ฆาตกรต่อเนื่องโรคจิต..ชื่อไม่ดัง

ผู้เขียน หัวข้อ: ฆาตกรต่อเนื่องโรคจิต..ชื่อไม่ดัง  (อ่าน 182 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 19786
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed
ฆาตกรต่อเนื่องโรคจิต..ชื่อไม่ดัง
« เมื่อ: 23 เมษายน 2020, 10:42:27 »

ฆาตกรต่อเนื่องโรคจิต..ชื่อไม่ดัง
cr. Cammy-เต่านรก



ฆาตกรต่อเนื่อง (serial killer) หมายถึง บุคคลที่ก่อคดีฆาตกรรมขึ้น โดยมีเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป
หรือก่อเหตุมาแล้วอย่างน้อย 3 ครั้ง ในช่วงระยะเวลาที่มีชีวิตอยู่ ฆาตกรต่อเนื่องส่วนมาก จะเป็นผู้ที่มีพฤติกรรม
ที่ตัดขาดจากสังคมภายนอก (Antisocial Personality Disorder) และไม่ได้เป็นบ้า ดูจากภายนอกแล้วจะ
เหมือนกับคนปกติทั่วไป บางครั้งจะมีเสน่ห์ด้วยซ้ำ


ฆาตกรต่อเนื่องหลายคนจะมีพื้นฐานความหลังที่ขมขื่น โดยมากมักจะเป็นผู้ที่ถูกทำร้ายจิตใจอย่างรุนแรง ถูกทารุณกรรม
หรือถูกล่วงละเมิดทางเพศ เมื่อครั้งยังเด็ก ซึ่งบ่อยครั้งที่คดีที่ฆาตกรต่อเนื่องก่อมีความเกี่ยวพัน หรือคล้ายคลึงกับเหตุการณ์
ที่ตนประสบมาในอดีต นักจิตวิทยาได้ให้ข้อสันนิษฐาน ถึงที่มาของแรงจูงใจในการก่อคดีของฆาตกรต่อเนื่องไว้หลายสมมติฐาน
ส่วนมากมักเกี่ยวกับการทารุณกรรม และการล่วงละเมิดทางเพศ บางครั้งก็เป็นความอับอายที่ถูกล่วงละเมิดในวัยเด็ก หรือมี
ความกดดันจากความอดอยาก จากการมีฐานะทางสังคมต้อยต่ำเมื่อโตขึ้น และคดีที่ฆาตกรต่อเนื่องก่อขึ้นนี้ มักจะเป็นการ
ระบายความแค้นส่วนตัว ทำให้ตนเองรู้สึกมีอำนาจในช่วงเวลาที่ลงมือฆ่า ซึ่งหลังจากนั้นเป็นต้นมา เรื่องราวคดีที่ฆาตกร
ต่อเนื่องนั้นๆ ก่อขึ้นก็จะเป็นที่รับรู้ของสาธารณะชน สร้างความหวาดกลัวไปทั่ว ซึ่งแรงจูงใจของฆาตกรต่อเนื่อง จะแตกต่าง
กับพวกมือสังหารที่ก่อคดีฆาตกรรมเพื่อผลประโยชน์

ฆาตกรต่อเนื่องนั้นมีหลายพันคน ดีไม่ดีจำนวนของพวกเขาอาจมากกว่าบางประเทศเสียอีกเมื่อเอาทั่วโลกมารวมกัน แต่ฆาตกร
ต่อเนื่องน้อยคนนักที่โลกจะรู้จัก เพราะเรามักคุ้นหูกับแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์มากกว่า และต่อไปนี้เราได้รวบรวมฆาตกรต่อเนื่อง
ที่โลกไม่ค่อยรู้จักเอาไว้แล้ว แม้โลกจะไม่รู้จักพวกเขา แต่วีรกรรมนั้นโหดร้ายพอๆ กัน

 


John Edward Robinson


   
จอห์น โรบินสันเกิดใน 27 ธันวาคม 1943 ที่เมืองอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา ปี 1943 ฉายาของเขาคือ "เจ้านายทาส"
เขาเป็นฆาตกรต่อเนื่อง สังหารผู้หญิง 8 ราย ในระหว่างปี 1984-1999 ในแคสซัส อเมริกา  ถูกจับเมื่อ 2 มิถุนายน 2000
ซึ่งเขาลอยนวลจากมือของกฎหมายยาวนานถึง 15 ปี


จอห์น โรเบิร์ตสันในอดีตนั้นเคยเป็นลูกเสือดีเด่น เขาเคยได้เข้าร่วมกิจกรรมมากมาย ครั้งหนึ่งเขาเคยเข้าร่วมคอนเสิร์ตของ
ควีนอลิซาเบตที่สองที่ลอนดอน และได้เรียนมหาลัยที่ชิคาโกแต่เนื่องด้วยเขายากจนและขาดวินัย ทำให้เขาไม่ได้รับการศึกษา
ในชั้นปีที่สอง จากนั้นชีวิตของเขาก็เริ่มตกต่ำ ต้องติดคุก ในข้อหาคดีเล็กน้อย เช่นปลอมลายเซ็น ปลอมเอกสาร ต่อมาเขา
ก็มีอาการทางจิตบ่นว่าชอบหน้าอกจนต้องขอคำแนะนำจากแพทย์

แม้โรบินสันจะมีชีวิตมีงานทำ เป็นพ่อลูกสี่ แต่กระนั้นในปี 1995 โรบินสันซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์และเริ่มติดต่อผู้หญิงเป็นเพื่อน
เขาใช้ชื่อ “เจ้านายทาส” แทนชื่อจริงเพื่อติดต่อพูดคุย โดยหัวข้อส่วนใหญ่ที่เขาคุยกับผู้หญิงทางโทรศัพท์คือประสบการณ์
ซาดิสต์ของเขา ภายหลังตำรวจพบว่าสตรีที่มีเป็นเพื่อนโทรศัพท์และพร้อมมีเพศสัมพันธ์กับเขา ล้วนหายตัวไปอย่างลึกลับ

