10 เทพนักรบในร่างมนุษย์

ผู้เขียน หัวข้อ: 10 เทพนักรบในร่างมนุษย์  (อ่าน 280 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 19796
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed
10 เทพนักรบในร่างมนุษย์
« เมื่อ: 21 กุมภาพันธ์ 2020, 10:32:59 »

10 เทพนักรบในร่างมนุษย์
 
Badass ก็แปลว่า คนที่มีฝีมือร้ายกาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเชิงบู๊ โดยเฉพาะเซอร์ไวเวอร์ ซึ่งในประวัติศาสตร์นั้น
มีบุคคลเหล่านี้มากมาย พวกเขาเก่งเกินกว่ามนุษย์ ต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วน และนี้คือ10 เทพนักสู้ในร่างมนุษย์ นักฆ่า
ศิลปะป้องกันตัว และผู้บัญชาการทหาร


 
10. Robert Mayne


                   
โรเบิร์ต เมย์นี(1915-1955)เป็นนายทหารนักบินชาวไอริชเหนือ ที่เขาร่วมกองทัพอังกฤษในสงครามโลกครั้งที่ 2
ที่มีฝีมือเก่งกาจ ด้วยความเป็นผู้นำและสู้รบหลายสนาม สามารถทำลายเครื่องบินข้าศึกถึง 100 ลำ มีผลงานการรบ
ในอียิปต์และลิเบีย ว่ากันว่าเขาเป็นคนรักการดื่มเป็นชีวิตจิตใจเวลาที่เขาขึ้นเครื่องบินเขาจะดื่มก่อนทุกครั้ง


มีอยู่ครั้งหนึ่งเครื่องบินของเขาลำเดียวต้องเผชิญหน้าเครื่องบินของฝ่ายศัตรูยกฝูงแต่กระนั้นเขาสามารถส่อยเครื่องบิน
ของศัตรูหลายลำตกบนพื้นดินได้อย่างง่ายดายนอกจากนี้ยังมีวีรกรรมการรบแปลกๆ มากมายแต่ไม่มีหลักฐานพิสูจน์
เมื่อสงครามสงบเขาก็เอาดีในการเป็นทนาย เลขานุการสมาคมกฎหมายไอร์แลนด์เหนือ

แต่กระนั้นก็ทนทุกข์ทรมานจากอาการเจ็บหลังอย่างหนัก และไม่คุยกับใครเรื่องสงครามอีก ในวันที่เขาเสียชีวิตเขา
ดื่มหนักและเล่นโป๊กเกอร์ระหว่างทางกลับบ้านเขาก็รับอุบัติเหตุรถชน ส่งผลทำให้เขาเสียชีวิตในเวลาต่อมา
 


9. Audie Murphy


   
ออดิโอ มอร์ฟี่ (1924-1971)  เป็นนายทหารอเมริกันที่ถูกส่งไปรบที่ยุโรปในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2  แม้ว่าเขาจะเป็น
คนเล็กสูงไม่เกิน 5 ฟุต 5.5 นิ้ว(166.4 นิ้ว) และอายุ 17 ปี(โกงอายุเพื่อได้ 18 ปี) กับน้ำหนักเพียง 50 กิโลกรัม
(เทียบปอนด์ต่อปอนด์แบบปาเกียว)


แต่กระนั้นเขากลับความสามารถในการรบที่เก่งกาจ เขาสามารถฆ่าทหารนาซีถึง 240 นาย และทำลายรถถังได้ถึง 6 คน
ด้วยตัวคนเดียว ในอดีตนั้นเขาเป็นเพียงแค่เด็กเกรดห้าจากครอบครัวยากจน ต่อมาเขาสมัครเป็นทหารเพื่อรบในสงคราม
ก็ถูกคนหัวเราะเยาะว่าเขาตัวเตี้ย อีกทั้งยังชอบเป็นลมบ่อยซ้ำ จนหลายฝ่ายอยากให้เป็นพ่อครัวหรือคนทำความสะอาด
มากกว่า แต่หลังจากถูกส่งเข้าไปรบครั้งแรกก็คาซาบลังกา โมร็อคโค ต่อมาก็เริ่มไปยุโรป ทางใต้ของฝรั่งเศสและที่นั้น
เพื่อนสนิทของเขาถูกฆ่าจากการสู้รบกับทหารนาซียิง

