเฟรดดี้ปรากฏก็มีมากมายหลายภาค จนมันได้กลายเป็น “แฟรนไชส์” ที่ฮิตติดอันดับเรื่อยมา
เฟรดดี้ถูกนำมารีเมคใหม่ในปี 2010 และเปลี่ยนบุคลิกให้เฟรดดี้มืดหม่นและจริงจังน่ากลัวขึ้น




The Shining ได้แรงบันดาลใจจาก Stanley Hotel
   


โรงแรม เดอะ แสตนลีย์ เป็นโรงแรม 138 ห้อง ตั้งอยู่ใน ในพาร์ค เอสเตส รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา โรงแรมนี้สร้างขึ้นโดย
นาย เอฟ.โอ.แสตนลีย์และภรรยาของเขา ฟลอร่า  นายแสตนลีย์เป็นนักธุรกิจผู้มั่งคั่งชาวบอสตันที่ร่ำรวยอย่างมหาศาลจาก
ธุรกิจเครื่องจักรไอน้ำยี่ห้อสแตนลี่ย์  เขาได้ใช้ชีวิตปั่นปลายสุดท้ายในการสร้างโรงแรมด้วยเงินทั้งหมดของเขาที่สวนสวยร่มรื่น
แถบเอสเตส ปาร์ค ราวปี 1903   จนสร้างเสร็จปี 1909 แล้วก็กลายเป็นสถานที่ตากอากาศติดอันดับอย่างรวดเร็ว เนื่องด้วย
ความร่มรื่น บรรยากาศสดชื่นเขียวขจี อากาศก็บริสุทธิ์ ซ้ำยังใกล้อุทยานอีกต่างหาก ผู้คนเลยหลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศ


หากแต่หลังจากที่ นายแสตนลีย์และภรรยาถึงแก่กรรม โรงแรมก็ปรากฏเหตุการณ์น่ากลัวบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเสียงลึกลับ ก็มี
รายงานมาว่ามีการพบเห็นนาย แสตนลีย์และภรรยาเดินไปทั่วโรงแรม โดยมีคนเห็นผีแสตนลีย์เดินอยู่ที่ล็อบบี้ บาร์ และห้องเล่น
บิลเลียด ขณะที่เชื่อกันว่าวิญญาณของฟลอร่านั่งเล่นเปียโนอยู่ในห้องดนตรี เพราะแขกมักจะได้ยินเสียงบรรเลงเพลงมาจาก
ห้องนั้น และเมื่อพวกเขาเปิดประตูเข้าไปดู ก็เห็นเหมือนแป้นกดบนเปียโนกำลังกระเด้งขึ้นๆ ลงๆ เหมือนมีคนเล่น แต่ว่า
ไม่มีใครเลย และพอเข้าไปใกล้ๆ (ดูซิ ยังจะกล้าไปดูใกล้ๆ อีก) ดนตรีก็หยุดลงอย่างฉับพลันนอกจากนี้ยังเสียงเด็กที่เล่นกัน
ตรงกลางโถงทางเดิน จนแขกนอนไม่หลับทั้งคืน


วันที่ 30 ตุลาคม 1947 สตีเฟ่น คิงและภรรยาได้เข้าพักโรงแรมดังกล่าว เพื่อตรวจสอบห้อง 217 ที่ว่ากันว่าเป็นห้องผีสิง
เพื่อนำพล็อตไปแต่งนิยายผลงานอันดับ 3 ของเขา และหลังจากอาหารค่ำเขาก็ได้ฝันร้าย โดยฝันว่าลูกชายวันสามขวบของ
เขาก็วิ่งเข้ามาในห้อง หน้าตาตื่น กรีดร้องเพราะโดนอะไรบางอย่างไล่ล่าตามหลังมา เขาตกใจตื่นเหงื่อท่วมตัว และเดินมา
สูบบุหรี่และเขาก็เห็นเทือกเขาร็อกกี้ที่หน้าต่าง แล้วแล้วนิยายสยองขวัญเรื่อง “The Shining” หรือ “เดอะ ไชน์นิ่ง” 
ก็ถือกำเนิดในที่สุด