ในฤดูร้อนปี 2000 ชิ้นส่วนร่างกายเน่าเปื่อยของสตรีเหล่านั้นถูกค้นพบในฟาร์มของโรบินสันใกล้เมืองชลบทของแคสซัสในถัง
55 แกลลอน 2 ถัง และสองศพในห้องโกดังเย็นเช่าในรัฐมิสซูรี จอห์น โรเบิร์ตสันถูกจับกุมและถูกกล่าวหาฆ่าผู้หญิงสามคน
ในแท็กซัส และถูกพิพากษาให้ประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษเข้าเส้นเลือด ซึ่งปัจจุบันแคสซัสเป็นรัฐไม่กี่รัฐยังมีโทษประหาร
เช่นนี้อยู่ ปัจจุบันจอห์น โรเบิร์ตสันพยายามต่อสู้ตามกฎหมายให้ยกเลิกประหารชีวิต แต่ศาลยังยืนยันให้โทษประหารชีวิตเขา
ไว้เช่นเดิม

 


Larry Eyler


   
แลร์รี เป็นฆาตกรที่มีฉายาว่า  “นักฆ่าไฮเวย์(Highway Killer)” เขาเกิดวันที่ 21 ธันวาคม 1952 ฆ่าเหยื่อไม่ทราบจำนวน
ที่แน่นอนอาจประมาณ 20-23 คน  และฉายานี้มาจากเขามักฆ่าเหยื่อแล้วมักเอาเหยื่อที่ฆ่าทิ้งไว้ข้างถนน  ออกอาละวาดสี่รัฐ
เคนทักกี, โอไฮโอ อินเดียนา อิลลินอยส์  เหยื่อที่ลงมือจะต้องเป็นเกย์ที่หาได้ตามท้องถนน(โบกรถ) หรือจะเป็นบาร์เกย์ 
โดยมีเพศสัมพันธ์แล้วก็ฆ่า โดยใช้มีดแทงเป็นหลัก


แลร์รี เกิดที่ รัฐอิลลินอยส์  เป็นบุตรชายคนสุดท้องคนที่สี่ของครอบครัว พ่อแม่หย่าตั้งแต่เขายังเป็นทารก และแม่ก็แต่งงานใหม่
เมื่อโตขึ้นหน่อยก็กลายเป็นเครื่องระบายอารมณ์กามของพ่อเลี้ยง เมื่ออายุ 18 ก็โดนไล่ออกจากไฮสคูส ทำให้ต้องเรียน
General Educational Development (GED) แทน(เป็นการสอบที่เทียบเท่ากับวุฒิการศึกษาระดับมัธยมปลาย)
เมื่ออายุ 22-26 เขาก็ลงทะเบียนเรียนต่อมหาลัย แต่ก็ไม่จบ และไม่ได้รับปริญญา

วันที่ 3 สิงหาคม 1978 แลร์รีย้ายมาอยู่รัฐอินเดียน่า ทำงานรับจ้างทั่วไป  ในช่วงนั้นแลร์รีรู้ตัวว่าเขาเป็นเกย์และเกิดอาการรังเกียจ
ตัวตัวเองและอยากกำจัดเรื่องอัปยศนี้ออกจากตัวของเขา เขาพยายามทำสงครามในจิตใจของเขา เขาต้องการทำอะไรสักอย่าง
เพื่อกำจัดตัวตนของเขาไป ต่อมาแลร์รีถูกกุมคาจับรถบรรทุก ตำรวจพบของกลางเพียบ ไม่ว่าจะเป็นมีดล่าสัตว์เปื้อนเลือดมนุษย์ 
เสื้อผ้า ฯลฯ

วันที่ 30 กันยายน 1984 ศาลตัดสินให้แลร์รีต้องโทษประหารชีวิตหลังจากพบว่าเขามีความผิดจริง แลร์รีถูกย้ายจำคุกที่เรือนจำ
ในอิลลินอยส์เพื่อรอการอุทธรณ์ โดยแลกกับการสารภาพในเหยื่อรายอื่นๆ ที่ทางการไม่ได้พบให้ทราบ แต่รัฐปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว
แลร์รีเสียชีวิตด้วยโรคเอดส์เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 1994 ในขณะที่เขาอายุ 41 ปี ตอนที่เขาตายเขานอนอยู่บนเตียงและสารภาพบาป
ความผิดที่เขาทำมาทั้งหมด เขาสารภาพว่าฆ่าคนไป 20 ราย และอ้างว่ามีผู้สมรู้ร่วมคิดร่วมมือกับเขาด้วย ซึ่งหลังจากแลร์รีตาย
เจ้าหน้าที่ยังคงสอบสวนหาผู้สมรู้ร่วมคิดที่แลร์รีอ้างต่อไป



 
Peter Kurten
   


ในฤดูร้อน 1929 ในเมืองดุสเซอดอร์ฟ ประเทศเยอรมนี กำลังหวาดกลัวกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่สุดแปลกประหลาดสะพรึง
เมื่อทุกสัปดาห์จะมีเหยื่อถูกฆ่าในสภาพที่โหดร้าย ถูกเชือดคอ จะเลือดทะลักจนตาย บางครั้งก็ถูกทำร้ายทางเพศ เหยื่อส่วนใหญ่
เป็นผู้หญิง แม้แต่เด็กหรือผู้ใหญ่ก็ไม่มียกเว้น นอกจากนี้ฆาตกรยังส่งจดหมายมาอวดความสามารถของตนอย่างภาคภูมิใจ
แต่ตำรวจก็ยังไม่สามารถตามรอยฆาตกรต่อเนื่องตัวจริงพบได้เสียที จนกระทั้งเวลาผ่านไป 15 เดือน รวมคดีที่มันก่อทั้งสิ้น 30 คดี
จนกระทั้งวันหนึ่งฆาตกรก็จมมุมอย่างง่ายๆ โดยมันปล่อยเหยื่อคนหนึ่งไป และเหยื่อจำหน้าได้และนำไปสู่การจับกุมชายคนหนึ่งชื่อ
ปีเตอร์ เคอร์เทน โดบเขายอมรับข้อกล่าวหาทั้งหมด อย่างสงบ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการฆ่า การดื่มเลือดจากศพ เขาให้การต่อศาลว่า