หลังจากนั้นเป็นต้นมาเขาก็ฉายแววการรบที่ยอดเยี่ยมมากขึ้นเรื่อยๆ จนเขาได้รับเหรียญกล้าหาญมากมายตามผลงานที่
ออกมา โดยเขามักสู้แบบบ้าระห่ำบ่อยครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาบุกเดียวไปยังซุ้มปืนกลของนาซีและแย่งปืนกลยิงกลุ่มศัตรู
โดยรอบจนหมดเกลี้ยง  และอีกครั้งหนึ่งเขากับทหารไม่ถึง 20 นายสามารถปกป้องที่มั่นจากนาซีที่มีทั้งคนและรถถังเต็ม
อัตราศึกได้อีก เมื่อเสร็จสิ้นสงครามเขาได้เหรียญถึง 32 เหรียญรามกับเหรียญหล้าหาญของประเทศอื่นๆ ตามมา

หลังเสร็จสิ้นสงครามเขาก็เป็นทุกข์อาการป่วยหลังสงคราม(ภาวะซึมเศร้าและฝันร้ายเกี่ยวกับสงคราม) แต่กระนั้นก็ได้ดี
ในการเป็นนักแสดง และการเขียนชีวประวัติตนเองในหนังสือ ก่อนที่จะเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุเครื่องบินในที่สุด ปัจจุบัน
ศพของเขาถูกฝังในสุสานแห่งชาติอาร์ลิงตัน


 
8. Masutatsu oyama
   


ถ้าผมจำไม่ผิด เรื่องราวของเขาเคยถูกนำมาสร้างเป็นการ์ตูนฉายช่องเก้ามาแล้ว กับเรื่องราวของ มาซึทัทสึ โอยาม่า(1923-1994)
เป็นนักสู้ชาวญี่ปุ่นและผู้ก่อตั้งสำนักคาราเต้ เคียวคุชิน คาราเต้สายดังเดิมที่มีความเก่งกาจ และเขาอาจเป็นต้นแบบมุกการ์ตูนญี่ปุ่น
หลายเรื่องที่ตัวเอกอยากเก่งต้องไปฝึกวิชาที่ภูเขา เพราะเขาชอบฝึกฝนตนเองบนภูเขานั้นเอง


โดยจากประวัติเขาเริ่มเรียนศิลปะป้องกันตัวเมื่ออายุแค่ 9 ขวบ และกลายเป็นคนที่ชอบเรียนรู้ศิลปะป้องกันตัวโดยเฉพาะยูโด
และคาราเต้ อายุแค่ 20 ปีเขาก็ได้สายดำยูโด ต่อไปเขาก็ไปเก็บตัวฝึกตัวคนเดียวบนภูเขาเพื่อความแข็งแกรงทางจิตใจและ
ร่างกาย และเมื่อออกจากภูเขาก็กลายเป็นสุดยอดแห่งนักสู้ เขาสามารถเอาชนะกระทิงด้วยมือเปล่า พร้อมทั้งหักเขากระทิง
ถึงสี่สิบเก้าตัวและฆ่ามันตายคามือถึงสามตัว



ต่อมาก็ออกจากประเทศไชว์ตัวที่อเมริกาและสู้กับพวกมวยปล้ำและนักสู้อื่นๆอีกมาก(เดาว่าไม่มีมวยไทย) เขาชนะหมด
จนคนอเมริกันตกใจว่า “หมอนี้มันเทพจุติหรือเปล่าเนี้ย?” โดยภาพลักษณ์ของเขาที่น่าจดจำคือการทำลายอิฐบล็อก
หลายก้อนด้วยมือเปล่ามือเดียว ต่อมาเขาก็ตั้งสำนักคาราเต้และมีลูกศิษย์มากมายและแพร่หลายไปทั่วโลกอย่างรวดแล้ว
และเขาเสียชีวิตลงเมื่ออายุ 70 ปีด้วยโรคมะเร็งปอด