และแล้วในปี 1977 นิยาย The Shining ของสตีเฟ่น คิงก็ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน โดยภาพยนตร์เรื่องนี้
เล่าถึงถึงเรื่องราวของครอบครัวทอร์เรนซ์ ที่ประกอบไปด้วย แจ๊ค นักเขียนผู้เคยติดเหล้าและมีประวัติทำร้ายลูกตัวเอง, เวนดี้
ภรรยาที่อ่อนโยน และ แดนนี่ ลูกชายที่มีสัมผัสพิเศษถึงสิ่งเหนือธรรมชาติ ซึ่งตัวแจ๊คพยายามเป็นสามีที่ดี เขาได้งานทำเป็น
ยามเฝ้าโรงแรมโอเวอร์ลุคยามไร้ผู้คน และที่นั้นเขาก็ได้พบว่าโรงแรมที่เขาเป็นยามแห่งนี้เป็นโรงแรมผีดุ!!

         



Dracula ได้รับแรงบันดาลใจจาก Vlad III Dracula


   
วลาด ดราคูล่าที่ 3 (1431-1476) หลายคนรู้จักในนาม “วลาดจอมเสียบ” เขาเป็นเจ้าชายแห่งแคว้นวาลาเคีย
ซึ่งชื่อ ดราคูล่านั้นหมายถึง “บุตรมังกร” เมื่อเขาอายุ 13 ปีพ่อได้ส่งตัวเขาและน้องชายถูกส่งไปเป็นตัวประกัน
ภายใต้จักรวรรดิออตโตมานในฐานะประเทศราช


ต่อมาเมื่อพ่อถูกฆ่าตายเขาก็สืบทอดอำนาจต่อ ภายใต้จักรวรรดิออตโตมาน ว่ากันว่าวลาด เซเปช เป็นนักรบที่โหดเหี้ยม
ชอบวิธีการทรมานเชลยที่จับมาได้ด้วยวิธี เอาไม้แหลมมาเสียบตั้งแต่ทวารหนัก จนถึงปาก  เสียบประจาน ไว้ตามทุ่งหญ้ากว้าง
จนเชลยเสียชีวิตในที่สุด

ต่อมาวลาดก็ปฏิเสธที่จะจ่ายบรรณาการและสังหารภูตของจักรวรรดิออตโตมานด้วยการตอกประตูกับผ้าโพกหัวติดศีรษะ
และประกาศเอกราชวาลาเตียจากอิทธิพล แม้ว่าวลาดได้รบแบบกองโจรและประสบความสำเร็จหลายครั้ง แต่ภายหลัง
วลาดต้องแพ้เพราะมีขุนนางไส้ศึก ออตโตมานเข้าพิชิตวาลาเคีย และตั้ง น้องชายของวลาดขึ้นบัลลังค์แทน วลาดได้
หนีไปหาพันธมิตรของพระองค์คือฮังการี แต่กลับถูกจับและถูกปล่อยตัวในปี ค.ศ. 1474 และในปี ค.ศ. 1476
ราชอาณาจักรฮังการีได้ตัดสินใจที่จะสนับสนุนวลาดให้กลับไปยึดวาลาเคียอีกครั้ง วลาดสามารถยึดบัลลังค์ได้
และปกครองบัลลังค์วาลาเคียเป็นสมัยที่ 3 ซึ่งพระองค์ปกครองได้ไม่นาน ก็ได้ถูกสังหารลงในการรบกับออตโตมาน


วลาดกลายเป็นแรงบันดาลใจของ บราม สโตกเกอร์ ในการเขียนนวนิยายเรื่อง “Dracula” นิยายเรื่องที่ 5 ตีพิมพ์เมื่อปี
1857 โดยจุดเริ่มต้นนิยายดังกล่าวมาจากการกินปูผัดผงกระหรี่ของภรรยาแล้วตอนหลับเขาเกิดปวดท้องและฝันร้ายเข้า
จนเอาความน้ากลัวนี้มาถ่ายทอดเป็นนิยาย โดยเอาวลาดเป็นต้นแบบของแดร็กคูล่า ซึ่งเนื้อหาเป็นเรื่องเกี่ยวกับเค้าท์แดรกคูลา 
แวมไพร์ผู้เป็นอมตะ อาศัยอยู่ในปราสาทที่ทรานซิลเวเนีย เป็นชายชราแต่ร่างกายแข็งแรง มีผมและหนวดเคราสีขาวโพลน
ตาสีแดงมีแววโหดเหี้ยม ฟันเล็กแหลมคม ชอบสวมชุดยาวสีดำล้วน พูดภาษาอังกฤษชัดเจนแต่สำเนียงแปลก จะปรากฏตัว
เฉพาะในเวลากลางคืนเท่านั้น พยายามจะขยายอิทธิพลจากทรานซิลเวเนียไปทั่วยุโรป โดยเริ่มจากลอนดอน