“ผมไม่ได้เลือกฆ่าคนเฉพาะคนที่ผมรักหรือเกลียด ที่พบขณะที่ผมเกิดความรู้สึกอยากฆ่า พูดง่าย ๆ
คือฆ่าทุกอย่างที่ผมพบ ไม่ว่าจะเป็น เป็ด ไก่ ผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก ก็ตาม"


ปีเตอร์ เคอร์เทนเป็นฆาตกรต่อเนื่องชาวเยอรมัน เจ้าของฉายา โดยเกิดเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 1883 ที่เมืองโคล์นมุลไฮม์
ประเทศเยอรมัน ในครอบครัวที่ยากจน แต่มีพี่น้องถึง 13 คน และเหมือนกับฆาตกรต่อเนื่องรายอื่นๆ ที่ครอบครัวมีปัญหา พ่อแท้ๆ
ของเคอร์เทนเป็นติดเหล้าและมักมากในกาม มักมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาต่อหน้าลูกๆ และมักใช้กำลังตบตีลูกของตัวเองอยู่บ่อยๆ
จนกระทั่งพ่อของเขาถูกจับในข้อหาข่มขืนลูกสาวแท้ๆ ของตัวเอง

ตอนปีเตอร์ เคอร์เทนเป็นเด็กนั้น เขาไม่ได้เรียนหนังสือเพราะบ้านยากจน  นิสัยโหดร้ายตั้งแต่เด็ก อายุแค่ 9 ปีเขาก็ผลักเพื่อนตกน้ำ
และจับหัวกดจนขาดใจตาย พออายุได้ 13 ปีได้ทำงานเป็นผู้ช่วยคนจับสุนัขในหมู่บ้านและเริ่มชื่นชอบในการทรมานสัตว์ และมีความ
สัมพันธ์วิปริตกับสัตว์เช่น พวกสุนัข แกะ หมู แพะ ห่านตัวเมีย และหงส์  สิ่งที่ชอบทำกับสัตว์พวกนี้คือการฆ่าและตัดหัวพร้อมกับ
จ้วงแทงมีดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนสัตว์นั้นขาดใจตายไป และสิ่งที่ได้จากการตัดหัวก็คือเลือดที่พุ่งทะลักไหลลงมา

ต่อมาเขาก็กลายเป็นโจรลักเล็กขโมยน้อย ใช้ความรุนแรงวางเพลิงและต้มตุ๋น ก่อที่พัฒนาเป็นฆาตกรต่อเนื่องในที่สุด โดยเขาได้รับ
ฉายาว่า “ผีดูดเลือดแห่งดุสเซอดอร์ฟ” โดยฉายานี้มาจากพฤติกรรมที่ฆ่าเหยื่อของเขา ที่ชอบฆ่าเหยื่อด้วยการปาดคอแล้วดื่มเลือด
ของเหยื่อที่บาดแผล เขาออกอาละวาดระหว่างปี 1913-1930  เขาสังหารเหยื่อไป 9 ราย พยายามฆ่าอีก 7 ราย และคดีอื่นๆ
อีกนิดไม่ถ้วน จนกระทั้งมาถูกจับเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 1930 


วันที่8 กรกฎาคม 1931 ปีเตอร์ คูร์เทนถูกประหารชีวิตด้วยกิโยติน ซึ่งเขาได้กล่าวไว้ว่า

"ผมจะได้ยินเสียงเลือดของตนเองทะลักออกมาไหม ดีแล้ว จะได้จบสิ้นความสุขทั้งหลายแหล่เสียที" 



Arthur Shawcross



อาเธอร์ ชอว์ครอสส์ ตาย 10 พฤศจิกายน 2008 เป็นนักฆ่าต่อเนื่องชาวอเมริกัน เจ้าของฉายา “นักฆ่าแม่น้ำจีนีซี” โดยฉายาดังกล่าว
มาจากชื่อของ ลุ่มแม่น้ำจีนีซีเป็นแม่น้ำในรัฐเพนซิลเวเนียและรัฐนิวยอร์ก โดยบริเวณที่เหมาะแก่อาเธอร์ใช้ทิ้งศพเหยื่อ (ซ่อนศพในป่า
มากกว่าเอามาทิ้งแม่น้ำ ) เพราะจากบริเวณนั้นอยู่เหวลึก


อาเธอร์ ชอว์ครอสส์ เกิด 6 มิถุนายน 1945 เมืองคิตเตอรี รัฐเมน แต่ครอบครัวของเขาย้ายไป นิวยอร์ด เมื่อเขาครั้งยังหนุ่ม ต่อมาพบว่า
เขาเป็นเด็กมีปัญหา ปัญญาอ่อน เขามีไอคิวระดับต่ำ (ระหว่าง 86-92) เมื่อปี 1960 ก็โดนโรงเรียนเชิญให้ออก และพออายุ 19 ก็สมัคร
เข้ากองทัพสหรัฐ เคยไปรบในสงครามเวียดนาม และเขาเคยสารภาพว่าเขาเคยฆาตกรรม และกินเนื้อคนเด็กหญิงสองคนชาวเวียดนาม
ในช่วงเวลาดังกล่าว และเมื่อเขากลับไปใช้ชีวิตพลเรือนในอเมริกาเขาผ่านงานแต่งงานมาสี่ครั้ง และหย่าทั้งหมดเนื่องจากรับไม่ได้กับ
พฤติกรรมความรุนแรงและผิดปกติเขาเขา ทำให้เขามีปัญหาทางจิต ชอบความรุนแรงทางเพศ  และเริ่มก่ออาชญากรรมเช่นลอบวางเพลิง
และขโมย ก่อนที่พัฒนามาเป็นฆาตกรต่อเนื่องในที่สุด

อาเธอก่อคดีฆาตกรรมครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 1972 เขาได้ ข่มขืนและฆ่า เด็กชายแจ๊ค โอเวน แบล็ค (อายุ 10 ปี หลังจากล่อเด็กชาย
เข้าในป่าและจัดการฆ่าข่มขืน สี่เดือนให้หลังอาเธอร์ก่อคดีอีกครั้งเขาข่มขืนและฆ่าแอน ฮิว เด็กกระเหลี่ยงอายุแปดปี ที่พลัดหลงกับแม่เขา
ในวันหยุดเนื่องวันแรงงาน ซึ่งต่อมาเขาก็ถูกจับ หากแต่เขาใช้เงื่อนไขข้ออ้างต่อรองซึ่งเป็นข้อตกลงในคดีอาฯโดยฝ่ายโจทก์ให้จำเลยมี
โอกาสที่จะรับผิดโดยไม่จำเป็นต้องไต่สวนคดีในศาล ทำให้โทษเบามากกว่าปกติ


ต่อมาเมื่อเขาออกจากเรือนจำในปี 1987 เขาก็เกิดปัญหาทางจิตอีกครั้ง และเขาเริ่มทำการฆาตกรรมต่อเนื่องอีกครั้ง คราวนี้เหยื่อของเขา
เน้นหลักไปที่โสเภณี เขาเริ่มสังหารเหยื่อ 18 มีนาคม 1988 – 28 ธันวาคม 1989 ใช้เวลาสองปีสังหารเหยื่อ 11 ราย และรายที่ 12
ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นฝีมือของเขาจริง เหยื่อทั้งหมดถูกรัดคอและถูกทำร้ายทางเพศอย่างโหดร้าย ก่อนที่จะถูกนำไปทิ้ง

อาเธอร์ ชอว์ครอสส์ ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 5 มกราคม 1990 จากการตรวจสอบเหยื่อรายสุดท้าย ตำรวจพบพิรุธและสาวไปจนเจอตัวฆาตกรได้

เขาถูกจับตัวอีกครั้ง แน่นอนสิ่งที่อาเธอร์สู้ในศาลครั้งนี้คือ “คนบ้าย่อมไม่ผิด” เขาอ้างว่าตนเองป่วยเป็นโรคจิตประเภท “คนหลายบุคลิก”
และโรคเครียดเกี่ยวกับบาดแผลในอดีต ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากสงครามเวียดนาม (มีเรื่องเหล่าทหารที่ไปรบในเวียดนามว่า ทหารมัก
ประสาทเสียในเหตุสังหารหมู่เวียดนาม การก่ออาชญากรรม รวมไปถึงการกินเนื้อคนขณะที่รบในป่า) โดยอ้างว่าเขาเห็นภาพที่โหดร้าย
ของสงครามในขณะอยู่คนเดียวในป่า เห็นทหารอเมริกันโดนเชือดคอ

แต่ผลการตรวจสอบสุภาพจิตของผู้เชี่ยวชาญพบว่าเรื่องเล่าของอาเธอร์ไม่เป็นจริงแต่อย่างใด เขาถูกตัดสินจำคุก 250 ปี และสุดท้าย
ก็เสียชีวิตในเรือนจำเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2008 ด้วยโรคหัวใจ ขณะอายุ 63 ปี





Bobby Joe Long


   
บ๊อบบี้ โจ ลอง มาฉายาว่า “นักข่มขืนจอมโฆษณา” ที่ได้รับฉายานี้ก็เนื่องมาขจากพฤติกรรมที่ชอบทำทีเป็นผู้ชายหัวใจเปล่าเปลี่ยว
ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือสื่ออื่นๆ เช่นโพสต์ ว่าอยากหาคู่แต่งงาน และเมื่อได้เหยื่อ จะมีวิธีการจัดการเหยื่ออย่างรุนแรง ข่มขืน
ทรมาน ซึ่งเขาเขาใช้วิธีดังกล่าวฆ่าคนไป 9-10 คน(อาจมากกว่านั้น) ก่อเหตุเฉพาะในปี 1984 ในแทมปา ฟลาริดา


บ๊อบบี้ โจ ลอง เกิดเกิดวันที่ 14 ตุลาคม ที่เมืองเคโนวา เมืองหนึ่งในเวอร์จิเนีย ตอนที่เขาเกิดมานั้นพบว่าเขามีความผิดปกติของยีน
คือ เขามีโคโมโซม X พิเศษ(โคโมโซม X คือ โคโมโซเกี่ยวกับเพศและพันธุกรรม) ทำให้หัวนมของเขาขยายใหญ่จนเหมือนหน้าอกผู้หญิง
ทำให้จุดด้อยเขาถูกล้อเลียนอย่างรุนแรงในสมัยเด็ก และเขามีความรู้สึกกับแม่ยิ่งกว่าแม่ ชอบนอนอยู่บนเตียงกับแม่จนเขาอายุ 13 ในขณะที่
อายุ 5 ขวบเขาก็ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะจนหมดสติ และมีหลายครั้งที่มีเหตุการณ์ทำให้บาดเจ็บที่ศีรษะอย่างหนักไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุจาก
จักรยานหรือทะเลาะกับเพื่อนร่วมชั้น ในปี 1974 เขาแต่งงานกับแฟนที่คบหากันในโรงเรียน มีลูกด้วยกันสองคน ก่อนที่เธอขอยื่นใบหย่า
ในปี 1980 ด้วยเหตุผลใดไม่ทราบ (ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้บ๊อบบี้ โจ ลองเริ่มฆ่าผู้หญิง)

ก่อนหน้าที่บ๊อบบี้ โจ ลองจะก่อเหตุฆาตกรรมต่อเนื่อง เขาเคยตกเป็นถูกต้องสงสัยคดีข่มขืนต่อเนื่องหลายคดีในพื้นที่ดังกล่าว หากแต่ไม่รู้ทำไม
ตั้งแต่ปี 1980-1983 บ๊อบบี้เลิกออกอาละวาดออกหาเหยื่อหันมาเริ่มทำการโฆษณาทางสื่อแทน โดยหากเหยื่อหลงกล เขาก็ฆ่าด้วยการแทง 
รัดคอ ใช้ความรุนแรง(ถูกตี ถูกชก ถูกเหยียบ)  ข่มขืน และทำการปล้นบ้านของเหยื่อ ก่อนที่จะหลบหนีไป ไม่รู้ว่าเหยื่อของบ๊อบบี้ โจ ลอง
ฆ่าไปมีทั้งหมดกี่รายกันแน่ แต่เหยื่อที่ทางการพบครั้งแรกเป็นศพของผู้หญิงเปลือย พบเมื่อพฤษภาคม 1984 ก่อที่จะมีรายงานการพบศพหญิง
เปลือยอย่างน้อย 10 ศพ ในพื้นที่ 