 
7. Dioxippus


 
Dioxippus แห่งเอเธนส์(ไม่รู้สะกดยังไงจนปัญญาสมองผม) เป็นนักกีฬาพันคราททิออน ( Pankration เป็นศิลปะการป้องกันตัว
ในสมัย โบราณชาวกรีก คล้ายกับมวยและมวยปล้ำ) ที่มีชื่อเสียงจากการแข่งขันโอลัมปิก ความเก่งของเขาคือเขาสามารถครอง
แชมป์โอลิมปิกโดยเริ่มจาก 336 ก่อนคริสตกาลซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโอลิมปิก


โดยชื่อเสียงของเขาคือการเอาชนะ Coragus แห่งกองทัพมาซิโดเนียที่เป็นคนเก่งในเวลานั้นได้ ซึ่งในเวลานั้นอเล็กซานเดอร์มหาราช
ได้จัดงานเลี้ยงและเชิญเขาเข้าร่วม หากแต่ถูก Coragus (ที่ตอนนั้นกำลังเมา) พูดจาดูถูกแล้วถูกท้าทายให้แข่งขันกีฬาดังกล่าว
ซึ่งในเวลานั้นถือว่าเป็นศึกศักดิ์ศรีของชาวกรีกและมาซิโดเนียก็ว่าได้ หากแต่เอาเข้าจริงปรากฏว่าเขาลงในสนามในสภาพเปลือยเปล่า
ทาตัวด้วยน้ำมันเท่านั้น ส่วนฝ่ายตรงข้ามแต่งชุดเกราะเต็มยศแถมมีหอกมีโล่อีก ระหว่างการแข่งขันฝ่ายตรงข้ามขว้างหอกแต่เขาหลบได้
(แถมบีบหอกแตก) และเมื่อฝ่ายตรงข้ามชักดาบเขาก็พุ่งเข้ามาปล้ำเหมือนกอดหมี และเขาก็ตรึงฝ่ายตรงข้ามกับที่จนขยับไม่ได้
ความจริงเขาสามารถฆ่าฝ่ายตรงข้ามดังกล่าวได้สบาย หากแต่อเล็กซานเดอร์ขอให้หยุดการแข่งขันในครั้งนี้และให้เขารับชัยชนะไป

หากแต่ชัยชนะนี้ถือว่าเป็นความหายนะของเขาในเวลาต่อมา เมื่ออเล็กซานเดอร์มหาราชและมาซิโดเนียผิดหวังและอับอายผลการแข่งขันนี้
เลยแก้แค้น สมคบคิดใส่ร้ายเขาว่าเป็นโจร(ด้วยการวางถ้วยทองอยู่ใต้หมอนของเขาแล้วใส่ร้าย) ทำให้เขาถูกบีบบังคับให้ฆ่าตัวตาย 
ส่งผลทำให้อเล็กซานเดอร์เสียใจมากต่อการตายของเขามาก


 
6.Ulf Hreda
   


อุลฟ์ เป็นนักรบชาวไอริชที่ถูกระบุในซากานเยาลส์ (เป็นนิยายมหากาพย์ไวกิ้งของชาวไอร์แลนด์)เป็นพี่ชายของ ไบรอัน โบรุ กษัตริย์
แห่งไอร์แลนด์ (บางที่ระบุว่าเป็นลูกเลี้ยง) เขาเป็นนักรบที่มีชื่อเสียงในศตวรรษที่ 11 ในทักษะการต่อสู้ที่ถูกบรรยายในศึกคลอนทาร์ฟ
(Battle of Clontarf) เขาเป็นที่รู้จักในชื่อ “เจ้าหมาป่าจอมวิวาท” (Wolf the Quarrelsome)


