เพลงกล่อมเด็กกับที่มาสุดสะพรึง (Sinister Nursery Rhymes)

ผู้เขียน หัวข้อ: เพลงกล่อมเด็กกับที่มาสุดสะพรึง (Sinister Nursery Rhymes)  (อ่าน 165 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 19802
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed

เพลงกล่อมเด็กกับที่มาสุดสะพรึง (Sinister Nursery Rhymes)

อาจไม่คุ้นหูคนไทยก็จริง เพราะเป็นเพลงกล่อมเด็กของฝรั่งเขา แต่อยากให้รู้ว่าเพลงกล่อมเด็กเหล่านี้ล้วนมีที่มา
ค่อนข้างแปลกประหลาด แสดงให้เห็นสภาพสังคมยุคนั้นได้เป็นอย่างดี ซึ่งที่น่าตกใจคือเพลงกล่อมเด็กบางอัน
เต็มไปด้วยความชั่วร้าย เรื่องจริงที่เด็กไม่สมควรรู้เลยสักนิด สืบเนื่องจากยุคนั้นเป็นช่วงเวลาที่อังกฤษมีการ
เปลี่ยนแปลงทางการเมืองและศาสนาอื่นๆ ที่ส่งผลในแง่มุมของชีวิตประจำวันและเรื่องนินทาอื้อฉาว

 


10. Lucy Locket


 
Lucy Locket lost her pocket (ลูซี่ ล็อกเก็ตทำกระเป๋าของเธอหายไป)
And Kitty Fisher found it. (และคริตตี้ ฟิชเชอร์ก็พบว่ามัน)
Not a penny was there in it, (ไม่มีเงินสักแดงอยู่ในนั้น)
Only a ribbon around it. (มีเพียงริบบิ้นผูกรอบมันเท่านั้น)


เพลง "กระเป๋าตังค์ของลูซี่หายไปไหน" เป็นเพลงพื้นบ้านของอังกฤษที่เผยแพร่ในปี 1842 ซึ่งมีความเก่าแก่
อีกทั้งลูซี่และคิตตี้ที่ปรากฏในเนื้อหาเพลงมีตัวตนอยู่จริง ซึ่งต้อนย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 18 ลูซี่เป็นเสิร์ฟ
และเป็นโสเภณีบางครั้ง ลูซี่นั้นเป็นหนึ่งโสเภณีที่หลายคนชื่นชอบในความมั่งคงของเธอ (กระเป๋า) หากลูกค้า
คนไหนเสียเงินหมดเธอจะทิ้งเขา 



ส่วนคริสตี้เชื่อว่าเธอก็เป็นโสเภณีที่มีชื่อเสียงเช่นกัน กล่าวกันว่าทั้งคู่ไม่ถูกกัน คิตตี้มักดูถูกลูซี่ว่าเป็นคนจน
(ไม่มีเงิน เพนนีอยู่ในกระเป๋า) และมักเหน็บแนมลูซี่อย่างร้ายแรงว่าเป็นโสเภณีที่เก็บเงินของพวกลูกค้า
ผูกต้นขาด้วยริบบิ้นเท่านั้น




9. Georgie Porgie



Georgie Porgie pudding and pie (จอร์เจีย โพรกี ขนมพุดดิ้งและขนมพาย)
Kissed the girls and made them cry (จูบเด็กผู้หญิงและทำให้พวกเขาร้องไห้)
When the boys came out to play (เมื่อไรเด็กชายออกมาเล่น)
Georgie Porgie ran away (จอร์เจีย โพรกี ก็วิ่งหนีไป)

จอร์เจีย โพรกีเป็นเพลงกล่อมเด็กที่เผยแพร่เมื่อปี 1840 เนื้อของเพลงเหมือนจะเป็นความน่ารักของเด็กๆ
แต่ตัวจริงของเพลงนั้นดันกลายเป็นเรื่องรักๆ ของคนชั้นสูง ที่มาของมันจอร์เจีย โพรกีอาจเป็นหนึ่งในชาย
สองคนคือจอร์จ วิลเลิร์ส ดยุกที่ 1 แห่งบักกิงแฮม (1592-1628) หรือเจ้าชายจอร์จ (1660-1727)