จนกระทั่งเขามาถูกจับในต้นเดือนพฤศจิกายน หลังจากลักพาตัวหญิงสาวอายุ 17 ปีบนถนนแล้วข่มขืนเธอ หากแต่เขากลับปล่อยเธอ ก่อนที่จะ
ปล่อยตัวเธอไว้ข้างทาง  และตำรวจก็เชื่อมโยงคดีฆาตกรรมต่อเนื่องก่อนหน้าและจับบ็อบบี้ได้คารถเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ต่อมาเขาถูกตัดสิน
ให้ตายด้วยเก้าอี้ไฟฟ้า เมื่อ 24 กันยายน 1985  หากแต่ภายหลังได้รับการผ่อนโทษ ปัจจุบัน บ๊อบบี้ โจ ลอง ยังถูกขังคุกอย่างสุขสบายใน
เรือนจำ ตอนนี้อายุก็ปาไป 60 กว่าปีแล้ว และไม่ทีท่าจะได้ออกจากเรือนจำไปสู่สังคมแต่อย่างใด

 


Panzram Carl


   
คาร์ล แพนซ์แรม หรือ บอลด์วิน คาร์ล เป็นหนึ่งในฆาตกรต่อเนื่องชาวอเมริกันที่ดุร้ายในอันดับ เรื่องราวของเขาก็เหมือนฆาตกรต่อเนื่องรายอื่นๆ
เขาเกิดวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ.1891 เป็นบุตรชายของครอบครัวอพยพชาวเยอรมันที่เดินทางมาเสี่ยงโชคที่มินนิโซตา อเมริกา


วัยเด็กเป็นเด็กนิสัยเสีย ค่อนข้างโหดเหี้ยมเกินเด็กธรรมดา ชอบดื่มเหล้า ลักเล็กขโมยน้อย อายุ 14 ก็หนีออกจากบ้านและอ้างได้เข้าแก๊งข่มขืน
ชีวิตเข้าๆ ออกในคุกบ่อยครั้ง ชีวิตผ่านการทรมานและการล่วงละเมิดทางเพศทั้งในและนอกจากคุก จนทำให้เขากลายเป็นคนที่เกลียดความ
ต่ำต้อยของตน เกลียดทุกคนรวมทั้งตนเอง

“ตัวผมเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ในตัวของผมไม่มีความรู้สึกถึงความรัก ความเมตตา สงสาร หรือการให้เกียรติ”

หลังจากนั้นเขาก็ได้กลายเป็นฆาตกรต่อเนื่อง โดยใช้ชีวิตเร่ร่อน ก่ออาชญากรรมไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในยุโรป สก็อต สหรัฐอเมริกา อเมริกาใต้
และฆ่าคนไปหกคนในแอฟริกาและให้จระเข้กิน ในปี 1920 ขณะเขาอายุ 29 ปี ได้ล่อลูกเรือบางส่วนในนิวยอร์กให้ขึ้นเรือ จากนั้นก็จะถูกคาร์ล
ข่มขื่นทางประตูหลังจากโหดร้าย แต่ถ้าลูกเรือคนไหนที่ไม่ยอมให้เล่นประตูหลัง สิ่งที่ตามมาคือ โหด ทารุณ และ ฆ่า ตามแบบที่เขาถนัด

เรื่องราวการก่อคดีฆาตกรรมของเขายังสับสน เพราะคาร์ลอ้างว่าเขาสังหารไป 200 คน คดีข่มขื่นร่วมรักชายด้วยกันก็ปาไปกว่า 1,000 คน
หากความจริงแล้วเขาสังหารคนเพียง 22 คนเท่านั้น เมื่อถึงวาระสุดท้ายบนตะแลงแกง เมื่อ 5 กันยายน 1930คาร์ลพูดคำสุดท้ายแก่เพชฌฆาต
ที่ทำหน้าที่แขวนคอเขาอย่างสุดโมโหว่า


"เร็วๆ สิว่ะเพชฌฆาตบ้านนอก รีบๆ แขวนคอกรูซะ ถ้าเมิ่งมัวแต่งุ่มง่ามอยู่
เดี๋ยวกรูออกไปรัดคอคนตายอีกโหลหรอก เอาซิวะ แขวนคอกรูซะ เร็วๆ ด้วย"

 



Peter Sutcliffe


   
เรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 30 ตุลาคม ปี 1975 ที่ยอร์คเชียร์(และรอบๆ) ในประเทศอังกฤษ ได้เกิดคดีฆาตกรรมต่อเนื่องขึ้น เมื่อฆาตกรที่พวกเขาได้
ขนามนามว่ายอร์คเชียร์ ริปเปอร์ได้ก่อคดีฆาตกรรมที่ระทึกขวัญมันฆ่าเหยื่อผู้หญิงไปถึง 13 ราย ทุกศพล้วนเป็นผู้หญิง และในจำนวน 9 ศพ
เป็นผู้หญิงโสเภณี ลักษณะการฆ่าคล้ายคลึงกับของแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ คนก่อนทุกประการต่างตรงที่ เน้นใช้ค้อนกระหน่ำและเอามีดแทง
หลายทีมากกว่า