เขาเป็นคนเกลียดไวกิ้งเพราะพวกมันฆ่าแม่ของเขา เขาสามารถทำให้กษัตริย์ไบอันสามารถรวมไอร์แลนด์ได้ โดยฝ่ายศัตรูต่างหวาดกลัว
เขาที่สามารถชนะคนหมู่มากด้วยขวานรบขนาดใหญ่ เรื่องราวของเขาจดจำในฐานะเป็นคนฆ่า เดอริค ไอล์ออฟแมน เพื่อล้างแค้นที่ฆ่า
น้องชายของเขาอย่างน่าสยดสยอง โดยเขาผ่าท้องทั้งเป็นและดึงเครืองในพันรอบๆ ลำต้นไม้โอ๊คขนาดใหญ่ทั้งเป็น ส่งผลทำให้เดอริค
ตายอย่างทุกข์ทรมานในที่สุด


 
5. Trieu Thi Trinh
   


เตรียว ธิ ตริน(225-248) เป็นวีรสตรีเวียดนามที่พยายามปลดปล่อยเวียดนามจากการปกครองของจีน โดยเรื่องราวของเธอนั้นอาจเป็น
ต้นแบบของการ์ตูนญี่ปุ่นหลายๆ เรื่อง เพราะเนื้อหาราวกับนิยายเหลือเกิน ในสมัยก่อนเวียดนามถูกปกครองโดยราชวงศ์ฮั่นและเวียดนาม
ตอนนั้นถูกกดขี่อย่างโหดร้าย จนมีหลายคนก่อจลาจลพยายามต่อสู้หลายครั้งแต่ก็ล้มเหลวหมด


จนกระทั้งถึงปี 248  มีผู้นำคนหนึ่งเป็นผู้หญิง(ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะก่อนหน้าเคยมีผู้นำจลาจลโดยสองพี่น้องที่เป็นผู้หญิงมาแล้ว แต่ทั้งคู่
ไปไม่รอดและพบจุดจบโดยการฆ่าตัวตาย เอาเป็นว่าโอกาสหน้าจะมาเล่าล่ะกันว่าเป็นอย่างไร) เธอคือ เตรียว ธิ ตริน เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ
คนหนึ่ง หน้าอกเล็ก เสียงดังเหมือนระฆัง กินเข้าเยอะกว่าคนทั่วไป ที่เธอกับน้องชายออกไปต่อสู้กับทหารจีนอย่างไม่กลัวตาย

ตอนแรกกองทัพเธอมีเพียงชาวบ้านเพียง 1000 คนเท่านั้น แต่สามารถขับไล่ทหารจีนออกจากเมืองได้ และยังสามารถเอาดินแดนคืนบางส่วน
ทหารจีนจดจำเธอในภาพลักษณ์ผู้หญิงสวมชุดสีเหลืองถือดาบสองมือและขี่ช้างเวลาต่อสู้ แต่อย่างไรก็ตามเธอก็พ่ายแพ้เนื่องจากกองทัพจีน
ส่งทหารกองทัพใหญ่มา ผลสุดท้ายเธอกับน้องชายก็ปลิดชีพไม่ให้ฝ่ายศัตรูจับได้ในที่สุด และการตายของเธอถือว่าเป็นการสิ้นสุดสตรีที่เป็น
ผู้นำการกบฏไปด้วย อย่างไรก็ตามวีรกรรมของเธอก็ได้เป็นบุคคลสำคัญที่คนเวียดนามจดจำคนหนึ่ง



 
4. Shaka Zulu
   


ซาร์กา ซูลู (1787-1828) เป็นผู้นำยิ่งใหญ่ของอาณาจักรซูลู สมัยก่อนนั้นเผ่าซูลูเป็นเพียงเผ่าเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ในแอฟริกาใต้
อีกทั้งหลายชนเผ่าก็ทำสงครามระหว่างกัน ชีวิตวัยเด็กของเขานั้นเต็มไปด้วยความแค้น เพราะเขาเป็นเด็กหน้าเกลียดและต้องอาศัย
ใบบุญชาวแลงเกนีจึงถูกกลั่นแกล้งจากคนที่แข็งแรงกว่า


