เรื่องจริงของคนกินคนในประวัติศาสตร์ (ที่ถูกลืม)

ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องจริงของคนกินคนในประวัติศาสตร์ (ที่ถูกลืม)  (อ่าน 392 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 19786
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed

เรื่องจริงของคนกินคนในประวัติศาสตร์ (ที่ถูกลืม)

โลกของเราผ่านประวัติศาสตร์และเหตุการณ์สำคัญมากมาย และหลายเหตุการณ์นั้นมีเบื้องหลังคนกินคนเนื้อคน
ซึ่งแต่ละเหตุการณ์มีหลายสาเหตุที่คนเรากินเนื้อพวกเดียวกัน ทั้งด้วยความจำเป็นและความโหดร้าย


และนี่คือสิบรายการเรื่องจริงของคนกินคนในประวัติศาสตร์ที่น่ากลัว
 

The Donner Party


   
คณะเดินทางของดอนเนอร์ เป็นกลุ่มคนจำนวน 87 คนผู้บุกเบิกชาวอเมริกันระหว่างการเดินทางด้วยขบวนเกวียน
ของพวกเขาเพื่อข้ามเทือกเขาเนวาด้า เพื่อไปยังแคลิฟอร์เนีย ประมาณปี 1846 พวกเขาติดอยู่หิมะ อีกทั้งสเบียง
อาหารและข้าวของจำเป็นในการดำรงชีวิตได้หมดลง พวกเขาเดินทางอย่างสิ้นหวังและหิวโหยอย่างแรง


ในที่สุดพวกเขาก็กินเนื้อพรรคพวกที่ตายแล้วจึงสามารถรอดมาได้ (เริ่มกินเนื้อพวกเดียวกันเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน
1846 – 1 มีนาคม 1847 ) ทำให้คนเพียง 48 คนไปถึงหมาย เมื่อได้รับการช่วยเหลือและได้สารภาพว่าได้กิน
เนื้อคนเพื่อประทังชีวิต ส่งผลให้พวกเขาถูกกักพื้นที่ระยะหนึ่ง ก่อนที่จะออกสู่สังคมอีกครั้ง
 


Regina v. Dudley and Stephens
   


กรณี R v Dudley and Stephens (ย่อมาจาก Her Majesty The Queen v. Tom Dudley และ Edwin Stephens)
น่าจะเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ยังคงต้องคำถามจริยธรรมและการชีวิตรอดได้เป็นอย่างดี เรื่องราวของพวกเขายังคงเป็นกรณีศึกษาถึง
กฎหมายฆ่าเพราะจำเป็น


เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 1884 เรือยอชต์ลำหนึ่งชื่อ “Mignoette” ได้ประสบอุบัติเหตุเรือล่มระหว่างทาง
(เซาธ์แธมป์ตันไปยังซิดนีย์) ลูกเรือทั้ง 4 คน ประกอบไปด้วยกัปตันทอม ดัดลีย์, เอ็ดเวิร์ด สตีเฟนส์, เอ็ดมันด์ บุคส์ และ
เด็กหนุ่มอายุ 17 ปีชื่อ "ริชาร์ด ปาร์คเกอร์" ได้สละเรือและลงเรือชูชีพได้ทัน และระหว่างที่เรือลอยไปอย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย
อาหารก็หมดลง จนไม่มีอาหารและน้ำ ลูกเรือทั้ง 4 คนก็เริ่มหมดหวังและหิวโหย (ใช้ชีวิตบนเรือชูชีพนานกว่า 20 วัน)

เพื่อความอยู่รอดและความจำเป็น ดัดลีย์และสตีเฟนส์ได้เสนอว่าเราควรสละคนใดคนหนึ่งเพื่อสิ่งที่ดีกว่าเพื่อให้ส่วนใหญ่รอด
และพวกเขาก็เลือกปาร์คเกอร์ ที่ตอนนั้นป่วยจนอาการโคม่าเพราะดื่มน้ำทะเลเป็นจำนวนมาก และพวกเขาก็ฆ่าปาร์คเกอร์
และกินเขา ทำให้พวกเขารอดชีวิตมาได้ และเมื่อพวกเขาได้รับการช่วยเหลือ พวกเขาก็ได้บอกว่า ยอมรับที่เขาฆ่ามันเป็น
เรื่องที่จำเป็นต้องทำ ไม่งั้นพวกเขาจะตายหมด