โดยฆาตกรคนนี้เริ่มฆ่าคนเมื่อ วันที่ 30 ตุลาคม 1975 (ก่อนหน้านั้นมีคดีพยายามฆ่าอีก 4 ราย) เหยื่อรายแรกชื่อ วิลม่า แมคแคน 28
มารดาเด็ก 4 คน เป็นโสเภณีขายตัว ถูกฆ่าตอนกลางคืน ก่อนหน้าที่เธอจะถูกฆ่า มีผู้เห็นเธอปีนขึ้นรถบรรทุกไปกับผู้ชายคนหนึ่งเมื่อเวลา
ตีหนึ่งของวันที่ 30 ตุลาคม รุ่งเช้าคนส่งนม คนหนึ่งพบศพเธอจมกองเลือดไม่ไกลจากที่ที่เธอขึ้นรถบรรทุก โดยทุบศีรษะหลายครั้ง
ด้วยค้อนหัวกลมจนกะโหลกแบะ และโดนแทงซ้ำที่ลำตัวและช่องท้องด้วยไขควง 14 แผล และทิ้งศพตรงที่ฆ่าที่สนามพรินซ์ ฟิลลิป เ
มืองลีดส์ และนี้คือเหยื่อรายแรกของฆาตกรต่อเนื่องดังกล่าว ซึ่งต่อมาก็มีเหยื่อถูกฆ่ามากมาย ในสภาพศพที่โหดร้าย เช่น ถูกถูกค้อนทุบ
ศีรษะด้วยค้อนหัวกลมหลายครั้ง ถูกกระหน่ำแทงหลายแผลด้วยไขควงและมีด เหยื่อที่รอดชีวิตมาได้ก็พิการและมีปัญหาทางจิตตลอดชีวิต

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังวุ่นตามล่าฆาตกรที่มืดแปดด้านอยู่นั้นเอง วันที่ มกราคม 1981 ชายคนหนึ่งชื่อ ปีเตอร์ ซัตคลิฟฟ์ กำลังรับ
โสเภณี อายุ 24 ปี ขึ้นรถที่เมืองเชฟฟิลด์ ไม่กี่นาทีต่อมารถสายตรวจหยุดรถของเขาเพราะสังเกตได้ว่าเขาขับรถในขณะมึนเมา จากนั้น
ตำรวจสายตรวจก็ใช้คอมพิวเตอร์ตรวจสอบทะเบียน คำตอบออกมาคือรถคันนี้ถูกขโมยมา จึงจับกุมตัวและควบคุมตัวที่สถานี และเมื่อ
สังเกตหน้าของชายคนนี้ดีๆ ก็พบว่าเหมือนภาพสเก็ตของยอร์คเชียร์ ริปเปอร์ที่พยานรอดชีวิตว่าไว้ไม่มีผิด และเมื่อสอบสวนเขาก็สารภาพว่า
เขาคือฆาตกรต่อเนื่องดังกล่าว

ปีเตอร์ วิลเลี่ยม ซัตคลิฟฟ์ เกิด วันที่2 มิถุนายน 1946 ใน บิงลีย์ใกล้ แบรดฟอร์ดตะวันตกของยอร์คเชียร์ นิสัยเป็นคนที่เก็บตัว โดดเดี่ยว
จนเกือบจะเป็นมนุษย์ล่องหน ชอบหนีโรงเรียนบ่อยครั้งจนต้องออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 15 และไม่คิดจะเรียนสูงอีก  จากนั้นก็เขาก็
เปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ เช่น เป็นคนขับรถแท็กซี่ พนักงานไปรษณีย์ จนจบมาที่อาชีพคนขับรถบรรทุก หลังสอบปากคำ ซัฟคลิฟฟ์สารภาพทุก
ข้อกล่าวหา ว่าเขาฆ่าเหยื่อเพราะเกลียดโสเภณี

ความเกลียดนั้นเริ่มต้นเมื่อเขาอายุ 22 ปี (ค.ศ.1969) เมื่อเขารับโสเภณีคนหนึ่งขึ้นรถเพื่อบริการเขา แต่ผลตอนท้ายเธอไม่ยอมทอนเงิน
หลังจากเขาส่งเงินใบละ 10 ปอนด์ให้ นั่นทำให้เขาเสียหน้าและโกรธแค้นโสเภณีมากๆ และเขาก็ ถูกศาลตัดสินว่ากระทำผิดใน 1981
ฐานโจรกรรมและสังหาร ผู้หญิง 13  ราย และพยายามฆาตกรรมอีก 7 ราย โดยโทษที่เขาได้รับคือจำคุกตลอดชีวิต ปัจจุบันเขายังมีชีวิต
อยู่ในโรงพยาบาล บรอดมัวร์

 



Dennis Nilsen


   
เดนนิส นีสเสน เกิดเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 1945 เป็นชาวสกอตที่อาศัยอยู่ในลอนดอน เขาเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่สังหารผู้ชายกว่า 15 คน
(อาจมากกว่านั่น)มาตลอดห้าปี ในอดีตของเขาเหมือนฆาตกรต่อเนื่องรายอื่นๆ พ่อติดเหล้า แม่มีความผิดปกติทางจิต ถูกรับการเลี้ยงดูโดยตายาย
อย่างเข้มงวดในบ้านที่ยากจน เคร่งศาสนา ทำให้เขาเป็นเด็กนิสัยโหดร้าย ชอบทารุณสัตว์


ต่อมาก็สมัครเป็นทหารรับหน้าที่เป็นพ่อครัวเก่งเรื่องการแล่เนื้อ(เลยเก่งเรื่องหั่นศพคนด้วย) ต่อมาเขาก็รู้ตัวว่าเป็นเกย์และมีนิสัยคลั่งซากศพ
และพัฒนาเป็นฆาตกรต่อเนื่องในปี 1978 โดยล่อลวงเด็กหนุ่มในผับหรือบาร์กลับมาที่อพาร์ทเมนลอนดอนของเขา จากนั้นเขาก็ฆ่าในขณะที่ห
ลับด้วยกัน และซุกซ่อนศพในห้องหลายวัน ในระหว่างนั้นเขาอาบน้ำแต่งตัวให้ศพ นั่งดูทีวีด้วยกัน พอถึงตอนกลางคืนก็นอนบนเตียงเดียวกัน
และเมื่อศพเริ่มส่งกลิ่นเหม็น  เขาจึงจำใจต้องเผาศพทิ้งหรือไม่ก็หั่นศพไปซ่อนในใต้พื้นห้องหรือไม่ก็กดชักโครกทิ้ง เขาฆ่าคนด้วยลักษณะ
แบบนี้หลายราย จนไม่สามารถระบุจำนวนเหยื่อได้