หากแต่เมื่อเขาเป็นผู้ใหญ่เขาก็แก้แค้นคนที่แกล้งเขาตอนเด็กเหล่านั้น ด้วยการฆ่าคนในเผ่าแลงเกนิจนตายเกือบ ส่วนคนที่เป็นมิตร
กับเขาตอนเด็กเขาก็ไว้ชีวิต หลังจากเขาเป็นผู้นำเขาได้ปรับเปลี่ยนยุทธ์วิถีของกองทัพในมีการรบมีประสิทธิภาพมากขึ้น กล่าวคือ
แต่เดิมในการรบนั้นนักรบเผ่าต่างๆจะใช้หอกยาวเป็นอาวุธ โดยจะพุ่งหอกเข้าใส่ทัพศัตรูก่อนแล้วจึงโจมตีโดยใช้ขวานหรือมีด
แต่ชาก้าให้นักรบซูลูใช้หอกสั้นเป็นอาวุธและมีหอกซัดขนาดเล็กซึ่งมีน้ำหนักเบาประจำตัวอีกสองเล่ม 

ในการรบพวกซูลูจะใช้หอกซัดพุ่งใส่ข้าศึกก่อน แล้วจึงเข้าประจัญบานพร้อมหอกสั้นในมือ ทำให้นักรบซูลูได้เปรียบในการรบประชิดตัว
ส่งผลทำให้เผ่าซูลูแข็งแกร่งและยึดพื้นที่เผ่าหลายเผ่าจนยิ่งใหญ่สามารถยึดพื้นที่แอฟริกาตะวันออกเฉียงใต้ได้เกือบทั้งหมดตั้งแต่บัดนั้น
โดยฝ่ายศัตรูได้บรรยายรูปร่างเขาว่าเขาเป็นคนน่าเกลียด ตัวใหญ่ จมูกใหญ่ มีฟันด้านหน้าสองซี่ อีกทั้งลิ้นยังใหญ่กว่าปากเขาด้วยซ้ำ
(จนเป็นเหตุทำให้การสื่อสารของซาร์ก้าไม่ดีนัก)อีกทั้งยังมีความโหดเหี้ยม แม้แต่ชาวยุโรปหรือคนผิวขาวที่มาล่าอาณานิคมในตอนนั้น
ยังหวาดกลัวเผ่าซูลู

ลือกันว่าเขาปลิดชีวิตคนกว่าล้านคนเลยทีเดียว และในช่วงที่แม่ของเขาตายนั้นเขายังประหารคนกว่า 7000 คนเพื่อเป็นดวงวิญญาณ
รับใช้แก่แม่ของเขาในโลกหน้า ทำให้หลายฝ่ายไม่พอใจ สุดท้ายเลยวางแผนลอบปลงพระชนม์ด้วยการวางพิษในที่สุด และนั้นแต่นั้น
เป็นต้นมาเผ่าซูลูก็เริ่มเสื่อมอำนาจลงและพ่ายแพ้แก่ทหารอังกฤษจนกลายเป็นเผ่าเล็กๆ ในที่สุด


 
3. Vlad III Dracula


 
วลาด ดราคูล่าที่ 3 (1431-1476)ในแง่ของความชั่วร้ายแล้ววลาดเป็นที่รู้จักในฐานะวลาดจอมเสียบมากกว่า แต่กระนั้นหากพูดถึง
ความสามารถการรบและเขาก็ไม่เคยเป็นรองใครเหมือนกัน โดยเขาเป็นเจ้าชายแห่งแคว้นวาลาเคีย ซึ่งชื่อดราคูล่านั้นหมายถึง
“บุตรมังกร”


เมื่อเขาอายุ 13 ปีพ่อได้ส่งตัวเขาและน้องชายถูกส่งไปเป็นตัวประกันภายใต้จักรวรรดิออตโตมานในฐานะประเทศราช ต่อมาเมื่อ
พ่อถูกฆ่าตายเขาก็สืบทอดอำนาจต่อ ภายใต้จักรวรรดิออตโตมาน ว่ากันว่าวลาด เซเปช เป็นนักรบที่โหดเหี้ยม ชอบวิธีการทรมาน
เชลยที่จับมาได้ด้วยวิธี เอาไม้แหลมมาเสียบทะลุตัวเชลย และเสียบประจาน ไว้ตามทุ่งหญ้ากว้าง ด้วยวิธีเสียบตั้งแต่ทวารหนัก
จนถึงปาก จนเชลยเสียชีวิตในที่สุด ทำให้ วลาด เซเปช กลายเป็นแรงบันดาลใจของ บราม สโตกเกอร์ ในการเขียนนวนิยาย
เรื่อง “Dracula” 