ภายหลังที่บราม สโตกเกอร์ เสียชีวิตได้ไม่นาน นวนิยายเรื่องแดรกคูลา ก็ถูกนำไปแปลงเป็นบทภาพยนตร์สัญชาติเยอรมัน
เรื่อง Nosferatu: A Symphony of Horror ในปี ค.ศ. 1922 อย่างชนิดที่ลอกเลียนมาเกือบทั้งหมด โดยเปลี่ยนแค่
ชื่อตัวละครและสถานที่จากภาษาอังกฤษและเป็นภาษาเยอรมัน และจากประเทศอังกฤษและประเทศเยอรมนี เท่านั้นเอง
ซึ่งในเรื่องนี้ภรรยาม่ายของสโตกเกอร์ ก็ได้ฟ้องร้องเรื่องลิขสิทธิ์และได้รับชัยชนะในที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์
เรื่องนี้ก็ได้ชื่อว่า ได้ทำให้เค้าท์แดรกคูลา เป็นตัวละครที่ชาวโลกรู้จัก และรู้จักมากขึ้นตราบจนถึงปัจจุบัน




 
The Exorcist มีแรงบันดาลใจจาก การไล่ผีให้โรแลนด์ โด
   


ในปลายทศวรรษที่ 1940 มีบทความหนึ่งปรากฏในหนังสือพิมพ์ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นรายงานประหลาดของเด็กบ้า
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 1949 โดยรายงานว่าเด็กสาวอายุ 14 ปี จากแมรี่แลนด์คนหนึ่งมีอาการคล้ายกับปีศาจเข้าสิง
และมีอาการแปลกประหลาด จนบาทหลวงคาทอริกชื่อได้ทำพิธีกรรมโบราณขับไล่ และต่อมาบทความดังกล่าวได้ถูก
ดัดแปลงสร้างเป็นนวนิยายในชื่อ “The Exorcist” ของวิลเลียม พีเตอร์ แบล็ตตี ในปี 1971


ต่อมานวนิยายดังกล่าวก็ถูกนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์เรื่อง “The Exorcist” ในปี 1973  ซึ่งเป็นเรื่องของเด็กสาวคนหนึ่ง
ชื่อ เรแกน แม็คนีล ที่ถูกผีร้ายสิ่งสู่จนทำให้เธอมีพฤติกรรมประหลาดและมีพลังเหนือธรรมชาติ จนแม่เด็กเป็นห่วง เลยจัดการ
ให้หมอผีเอ็กซอซิสต์มาทำพิธีขับไล่ผี โดยหมอผีดังกล่าวประกอบด้วยคุณพ่อเมอร์รินและคุณพ่อเดเมี่ยน คาร์ริส และนี้คือ
จุดเริ่มต้นความสยองขวัญในเวลาต่อมา




ภาพยนตร์หมอผีเอ็กซอซิสต์ภภาคแรกก็ได้รับการจารึกว่าเป็นภาพยนตร์สยองขวัญที่ดีที่สุดสามารถกวาดรางวัลออสการ์ถึง
10 รางวัล และ รางวัลลูกโลกทองคำ 4 รางวัล จนเรียกว่าเป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในเวลานั้น จึงไม่
แปลกอะไรที่ทำให้มีภาคต่อในเวลาต่อมา(และคุณภาพลดลงตามลำดับ)

นอกเหนือจากนี้ภาพยนตร์ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้โลกรู้จักฮิสทีเรียซึ่งเป็นโรคจิตประสาท พร้อมกับข่าวลือแปลกๆ ตามมาเป็น
ต้นว่าเป็นภาพยนตร์ต้องคำสาป เคยมีคนดูภาพยนตร์ดังกล่าวแล้วเกิดไปฆ๋าคนและฆ่าตัวตายมาแล้วโดยพวกเขาให้การว่า
ได้ยินเสียงปีศาจสั่งให้พวกเขาทำดังกล่าว หรือแม้แต่กองถ่ายภาพยนตร์เองก็เจอเรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติบ่อยๆ จนมีคน
ในกองถ่ายตายระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้มาแล้ว