จนกระทั่งวันสุดท้ายของเดนนิสก็มาถึง เมื่อเขามีปัญหากับการจัดการศพเนื่องจากไม่สามารถเผาทำลายได้เหมือนเมื่อก่อน เขาจึงต้องหั่นศพ
เป็นชิ้นๆเก็บไว้ในห้องและบางส่วนก็ถูกกดลงชักโครก ทำให้ส่งกลิ่นเน่าไปทั่ว จนเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปค้นห้องของเขา และเจอถุงขยะที่
ยัดชิ้นส่วนศพที่ถูกตัดเป็นชิ้นๆแล้ว ก็ยังมีหม้อซึ่งต้มศีรษะมนุษย์จนเปื่อยและตู้ลิ้นชักที่เต็มไปด้วยร่างกายมนุษย์ที่ถูกตัดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอีกด้วย
และน่าอัศจรรย์ใจมากที่เดนนิสอาศัยอยู่ท่ามกลางชิ้นส่วนศพเหล่านี้พร้อมกับไปทำงานตามปกติทุกวันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สุดท้ายเขาก็ถูก
พิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต

 



Fritz Haarmann


   
ฟริตส์  ฮาร์มานน์ เกิดที่ฮันโนเวอร์ วันที่ 25 ตุลาคม 1879  เป็นลูกคนเล็กสุดในจำนวนลูกทั้งหกของครอบครัวฮาร์มานน์  ที่สภาพไม่แตกต่าง
จากฆษตกรต่อเนื่องทั่วไป คือพ่อชอบใช้ความรุนแรง ทำให้เขากลายกลายเป็นคนก้าวร้าวรุนแรง ถึงขนาดจับไปรักษาที่โรงพยาบาลบ้า
แต่ไม่นานก็ถูกปล่อยตัวออกมา เนื่องจากไม่พบอาการผิดปกติทางจิตหลังจากนั้นเขาก็กลายเป็นคนเร่รอน เร่ขายของ และลักเล็กขโมยน้อย
จนกระทั่งกลายเป็นฆาตกรต่อเนื่องเริ่มออกอาละวาดในเดือนกันยายน 1918


ในช่วงหลังสงครามโลก ที่ประเทศเยอรมัน เกิดความสับสนวุ่นวาย เศรษฐกิจล่มและขาดแคลนอาหารอย่างหนัก ทำให้มีความคิดเปิดเช่าที่พักอาศัย
ทำอาชีพคนขายเสื้อผ้ามือสอง และทำธุรกิจเป็นคนขายเนื้อหาบเร่ โดยใช้เนื้อมนุษย์มาทำเป็นเนื้อขายให้แก่คนอื่น โดย เหยื่อที่ฮาร์มานน์ นำมาฆ่านั้น
ส่วนใหญ่จะเป็นวัยรุ่นชายหนุ่ม อายุราวๆ 12-16 ปี ที่หนีออกจากบ้าน หรือหางานทำ จาก 1919 ถึง1924  ฮาร์มานน์ ทำการสังหารเด็กหนุ่ม
ไปหลายราย  เหยื่อของฮาร์มานน์ ส่วนใหญ่ก็อย่างที่ว่าคือคือคนพเนจรชายหนุ่ม และโสเภณีชายที่อาศัยอยู่รอบๆสถานีรถไฟศูนย์กลางของฮันโนเวอร์
โดยฮาร์มานส์จะล่าเด็กหนุ่มเหล่านี้โดยจะเข้าไปตีสนิท รับฟังความทุกข์ และให้คำแนะนำแก่พวกเขา และเมื่อพวกเขาเผลอก็พาไปหลับนอนกับเขา
ที่อพาร์ตเมนท์จากนั้นก็ฆ่าโดยการบีบคอ  จากนั้นนำร่างของเหยื่อไปชำแหละเป็นอาหารส่งไปขายในตลาดมืด โดยอ้างว่าเป็นเนื้อหมู และเคยถูกจับ
คดีฆาตกรรมแต่ต่อมาก็ถูกปล่อยตัวออกมา

กันยายน 1919 ฮามานน์กลับมาทำชั่วอีกครั้ง คราวนี้เขาได้ผู้ช่วยคนใหม่ชื่อ ฮาร์น  กรานส์ (อายุ 20 ปี เด็กหนุ่มลูที่หนีออกจากบ้าน เขาแนะให้
ฮามานน์ฆ่าเหยื่อ เพื่อที่เขาอยากได้เสื้อผ้าเหยื่อไปขายเท่านั้น ชายสองคนอาศัยอยู่อพาร์ตเมนต์ร่วมกัน นับตั้งแต่นั้นมา ปี1919 – 1924 ก็เกิดคดี
เด็กหายเป็นจำนวนถึง 600 คนในฮันโนเวอร์ เพื่อนบ้านต่างเห็นเด็กหนุ่มไปอพาร์ตเมนต์แห่งนั้น แต่ไม่มีใครกลับออกมาอีกเลย จนกระทั้งเขาถูกจับได้
เขาถูกตัดสินประหารชีวิต ส่วนเด็กหนุ่มมีโทษแค่จำคุก  ก่อนประหารฮาร์มันน์ ขอสั่งเสียครั้งสุดท้ายว่า

“ผมอยากจะให้มีการประหารชีวิตในตลาดในเมือง มีหินป้ายชื่อติดบนหลุมศพของผมจารึกไว้ว่า
นี้คือศพของฮาร์มันน์ ฆาตกรที่สังหารคนจำนวนมหาศาล”




เขาถูกประหารเมื่อวันที่ 15 เมษายน 1925 โดยเครื่องกิโยติน หลังจากเสร็จสิ้นการประหาร ฮาร์มันน์ ถูกเก็บรักษาอย่างดีโดยนักวิทยาศาสตร์
ที่จะตรวจสอบดูโครงสร้างของสมองของเขา ปัจจุบัน หัวของ ฮาร์มันน์ ถูกเก็บที่พิพิธภัณฑ์