จอร์จ แห่งบักกิงแฮมนั้น เป็นข้าราชสำนักสผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ชายหนุ่มที่หน้าตาหล่อเหลาที่สุดในอังกฤษ”
ก็ถูกนำตัวเข้าเฝ้าพระเจ้าเจมส์เพื่อหวังที่ให้เป็นคนโปรดคนใหม่และบางหลักฐานก็อ้างว่าเป็นคนรักของ
พระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ และนอกจากนี้เขายังมีคนรักที่เป็นผู้หญิงซึ่งเป็นภรรยาของขุนนางหลายคน 
เรื่องนี้ทำให้รัฐสภาปวดหัวเป็นอย่างมาก ส่วนเรื่องเจ้าชายจอร์จก็มีเรื่องอื้อฉาวเรื่องผู้หญิงหลายคนเหมือนกัน
 




 
8. Oranges and Lemons



Oranges and lemons (ส้มและมะนาว)
Say the bells of St Clemens (เสียงระฆังดังจากเซนต์คลีเมนส์)
You owe me five farthings (คุณเป็นหนี้ฉัน 5 farthings) ( farthings เป็นค่าเงินสมัยก่อน)
Say the bells of St Martins (เสียงระฆังดังจากเซนต์มาร์ตินส์)
When will you pay me? (เมื่อไหร่คุณจะจ่ายเงินให้ฉัน?)
Say the bells of Old Bailey  (เสียงระฆังดังจากศาลเก่า)
When I grow rich (เมื่อฉันรวยขึ้นมา)
Say the bells of Shoreditch (เสียงระฆังดังจากชอร์ดิทช์)
When will that be? (เมื่อนั้นจะมาอย่างไร)
Say the bells of Stepney (เสียงระฆังจากสเต็ปนี่ย์)
I do not know (ฉันไม่รู้)
Says the great bell of Bow (เสียงระฆังจากโบว์บอกว่า)
Here comes a candle to light you to bed (แสงเทียนที่จะช่วยส่องทางไปนอนมาแล้ว)
And here comes a chopper (และเพชรฆาตก็มาแล้ว)
To chop off your head! (มาเพื่อตัดหัวของเธอออก)
Chip, chop, chip, chop (ฉัวะ เฉาะ ฉัวะ เฉาะ)
The last one is dead! (ใครคนสุดท้ายที่ตาย)

ส้มและมะนาว เป็นเพลงกล่อมเด็กและร้องเล่นเกม (คล้ายๆ กับรีรีข้าวสารบ้านเรา) สำหรับเด็กตั้งแต่ปี 1744
มีหลายเวอร์ชั่น แต่หลักๆ คือชื่อระฆังทั้งหมดเป็นชื่อโบสถ์ในลอนดอนทั้งสิ้น เนื้อหาค่อนข้างน่ากลัวเพราะว่า
เนื้อหาของผู้ชายที่ลงโทษเพราะการกระทำของเขาไม่คืนเงิน



อย่างไรก็ตามมีทฤษฏีมากมายในที่มาของเพลงกล่อมเด็กนี้ อาจเกี่ยวข้องกับการประหารสาธารณะของ
พระเจ้าแฮรี่ VIII  ส่วนเซนต์คลีเมนส์ อาจจะเป็นSt Clement Danes หรือ St Clement Eastcheap
ซึ่งอยู่ใกล้ท่าเรือที่ขนส่งผลไม้ส้มและมะนาวจากเมดิเตอร์เรเนียนนั้นเอง





 
 
7. Pop Goes the Weasel



All around the mulberry bush
The monkey chased the weasel;
The monkey thought 'twas all in fun
Pop! goes the weasel

A penny for a spool of thread,
A penny for a needle
That's the way the money goes,
Pop! goes the weasel

All around the cobbler's bench
The monkey chased the weasel;
The monkey thought 'twas all in fun
Pop! goes the weasel

A penny for a spool of thread,
A penny for a needle
That's the way the money goes,
Pop! goes the weasel



เขาบอกว่าเพลงนี้มาจากภาษาคอคนีย์ เป็นชั้นชั้นล่างของลอนดอนประเทศอังกฤษ โดยพวกนี้มักมีคำแสลง
เฉพาะตัวของบุคคลครับ แบบวัยรุ่นไทยเรามีศัพท์เฉพาะนั้นแหละ

เช่นคำว่า weasel ในเพลงนี้มาจาก weasel and stoat วีเซิลแอนด์สโต๊ต ก็พ้องกับคำว่า coatหรือเสื้อคลุม
(วีเซิล (weasel)เป็นสัตว์กินเนื้อตัวเล็กรูปร่างคล้ายพังพอน มีสีหลายสี และตัวสโต๊ต(stoat) เป็นสัตว์กินเนื้อ
คล้าย ๆ วีเซิล ) ส่วนคำว่า pop นั้น มาจากคำว่า pawn ซึ่งแปลว่าจำนำครับ