หากแต่แล้วเมื่อเรือขึ้นฝั่งพวกเขาก็พบว่าพวกเขา โดนลงโทษดัดลีย์และสตีเฟ่นถูกประหารชีวิตในข้อหาฆาตกรรม
(บุคส์ไม่มีส่วนร่วมในการฆ่า) แต่ภายหลังทั้งสองลดโทษเหลือจำคุกเพียง 6 เดือน
 


The Crusades
 


สงครามครูเสด เป็นสงครามรบนอกประเทศทางศาสนา โดยมีเป้าหมายคือเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นนครศักดิ์สิทธิ์และสัญลักษณ์
ทางศาสนาหลักทั้งสาม (ศาสนายูดาย คริสต์ และอิสลาม) ซึ่งเป็นสงครามยาวนาน เกิดขึ้นหลายครั้ง มีเหตุการณ์สำคัญ
ต่างๆ มากมาย ไปจนถึงเหตุการณ์ที่จำเป็นที่ต้องกินเนื้อคน


ในสงครามครูเสดครั้งแรกเมื่อ 1095-1099 ทัพครูเสดที่ยกทัพไปเมืองอันติออก Antioch (อันตากิยะฮ) ซึ่งต้องเดินทาง
เป็นระยะทางที่ไกล พวกไพร่พลจึงล้มตายกลางทางเสียเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งต้องล้อมเมืองอันติออกนาน 9 เดือน จนเสบียง
เริ่มร่อยหรอลง  ทำให้ต้องกินเนื้อศพพวกเดียวกัน

หลังจากทัพครูเสดยึดเมืองอันติออกได้แล้วก็เดินทางไปยังมะอัรร็อต อัน-นอนาม (Marra Tun Muman) เมืองในซีเรีย
ที่นั้นชาวเมืองถูกฆ่าไม่ต่ำกว่า 100,000 คน และนำศพไปสับเป็นท่อนๆ นำเนื้อไปขายในกองทัพ กล่าวกันว่าพวกครูเสด
ฆ่าคนโหดเหี้ยมและมีพฤติกรรมแบบนี้ก็เพราะพวกนี้ถือว่าการรบและฆ่าพวกนอกศาสนาจะได้บุญและได้ขึ้นสวรรค์
 


The Tang Dynasty



ราชวงศ์ถัง (618-907) ราชวงศ์นี้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้จีนอย่างมาก ทั้งด้านศิลปกรรม วัฒนธรรม และอีกหลายๆด้าน
แต่อย่างไรก็ตาม ราชวงศ์นี้ก็มีความดำมืดซุกซ่อยอยู่เหมือนกัน นั้นคือการ “กินเพื่อแก้แค้น”


กล่าวกันว่าในช่วงต้นราชวงศ์จะมีกองทัพกบฏที่บุกในเมืองใกล้เคียงเพื่อหาเหยื่อกัน เช่นเดียวกับทหารและพลเรือนปิดล้อม
ในระหว่างการจลาจลของกบฏลู่ซานได้กินหัวใจของศัตรูและตับเพื่อเป็นการแก้แค้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการกินเนื้อคนเป็น
สัญลักษณ์ที่แสดงถึงการแสดงถึงความเกลียดชังที่มีต่อศัตรู


 
Leningrad
 


หนึ่งในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่น่าขนลุกขนพองที่สุดในประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 น่าจะมีเรื่องของยุทธการณ์
"ปิดล้อมเลนินการ์ด" เป็นที่แน่นอน ในระหว่างวันที่ 8 กันยายน 1941 – 27 มกราคม 1944 เมื่อกองทัพนาซีทำการ
ปิดล้อมเมืองเลนินการ์ด พลเมืองในเลนินกราดก็ได้สร้างกำแพงเพื่อไม่ให้กองทัพนาซีเข้ามาในเมือง จนกลายเป็นการ
ปิดล้อมเมืองไปโดยปริยาย


ชาวเมืองเลนินการณ์ดต้องอยู่โดยที่ขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม พลเมืองมากกว่าหนึ่งล้านคนต้องอดตายในช่วงเวลานั้น
เป็นเหตุทำให้คนหลายคนต้องกินเนื้อพวกเดียวกันเพื่อมีชีวิตรอด ด้วยการฆ่ากันเอง จนกลายเป็นวิถีชีวิตปกติของชาวเมือง
ในช่วงเวลานั้น ตำรวจเองก็ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้