 



Gerard Schaefer


   
เจอร์ราร์ด  เชฟเฟอร์ (25 มีนาคม 1946 – 3 ธันวาคม 1995) เป็นฆาตกรต่อเนื่องชาวอเมริกันจากฟลอริด้า อดีตเคยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ 
เขาออกอาละวาดในปี 1969-1973 สังหารเหยื่อไป 30 ราย และถูกจับเมื่อ 7 เมษายน 1973  โดยเขาจะทำตัวเป็นคนดีช่วยเหลือรับ
ผู้หญิงที่โบกรถ จากนั้นก็พาไปข่มขืน ทรมาน และสังหาร เขาชอบฆ่าเหยื่อไว้กับต้นไม้(ก่อนนำไปฝัง) และเอาชอบเอาของที่ระลึกของเหยื่อ
จำพวก ฟันของเหยื่อ, เครื่องประดับ และเสื้อผ้า เอากับบ้าน และที่บ้านของเขามีการพบหญิงสาวในหีบในห้องเพดานของแม่ของเขา


เจอร์ราร์ด จอห์น  เชฟเฟอร์เกิดที่แอตแลนตา รัฐจอร์เจีย ในปี 1960 เขาและครอบครัวก็ย้ายมาอยู่ฟอร์ต ลอเดอร์เดล ฟลอริด้า แต่เขาไม่ค่อย
ลงรอยกับพ่อเท่าไหร่นัก ในช่วงวัยรุ่นเขาเริ่มหลงใหลกางเกงในผู้หญิงจนกลายเป็นพวกถ้ำมอง (โดยเฉพาะการแอบดูกามกิจที่ผู้อื่นกระทำ)

ต่อมาก็เริ่มพฤติกรรมชอบฆ่าทารุณสัตว์(และร่วมเพศสัตว์)และแต่งหญิง สำหรับแต่งหญิงนั้นเขาอ้างว่าเพื่อหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหารใน
สงครามเวียดนาม เคยมีคนทดสอบไอคิวเขาพบว่า ไอคิวเขานั้นอยู่ที่ 130 นับว่าเป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง จนมีคนจากหลายสถาบันติดต่อให้
เขาเข้าไปเรียน หลังจากที่เขาเรียนจบ เขาได้เข้าเรียนมหาลัยและแต่งงาน เขาเป็นครูแต่โดนไล่ออกอย่างรวดเร็วเพราะพฤติกรรมไม่เหมาะสม

หลังจากนั้นเขาก็ทำอาชีพตำรวจเมื่อปลายปี 1971 ในขณะที่เขาอายุ 25 ปี และนั้นกลับเป็นจุดเริ่มต้นของคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่สุดจะหรรษา
เพราะเชฟเฟอร์เป็นตำรวจ เขาเลยสามารถล่อลวงเหยื่อได้ง่ายดาย เนื่องจากแค่เห็นผู้หญิงบนท้องถนน เขาก็แสดงตัวเป็นตำรวจ จากนั้นพาขึ้นรถ
และไปหาที่ฆ่าที่ไหนสักแห่งมันง่ายเหมือนปลอกกล้วย วิธีฆ่าของเชฟเฟอร์นั้นจะคล้ายๆ เขาจะรับเหยื่อขึ้นรถ จากนั้นก็ไปที่ไกลๆ เป็นป่าด้วยยิ่งดี
จากนั้นเขาก็ผูกเหยื่อข่มขืนและทรมานจนกว่าพวกเขาจะตาย จากนั้นอาจปล่อยทิ้งไว้หรือลากขึ้นต้นไม้ ซึ่งวิธีการจะคล้ายๆ กับ เท็ด บัดดี้
ในการสังหารเหยื่อ


ในช่วงระหว่างปี 1969-1973 เกิดคดีผู้หญิงหายสาปสูญ และมีการพบศพพวกเธอในเวลาที่ต่างกัน ทำให้การเชื่อมโยงฆาตกรรายนี้เป็นไปได้ยาก
แต่เจอร์ราร์ด จอห์น  เชฟเฟอร์ ถูกจับได้ง่ายๆ เมื่อ 21 กรกฎาคม 1972 ในขณะที่เขากำลังเลือกเหยื่อ เขาได้เลือกเด็กสาววัยรุ่นอายุ 18 และ 17
ขึ้นมารถเขา และเขาก็ขู่เธอด้วยปืนแล้วพาสองสาวไปป่าละเมาะและมัดตัดกับต้นไม้พันธการมือและผ้าและเอาเชือกผูกคอเตรียมที่จะฆ่าอยู่แล้ว
แต่จู่ๆ เขาตัดสินใจปล่อยเหยื่อทั้งสอง พร้อมพูดว่ารออยู่ที่นี้แหละนะ เดี๋ยวจะมาจัดการพวกเธอนะ

เหยื่อสองคนเห็นเชฟเฟอร์จากไป ก็พยายามแก้เชือก(อยู่ไปก็โง่สิ) แล้ววิ่งไปแจ้งสถานตำรวจที่ใกล้สุด พร้อมแจ้งลักษณะรูปพรรณสัณฐานคนร้าย
ชนิดหน้าตาหน้า ส่งผลให้เชฟเฟอร์โดนจับกุม และในระหว่างประกันตัว   เชฟเฟอรร์ก็ฉลองการออกจากคุกโดยฆ่าเหยื่ออีก 4 คน (มี 2 รายพบศพ
ส่วนอีก 2 ไม่มีใครพบศพ)  จนกระทั้งเขาถูกจับกุมในข้อหาเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง

เมื่อตุลาคม 1973 เจ้าหน้าที่เริ่มขยายผล พบว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับหญิงสาว 30 คนที่หายตัวไปและพบศพบางส่วน แต่เขาถูกฆ่าตาย
โดยเพื่อนร่วมห้องขังเสียก่อนที่จะถูกพิพากษา

 
 
อ้างอิงจาก

http://listverse.com/2009/01/15/10-lesser-known-serial-killers/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 เมษายน 2020, 09:50:48 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่