เนื้อเพลงนี้เป็นการล้อพวกชนชั้นล่างชาวอังกฤษครับ คือพวกคนจนในอังกฤษสมัยก่อนส่วนใหญ่มักจะมีเสื้อแพงๆสวยๆ
มาใส่อย่างน้อยหนึ่งตัว ซึ่งอาทิตย์หนึ่งจะใส่หนึ่งครั้ง และถ้าเกิดเงินใช้จ่ายหมด ก็จะเอาเสื้อแพงๆ นี้ไปจำนำ ซึ่งเนื้อเพลง
ก็จะมีคำว่าเข็มกับด้ายก็หมายถึงพวกเขาจะเอาเงินพวกนี้ไปซื้อโน้นซื้อนี้จิปาทะเหมือนเข็มกับด้ายไงครับ เลยมาเป็น
Pop! goes the weasel.ในที่สุด


แต่ปัจจุบันเด็กอังกฤษแทบจะไม่รู้ความหมายของเพลงนี้ หลายคนก็ร้องเล่นๆ เท่านั้นไม่คิดอะไรมาก




6. Three Blind Mice


 
Three blind mice, three blind mice, (หนูตาบอดสามตัว หนูตาบอดสามตัว)
See how they run, see how they run, (ดูซิมันจะวิ่งอย่างไร ดูซิมันจะวิ่งอย่างไร )
They all ran after the farmer's wife, (มันวิ่งตามหลังภรรยาของชาวนา)
Who cut off their tails with a carving knife, (เธอ...เธอตัดหางพวกหนูด้วยมีดอันคมกริบ)
Did you ever see such a thing in your life, (คุณเคยเห็นอะไรอย่างนี้ในชีวิตหรือเปล่า)
As three blind mice?  (อย่าง หนูตาบอดสามตัว)

เพลงหนูตาบอดสามตัว ผมว่าเพลงนี้คนไทยน่าจะรู้จักที่สุดแล้วนะเพราะมันถูกนำมาใช้ในการสอนภาษาอังกฤษ(ใช่เปล่าหว่า??)
ซึ่งใครเคยอ่านนิยายของอกาธาคริสตี้ก็คงร้องเอ๋อเพราะมันเป็นเพลงกล่อมเด็กที่นำไปใช้ในคดีฆาตกรรมในนวนิยายของเธอ
ในตอน The Mousetrap และตอน Three Blind Mice แต่ใครจะรู้ไหมว่าเพลงนี้มีอีกความหมายหนึ่งนั้นมันมีที่มาจาก.......



..ควีนแมรี่ ที่ 1 หรือแมรี่บ้าเลือดราชินีแห่งศตวรรษ16 (1516 – 1558)ราชินีที่โหดเหี้ยมพระองค์หนึ่งของประวัติศาสตร์
อังกฤษที่มีความประสงค์ให้อังกฤษเป็นประเทศที่นับถือนิกายคาธอลิกอย่างเดียว พระองค์เลยสั่งประหารพวกโปรแตสแตนท์
ให้หมดสิ้นจากประเทศตายกว่าร้อยคน ซึ่งหนูสามตัวนี้อาจหมายถึงสามบิชอปนิกายโปรเตสแตนต์ Oxford Martyrs Ridley,
Latimer และ Cranmer ทั้งหมดถูกประหารด้วย stake  (การประหารชีวิตแบบผูกติดกับเสาแล้วเผา) ซึ่งคนตาบอดอาจ
หมายถึงพวกเขาเป็นโปรเตสแตนต์ หรือไม่ก็ตาบอดนั้นอาจหมายถึงพระนางแมรี่ทำเป็นไม่เห็นและดำเนินการประหาร



 
 
5. Mary Mary quite contrary


 
Mary Mary quite contrary (แมรี่ แมรี่ มันช่างดูขัดกัน)
How does your garden grow? (ทำอย่างไรสวนของเธอถึงได้เติบโตน่ะ?)
With silver bells and leshells (กับระฆังเงินและเปลือกหอย)
And pretty maids all in a row. (และบรรดาสาวใช้แสนสวยทั้งหมดในขบวนแถว)
(silver bells เป็นชื่อดอกไม้ และ leshells เป็นชื่อหอยและชื่อดอกไม้ด้วย)