 
Psycho มีแรงบันดาลใจจาก Edward Theodore Gein



เอ็ดกีน ค.ศ. 1984-1906 เป็นชายที่อยู่ใน เพลนฟิลด์เป็นเมืองเล็กๆที่อยู่กลางรัฐวิสคอนซินในอเมริกา ภายนอกเหมือนคนสุภาพ
อ่อนโยนและสันโดษ แต่ชาวบ้านมองว่าเป็นคนผิดปกติและเป็นที่รังเกียจจนกระทั่งวันหนึ่ง ในปี1957 เบอร์นิซ วอร์เดน หญิงวัย
กลางคนร่างใหญ่ได้หายตัวไปนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามตามร่องรอยของเธอจนกระทั่งมาถึงบ้านของเอ็ด กีน และที่นั้นพวกเขา
ก็ตกตะลึงสุดขีดกับสภาพศพของนางเบอร์นิซ วอร์แดนที่อยู่ในสภาพโหดเหี้ยม ร่างไร้ศีรษะของเธอถูกแขวนห้อยหัวลงมาจากเพดาน
ศพถูกผ่าเป็นเส้นตรงตั้งแต่หว่างขาลงมาถึงอก เครื่องในถูกควักออกราวกับกวางที่ถูกชำแหละเรียบร้อยแล้ว


แต่นั้นดูเล็กน้อยไปเลย เมื่อเทียบกับสิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจค้นในบ้านสกปรกซอมซ่อเต็มไปด้วยจานซึ่งไม่ได้ล้าง ข้าวที่กินเหลือ
กระป๋องเปล่า ขวดเปล่า ขยะถูกทิ้งเกลื่อนไปทั้งบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้หลายตัวซึ่งพื้นรองนั่งทำจากหนังมนุษย์ หัวกะโหลดที่ถูก
เลื่อยออกมา 4 หัว สองหัวประดับไว้ที่เตียงของเอ็ด อีกสองถูกใช้เป็นถ้วยชาม มีถุงบรรจุจมูกมนุษย์ และอวัยวะเพศหญิงถนอม
รักษาไว้ด้วยเกลือ เครื่องในและไส้ของมนุษย์ที่เตรียมไว้ทำอาหาร หน้ากากกรอบผนังห้องนอนที่ถูกถลกออกมา หัวนมผู้หญิง
มาร้อยเป็นเข็มขัด วิกผมสีดำยาวมากจากศีรษะที่ถูกถลก และเครื่องแต่งกายที่ทำจาหนังของผู้หญิงที่ตายแล้ว

และที่ชวนน่าขนหัวลุกคือ เมื่อพระจันทร์เต็มดวงเอ็ดจะออกมาเต้นรำโดยใส่หน้ากากเป็นผู้หญิง ใส่วิกและเสื้อหนังมนุษย์เต็มยศ
ส่วนอวัยวะเพศหญิงไว้ในกางเกงใน และเมื่อสืบประวัตินางเบอร์นิซ วอร์เดนและเหยื่อรายก่อนหน้าก็พบว่าทั้งสองมีนิสัยและ
ลักษณะคล้ายกับแม่ของเอ็ด ซึ่งเขาได้รับอิทธิพลจากคำสอนของแม่ว่าผู้หญิงล้วนแต่เลวทราม กระหายเซ็กต์ และ
ชั่วช้า

แพทย์ซึ่งตรวจเอ็ดยืนยันว่าเขามีอาการป่วยทางจิตอย่างรุนแรงจนยากจะเยียวยา เขาจึงรอดจากการตัดสินของศาลในฐานะผู้ไม่มี
ความสามารถในการรู้ผิดชอบ เขาถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลโรคจิตของรัฐ เขาประพฤติตัวสงบเสงี่ยมจนแม้แต่แพทย์ก็ยังยกให้
เป็นผู้ป่วยตัวอย่าง จนกระทั่งเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง

https://www.youtube.com/watch?v=Wz719b9QUqY

เอ็ด กีน กลายมาเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงทันทีในสังคมอเมริกัน เป็นที่กล่าวขานถึงมากมายทั้งในแง่ของความน่ากลัว วิปริต และใน
แง่มุมของทางจิตวิทยา และได้เป็นแรงบันดาลใจให้แก่ โรเบิร์ต บล็อก นักเขียนชาวอเมริกัน นำบุคลิกของเขาไปสร้างเป็นตัว
ละครโรคจิตชื่อ นอร์แมน เบตส์ ในนวนิยายเรื่อง Psycho ซึ่งต่อมาได้ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ขาวดำในชื่อเรื่องเดียวกันเมื่อปี
ค.ศ. 1960 ที่กำกับโดย อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก ผู้กำกับชาวอังกฤษ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากและกลายมาเป็นต้นแบบของ
ภาพยนตร์สยองขวัญในแนวเดียวกัน




Moby Dick มีแรงบันดาลใจจาก Essex (Whaleship)
   
เอกเซ็กต์เป็นเรือล่าปลาวาฬสัญชาตอเมริกันจากแมสซาซูเซต ควบคุมโดยกัปตันจอร์จ พอลลาร์ด จูเนียร์ ก่อนที่จะถูกจมจากการ
โจมตีโดยปลาวาฬสเปิร์มในภาคใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิกในปี 1820 ก่อนที่จะเดินทางครั้งสุดท้ายเรือได้ประกอบใหม่บันทึกไว้
อยู่ที่ 87 ฟุต(27 เมตร) หนักกว่า 238 ตัน ก่อนหน้านั้นเรือทำการล่าปลาวาฬในบริเวณนอกชายฝั่งตะวันตกของอเมริกาใต้
จนกระทัjงถึงวันเกิดโศกนาฏกรรมเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 1820 ลูกเรือได้เห็นปลาวาฬสเปิร์มขนาดใหญ่ยาวประมาณ 85 ฟุต
(26 เมตร) และมันก็เข้าโจมตีเรือด้วยการพุ่งเข้ามาชน จากนั้นไม่กี่นาทีเรือก็แตกและลูกเรือเกือบทั้งหมดจนน้ำตาย




ส่วนคนที่รอดมาได้อยู่ในเรือชูชีพและอาหารและน้ำจืดมีอยู่จำกัดและต้องลอยคว้างทะเลหลายวัน จนการค้นหาและช่วยเหลือ
มีเพียง 8 คนที่รอดชีวิตเท่านั้น และส่วนใหญ่รอดชีวิตมาได้เพราะการกินเนื้อพวกเดียวกันเองเพื่อเอาเอาตัวรอด และเหตุการณ์
ดังกล่าวกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เฮอร์มัน เมลวิลล์ เขียนนวนิยายชื่อ “โมบิดิก” ในปี 1851

นิยายโมบิดิก เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทางผจญภัยของกลาสีชื่อ อิชมาเอล ในเรือล่าวาฬ Pequod และกัปตันเรือชื่อ อาฮับ
ที่ขาข้างหนึ่งเป็นไม้ ต่อมาไม่นานอิชมาเอลก็ทราบว่า อาฮับกำลังออกติดตามหาวาฬตัวหนึ่งชื่อ โมบิดิก ซึ่งเป็นวาฬสีขาวขนาด
มหึมาที่ดุร้ายมาก ไม่ค่อยมีเรือล่าวาฬลำใดรู้จักโมบิดิก ยิ่งที่เคยได้เจอตัวมันยิ่งน้อยนัก เมื่ออาฮับเจอมันคราวก่อน วาฬยักษ์
ทำลายเรือของอาฮับและยังกัดขาเขาขาด อาฮับจึงคิดจะตามแก้แค้น




นิยายดังกล่าวได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในนวนิยายภาษาอังกฤษที่ยอดเยี่ยมที่สุด และทำให้เมลวิลล์เป็นหนึ่งในนักเขียนชาวอเมริกัน
ผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล และถูกสร้างเป็นภาพยนตร์หลายเรื่องล่าสุดถูกทำเป็นภาพยนตร์ในชื่อ IN THE HEART OF THE SEA
หัวใจเพชฌฆาตวาฬมหาสมุทร ในปี 2015
 

อ้างอิงจาก[/size]
http://www.toptenz.net/top-10-real-events-that-inspired-scary-movies.php
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 กุมภาพันธ์ 2020, 13:51:12 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่