พ่อแม่ของเด็กต้องเตือนเด็กไม่ให้ออกนอกบ้านเพราะเมื่อออกไปเด็กคงเป็นเหยื่อ เด็กจะถูกฆ่าและถูกกิน ร่างกายครึ่งหนึ่ง
ที่กินเหยื่อจะถูกทิ้งเกลือนถนน


 
The Japanese in WWII


   
ในขณะที่ประชาชนในโซเวียตถูกบังคับให้กินเนื้อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันในเลนินกราด ทหารญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง
ก็กำลังทำในหลักเดียวกัน เพียงแต่มีความแตกต่างกันตรงที่พวกเขาไม่ได้ทำเพื่อความหิวอย่างเดียว.....


ผู้บังคับบัญชาสูงสุดจะสั่งลูกน้อง ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ (ส่วนมากเป็นเชลยสงครม) จะถูกฆ่าตายอย่างเลือดเย็นและร่างกาย
ของพวกเขาจะถูกนำมาทำเป็นอาหารเพื่อเอามากิน (ปกติเหลือเพียงมือและเท้าของเหยื่อเท่านั้นที่ไม่ถูกแตะต้อง)
แต่ไม่ใช่เสมอไปเพราะมีอะไรน่ากลัวกว่านั้น บางเหยื่อเคราะห์ร้ายถูกเฉือนเนื้อจากแขนและขาของพวกเขาในขณะที่
พวกเขายังมีชีวิตอยู่ หลังจากนั้นพวกเขาก็โยนลงไปในหลุมตายอย่างช้าๆ แน่นอนว่ามันเป็นละเมิดสนธิสัญญาทาง
สงครามอย่างร้ายแรง

ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดเฉพาะช่วงที่ญี่ปุ่นหิวโหยจากการถูกปิดล้อมเท่านั้น ยังรวมไปถึงญี่ปุ่นต้องควบคุมเชลย
จำนวนมากในช่วงยึดครองเอเชียด้วย


 
The Ukrainian Famine of 1932


 
นี่คือความอดอยากที่เกือบทั้งหมดมนุษย์สร้างขึ้น ในช่วงโจเซฟ สตาลิน ปกครองยูเครนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโซเวียตอยู่นั้น
เขาได้ใช้มาตรการ “Holodomor” (Famine) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายระบบนารวมของสหภาพโซเวียตกับชาวยูเครน
อันส่งผลให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง และการขาดแคลนอาหารขึ้นทั่วประเทศ และชาวยูเครนกว่า 7 ล้านคนต้องเสียชีวิตลง


ผลที่ตามมาก็คือรายงานที่น่าเศร้า เมื่อประชาชนในยูเครนที่พยายามมีชีวิตรอดได้กินเนื้อพวกเดียวกันด้วยวิธีที่โหดเหี้ยม
ยกตัวอย่างมีผู้ชายคนหนึ่งได้ฆ่าภรรยาของเขาและนำร่างกายของเธอมาทำน้ำซุป ในขณะที่เด็กและทารกถูกกินทั้งเป็น
โดยคนในครอบครัวของเขาที่หิวโหย ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่าง ผลพลวงความโหดร้าย เบื้องหลังการปกครองของ
สตาลินเท่านั้น
 


The Chinese Famine of 1959


 
ในช่วงปี 1959 จีนกำลังอยู่ในสถาวะก้าวกระโดด อันเนื่องมาจากผลของความทะเยอทะยานของเหมา เจ๋อตง ผู้นำประเทศ
ที่ต้องการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมของจีน ด้วยการเปลี่ยนสังคมเกษตรมาเป็นสังคมอุตสาหกรรม  ทำให้จีนตกอยู่ในภาวะลำบาก
เมื่อประชาชนไม่มีอะไรจะกิน ทำให้คนหลายล้านคนในประเทศเสียชีวิตเพราะความอดอยาก