แมรี่ แมรี่ มันช่างดูขัดกัน เป็นเพลงกล่อมเด็กเก่าแก่เผยแพร่ในปี 1744 มีหลายเวอร์ชั่น c]tที่มาของบทเพลงนี้มีหลายทฤษฏี
แต่ที่นิยมที่สุดคือ แมรี่ในที่นี้หมายถึง ควีนแมรี่ที่ 1 (สมเด็กพระราชินีนาคแมรี่ที่ 1 แห่งอังกฤษ) พระธิดาของสมเด็จพระเจ้า
เฮนรีที่ 8 พระองค์ได้รับฉายาว่าแมรี่บ้าเลือดหรือแมรี่กระหายเลือดเนื่องจากพระองค์ทรงกวาดล้างพวกต่างศาสนา ต่างนิกาย
ซึ่งกว่า 300 คนถูกเผาทั้งเป็นจนเป็นที่มาของฉายาดังกล่าว

“ทำอย่างไรสวนของเธอถึงได้เจริญเติบโต”



เป็นการเปรียบเปรยว่าเหตุใดควีนแมรี่ถึงไม่มีทายาทหรือมีความคิดที่จะให้อังกฤษผนวกเข้ากับสเปนด้วยการแต่งงานทางการเมือง
ซึ่งเขาว่าสวนของแมรี่ในบทเพลงนี้ก็คือสุสานซึ่งแมรี่ฆ่าคนเหมือนผักปลาจนสุสานแทบไม่มีพื้นที่ฝังศพ ส่วนคำว่า “silver bells”
เป็นเครื่องทรมานชนิดหนึ่งของยุโรปที่ใช้บดหัวนิ้วมือ และ “leshells” เป็นเครื่องทรมานอีกชนิดของยุโรปคล้ายหอย เวลาจะ
ทรมานก็เอาอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้ชายมาหนีบกับเครื่อง

ส่วนคำว่า “คนใช้ (The Maiden)” อาจหมายถึง กิโยตินซึ่งเป็นเครื่องประหารสำหรับตัดคอนักโทษ และ “ยืนเรียงแถว”
หมายถึงการประหารชีวิตพวกโปรเตสแตนต์

 
 
4. Baa Baa Black Sheep



Baa baa black sheep, (แบ๊ะแบ๊ะ นั้นแพะสีดำ)
Have you any wool? (มีขนฟูหรือไม่)
Yes sir, yes sir, (มีสิ มีสิ)
Three bags full. (มีตั้งสามถุงเต็มๆ)
One for the Master, (หนึ่งถุงให้เจ้านาย)
One for the Dame (หนึ่งถุงสำหรับคุณผู้หญิง)
And one for the little boy (อีกหนึ่งถุงให้เด็กผู้ชายตัวเล็กๆ)
Who lives down the lane. (ที่อยู่ในซอย)


แบ๊ะแบ๊ะ นั้นแพะสีดำเป็นเพลงที่มีที่มาหลากหลายเหมือนกัน แต่ที่น่าสนใจคือบทเพลงนี้เกี่ยวข้องกับภาษี ซึ่งต้อง
ย้อนกลับไปศตวรรษที่ 13 กษัตริย์เอ็ดเวิร์ดซึ่งต้องการเพิ่มภาษีขนแกะจากรถขนแกะ อันเป็นผลมาจากภาษีใหม่
ที่หนึ่งในสามราคาของถุงผ้าขนสัตว์หนึ่งคือกษัตริย์ สองโบสถ์ และสุดท้ายเกษตรกร แต่ไม่ทีอะไรเหลือสำหรับ
เด็กเลี้ยงแกะ (สามัญชนเลยแม้แต่น้อย)



นอกจากนี้จนแกะสีดำยังหมายถึงขนแกะที่ไม่สามารถย้อมและมีค่าน้อยที่สุดของขนแกะ และยังหมายถึงความ
ทุกข์ยากและความฉิบหาย และบางแห่งยังเชื่อว่าหมายถึงการเหยียดสิผิวการค้าทาสด้วย




3. Humpty Dumpty



Humpty Dumpty sat on the wall (ฮัมป์ตี้ ดัมป์ตี้นั่งอยู่บนผนัง)
Humpty Dumpty had a great fall (ฮัมป์ตี้ ดัมป์ตี้ตกลงมาอย่างแรง)
All the King’s horses and all the King’s men (ม้าของกษัตริย์และทหารของพระราชา)
Couldn’t put Humpty together again!  (ไม่สามารถซ่อมฮัมป์ตี้ได้แล้ว)