ต่อมาวลาดก็ปฏิเสธที่จะจ่ายบรรณาการและสังหารภูตของจักรวรรดิออตโตมานด้วยการตอกประตูกับผ้าโพกหัวติดศีรษะและประกาศ
เอกราชวาลาเตียจากอทธิพล ทำให้สุลต่านโกรธมากและส่งทหารไปโจมตีวาเลนเซีย เมื่อปี 1462 กองทัพมหึมาของพวกเตอร์ก
ได้บุกเข้ามายังวัลลาเซีย วลาดใช้ทหารที่มีจำนวนน้อยกว่าฝ่ายตรงข้ามในการใช้แผนสกัดกั้นกองทัพเตอร์กทุกวิถีทาง เช่น โรยยาพิษ
ลงในบ่อน้ำฝ่ายตรงข้าม ใช้อาวุธเชื้อโรคโดยส่งคนที่ติดโรคไปแพร่ระบาดในพื้นที่ของข้าศึก แต่สิ่งที่สร้างความกลัวต่อออตโตมานนั้น
กับเป็นการเสียบของวลาด ดั่งที่มีการบรรยายไว้ว่า

“สุลต่านทรงเดินทัพต่อไปอีกประมาณ 5 กิโลเมตร ทรงทอดพระเนตรเห็นทหารของพระองค์ถูกเสียบอยู่ บริเวณนั้นเป็นท้องทุ่งที่
เต็มไปด้วยไม้เสียบมนุษย์เป็นระยะทางถึง 3 กิโลเมตรและกว้างประมาณ 1 กิโลเมตร พวกทหารทั้งกองทัพต่างตกตะลึงกับภาพ
อันน่าสยอดสยองตลอดระยะการเดินทาง ไม้เสียบเหล่านี้มีร่างของผู้ชาย ผู้หญิง เด็กถูกเสียบนับได้คร่าวถึง 20,000 คน จนองค์
สุลต่านตรัสว่าพระองค์คงไม่อาจสามารถพิชิตดินแดนที่ผู้ปกครองสามารถทำสิ่งร้ายกายเหลือเชื่อเช่นนี้ได้ และเมื่อตรัสเช่นนั้น
สุลต่านทรงตัดสินพระทัยถอยทัพกลับโดยทันที”


แม้ว่าวลาดได้รบแบบกองโจรและประสบความสำเร็จหลายครั้ง แต่ภายหลังวลาดต้องแพ้เพราะมีขุนนางไส้ศึก ออตโตมานเข้าพิชิต
วาลาเคีย และตั้ง น้องชายของวลาดขึ้นบัลลังค์แทน วลาดได้หนีไปหาพันธมิตรของพระองค์คือฮังการี แต่กลับถูกจับและถูกปล่อยตัว
ในปี ค.ศ. 1474 และในปี ค.ศ. 1476 ราชอาณาจักรฮังการีได้ตัดสินใจที่จะสนับสนุนวลาดให้กลับไปยึดวาลาเคียอีกครั้ง วลาด
สามารถยึดบัลลังค์ได้ และปกครองบัลลังค์วาลาเคียเป็นสมัยที่ 3 ซึ่งพระองค์ปกครองได้ไม่นาน ก็ได้ถูกสังหารลงในการรบกับ
ออตโตมาน


 
2. Andrew Jackson


 
แอนดรูว์ แจ็กสัน เป็นรัฐบุรุษอเมริกันและประธานาธิบดีคนที่ 7 แห่งสหรัฐอเมริกา (ปี1829 - 1837) เกิดที่เมืองแวกซ์ฮอว์
รัฐเซาท์แคโรไลนา เคยนักค้าที่ดินและนักค้าทาส แต่ต่อมาเอาดีจากการศึกษาด้านกฎหมายและได้รับเลือกเป็นสมาชิกรัฐสภา
จากรัฐเทนเนสซี ก่อนที่ไต้เต้าเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลสูง 