เมื่อความอดอยากมาเยือน การกินเนื้อพวกดียวกัน จึงเป็นตัวเลือกอย่างช่วยไม่ได้ ความอดอยากทำให้พวกเขากินเนื้อพวกเดียวกัน
จนกลายเป็นสินค้าในตลาดของจีนในเวลานี้น พ่อแม่ได้ฆ่าเด็กเพื่อกินลูกตนเองอย่างไร้ความเมตตา จนกลายเป็นความอดอยาก
ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์เพราะผลการตัดสินใจผู้นำเพียงคนเดียว


 
St. Francis Raid


 
การโจมตีเซนต์ ฟรานซิส เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สงครามอินเดียนและฝรั่งเศส ที่เกิดในหมู่บ้านเซนต์ ฟรานซิส แคนาดา ในช่วงครั้งหลัง
ของปี 1759 แม้เหตุการณ์ครั้งนี้จะไม่ค่อยโดดเด่นเป็นที่รู้จักทั่วไป แต่เป็นเรื่องจริงที่ โรเบิร์ต โรเจอร์ (นายทหารของอังกฤษที่มีชื่อเสียง)
และพรรคพวกเขาทำไว้ว่า "เป็นการโจมตีที่โหดร้ายเลวทรามต่ำช้าที่สุดในประวัติศาสตร์"


เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 1759 โรเจอร์สและคนกว่า 140 คนได้บุกเข้าไปหมู่บ้านที่ส่วนใหญ่มีแต่ผู้หญิงและเด็ก คนชราเป็นจำนวนมาก
แต่พวกเขาได้กระทำเรื่องโหดร้ายด้วยการสังหารหมู่ชาวบ้านจำนวนมาก และเผาหมู่บ้าน ซึ่งจากรายงานพบว่ามีคนกว่า 300 คนที่ตาย
สาเหตุเพราะโรเจอร์สและคนของเขา เดินทางอย่างยากลำบาก พวกเขาหิวเพราะขาดแคลนอาหาร เขาจัดการถลกหนังหัวและฆ่าเชลย
นำเนื้อดิบมากินสดๆ


 
The Siege of Ma'arra and Antioch


   
แม้รายการนี้จะครอบคลุมสงครามครูเสด แต่ว่าเหตุการณ์นี้ถือว่ามีเสียงที่สุดในสงครามครั้งนั้น โดยเหตุการณ์โอบล้อมเมืองมาร์ร่าเป็น
เหตุการณ์ที่เกิดในปี 1098 ในช่วงก่อนสงครามครูเสด เมืองมาร์ท่าทางตะวันตกเฉียงเหนีอของซีเรีย


สงครามครั้งนี้ได้รับจารึกว่า "เป็นเหตุการณ์ที่น่าอับอายในความโหดร้ายของการกินเนื้อคน" เมื่องกองทัพทหารคริสเตียนที่เสียสติด้วย
ความหิวโหยบางคนมีอาการขาดอาหาร บวกกับทหารบางคนได้มีจิตสำนึกว่าฆ่าคนนอกศาสนาไม่บาป ดังนั้นพวกเขาจึงบุกเข้าเมือง
อย่างบ้าคลั่ง ส่งผลให้ชาวเมืองราว 2 หมื่นคน ถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม และเมื่อจัดการเสร็จปรากฏว่าในเมืองมีอาหารไม่เพียงพอ ดังนั้น
ทางแก้ปัญหาคือการกินเนื้อชาวเมืองมาร์ร่าหรือพวกนอกศาสนา พวกเขาตัดชิ้นส่วนของฝ่ายตรงข้ามมากินอาหาร ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือ
ผู้ใหญ่ โดยบางส่วนบันทึกประวัติศาตร์ได้เขียนไว้ว่า

"... เนื่องจากการขาดแคลนอาหาร กองทัพทหารของเราจึงจับพวกนอกรีต นอกศาสนาต้มทั้งเป็นในหม้อต้มอาหาร
พวกเขาเสียบทะลุเด็กและนำพวกเขาไปย่าง ฉันสั่นกลัวเพื่อบอกว่ากองทัพของเรา ที่ความบ้าคลั่งเพราะความหิว
ต้องตัดแก้มก้นของคนที่ตายแล้ว เพื่อทำอาหาร แต่ไม่ทันที่ปิ้งสุกดี พวกเขาก็กลืนมันเข้าปากอย่างป่าเถื่อน ..."

 

อ้างอิง

http://listverse.com/2013/03/09/10-horrific-tales-of-historic-cannibalism/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03 เมษายน 2020, 13:23:55 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่