ฮัมป์ตี้ ดัมป์ตี้ไม่ใช่คนจริง หรือรูปร่างทรงไข่ในกลอนเด็กภาษาอังกฤษที่เปราะปรางล่วงหล่นลงมากแตก หากแต่ตัวจริง
ของเขาก็คือปืนใหญ่ที่ตั้งอยู่บนหอคอยโบสถ์ที่เมืองโคลเชสเตอร์ของกษัตริย์ชาร์ล ในช่วงสงครมกลางเมืองอังกฤษ
หากแต่ต่อมาเจ้าปืนใหญ่ที่นั่งอยู่บนหอคอยนั้นก็ถูกยิงถล่ม ก็ร่วงลงมาแตกกระจายไม่มีชิ้นดี ซ่อมไม่ได้



เดิมทีฮัมป์ตี้ ดัมป์ตี้ ไม่ได้มีบทบาทอะไรมากมายในกลอนเด็กไม่กี่บรรทัดนั้น แค่นั่งอยู่บนกำแพงแล้วหล่นลงมา
แตกกระจายจนไม่สามารถจับชิ้นส่วนมาต่อติดเหมือนเดิมได้ กว่าที่มันจะได้กลายเป็นตัวละครที่มีบทพูดก็ใน
นิยายเรื่อง Through the Looking Glass ของลิวอิส คาร์รอลล์นั่นเอง




2. Ladybird Ladybird



Ladybird ladybird fly away home (เต่าทอง เต่าทองบินหนีไปบ้าน)
Your house is on fire and your children are gone, (แต่บ้านของเขาไฟไหม้และลูกของเขาหายไป)
All except one called Anne (ทั้งหมดยกเว้นหนึ่งที่เรียกว่าแอนน์)
For she has crept under the frying pan. (เพราะเธอคืบคลานอยู่ใต้กระทะ)

เต่าทอง เต่าทองเป็นเพลงพื้นบ้านของอังกฤษ มีหลายเวอร์ชั่นแตกต่างกันไป ซึ่งเผยแพร่ในปี 1744 ส่วนที่มาของ
เพลงนี้มีมากมายเป็นต้นว่าเป็นความเชื่อโชคลางว่ามันเป็นเรื่องโชคร้ายหากฆ่าเต่าทอง หรือไล่มันไป ซึ่งตาม
ความจริงแล้วเต่าทองนั้นมีประโยชน์ในการกินเพลี้ยที่สร้างความเสียหายแก่พืช ซึ่งเหมือนกับเป็นการสอนเด็ก
ให้รักเต่าทอง



อีกหนึ่งที่มาโหดร้ายกว่านั้น เต่าทองหมายถึงผู้นับถือคาทอลิก ในศตวรรษที่ 16 โดยนิกายโปรเตสแตนด์คัดค้าน
หลักความเชื่อและปฏิบัติแบบโรมันคาทอริก และเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายหากมีผู้นับถือคาทอลิกไม่ได้รับอนุญาต
จากโปเตสแตนด์ ซึ่งคาทอลิกจะถูกบังคับให้ทำกิจกรรมพวกเขาที่ลับ ไฟในที่นี้หมายถึงนักบวชคาทอลิกถูกเผา
ทั้งเป็นนั้นเอง



 
1. Ring A Ring of Roses



Ring-a-ring-a-roses, (วงแหวน วงแหวนกุหลาบ)
A pocket full of posies;(เต็มกระเป๋าโพซี)
Ashes! Ashes!
We all fall down (เราทุกคนล้มลง)

วงแหวน วงแหวนกุหลาบ เป็นเพลงร้องเล่นในสนามเด็กเล่น ปรากฏครั้งแรกในปี 1881 ฟังดูเหมือนเป็นเพลงเด็ก
ที่น่ารักเพลงหนึ่ง แต่ที่มานั้นน่ากลัว ซึ่งเชื่อว่าที่มาของเพลงนี้เป็นการกล่าวถึงเหตุการณ์ระบาดของเชื้อกาฬโรค
ในประเทศอังกฤษ 1665 หรือ “การระบาดครั้งใหญ่ในกรุงลอนดอน” เป็นเหตุการณ์ที่คร่าชีวิตประชากรไปถึง
75,000 ถึง 100,000 คน หรือราวหนึ่งในห้าของประชากรในขณะนั้น



 
อ้างอิง

http://listverse.com/10-sinister-origins-of-nursery-rhymes/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 มีนาคม 2020, 10:11:38 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่