เขามีชื่อเล่นอีกชื่อว่า “โอลด์ฮิกกอรี่” ที่ได้มาก็เนื่องการเป็นที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นคนบึกบึนอดทน ว่ากันว่าก่อนเขาขึ้นสู่
ประธานาธิบดีเขาโหดยิ่งกว่าแรมโบ้เคยท้าดวลปืนกับคู่อริมากถึง 13 ราย และตายไป 1 ราย(และเขาเกลียดมากหากใครด่า
ว่าแม่เขาเป็นโสเภณี) อีกทั้งพบกับสงครามมาโดยตลอด โดยเริ่มจาก แอนดรูว์ แจ็กสันดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐฟลอริดา
ฝ่ายทหาร

ต่อมาในช่วงเวลาสงครามต่อสู้กับอังกฤษเมื่อ 1812  แอนดรูว์ แจ็กสันได้รับมอบหมายให้เป็นผู้บัญชาการกองทัพอเมริกันส่วนใต้
ชื่อเสียงอันโด่งของแอนดรูว์ แจ็กสันเริ่มจากสงครามเมื่อครั้งที่รบกับอินเดียนแดงที่ครีก และมีชื่อเสียงมากขึ้นอีกครั้งจาการได้
ชัยชนะต่อกองทัพอังกฤษที่นิวออร์ลีนส์ ในปี 1815 และต่อมาเมื่อเขาลงสมัครเป็นประธานาธิบดีฝ่ายตรงข้ามก็ปล่อยข่าวว่า
แจ็กสันบ้าเลือดฆ่าทหารใต้สังกัดตนเองตายหลายราย หากแต่ข่าวลือนี้ไม่ได้ผล แอนดรูว์ แจ็กสันได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี
ด้วยแรงสนับสนุนอย่างท่วมท้นและมีอิทธิพล และเป็นศูนย์กลางของวงการเมืองอเมริกันในที่สุด
 


1.Simo Häyhä


   
ซิโม ฮายฮา (1905- 2002) เป็นทหารฟินแลนด์ที่หลายคนขนานนามว่าเป็นพลซุ่มยิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เขาได้เข้า
เป็นทหารในกองทัพเมื่อปี 1925 โดยก่อนหน้านี้เขามีอาชีพเป็นชาวนาหรือเกษตรกร


เมื่อสงครามฤดูหนาว ซึ่งเกิดขึ้นจากรัสเซียได้ทำการรุกรานฟินแลนด์ตั้งแต่ปี 1939-1940 เขาก็ได้รับหน้าที่ให้เป็นพลซุ่มยิง
เพื่อสังหารทหารกองทัพแดง โดยฮายฮาใส่ชุดพรางหิมะสีขาว เขามียอดสังหารทหารโซเวียตที่ได้รับการยืนยันมากถึง 505ศพ!)
จนได้รับฉายาจากกองทัพโซเวียตว่า "ความตายสีขาว" โดยใช้ปืนยาวเอ็ม 28 (Finnish Mosin nagant M28 rifle) และ
ปืนกลมือซูโอมิ เอ็ม31 ทำให้ทหารรัสเซียหวาดกลัวเขามากและหาทางกำจัดเขาหลายครั้งแต่ล้มเหลวหมด

แม้ว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บเมื่อถูกยิงขากรรไกรล่างก็ตาม หลังสงครามสงบลงเขาก็หวนกลับไปสู่วิถีชีวิตแบบเดิม คือกลับไปจับปืน
แต่ที่แตกต่างจากแต่ก่อนก็คือเขาไม่ได้ยิงคน แต่กลายเป็นนายพรานล่ากวางมูซชั้นเยี่ยม ฮายฮาใช้ชีวิตในช่วงสุดท้ายอยู่ที่หมู่บ้าน
เล็กๆชื่อโรคอลาซติของฟินแลนด์ และจากไปอย่างสงบในเวลาต่อมา
 
อ้างอิงจากการจัดอันดับ

10 Historic Badasses (Ass-Kicking Edition)
http://ty.rannosaur.us/10-historic-badasses-ass-kicking-edition/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22 กุมภาพันธ์ 2020, 15:05:18 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่