ผู้เขียน หัวข้อ: เบื้องหลังการ์ตูนที่คุณอาจไม่รู้  (อ่าน 86 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 19514
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed
เบื้องหลังการ์ตูนที่คุณอาจไม่รู้
« เมื่อ: 08 พฤษภาคม 2020, 12:10:09 »

เบื้องหลังการ์ตูนที่คุณอาจไม่รู้

School Days


   
School Daysเป็นการ์ตูนอนิเมชั่นที่สร้างจากเกมนิยายภาพ (+18) ของเครื่องพิวเตอร์ ออกฉายในวันที่ 3 ก.ค. - 27 ก.ย. 2007
มีจำนวนทั้งสิ้น 12 ตอน โดยเป็นเรื่องราวของพระเอกคนหนึ่งชื่อ “มาโคโตะ อิโต” (ซึ่งตอนนี้กลายเป็นบุคคลที่โอตากุเกลียดที่สุดใน
ประวัติศาสตร์ไปแล้ว) เป็นนักเรียนมัยธมปลายคนหนึ่งที่กำลังมีความรัก เมื่อเขาแอบเฝ้ามองผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ “คัตสึระ โคโตโนฮะ”
จากมุมหนึ่งของรถไฟ จนกระทั่งเขาเอาเรื่องนี้ไปปรึกษากับเพื่อนสาวคนสนิท “ไซออนจิ เซไค” และเธอก็อาสาให้คนทั้งคู่เป็นแฟนกัน
โดยหารู้ไม่ว่าเซไคเองก็แอบหลงรักอิโตเป็นอย่างมาก


สิ่งที่หลายคนรู้จักอนิเมชั่นเรื่องนี้และกลายเป็นตำนาน ก็คือก็ฉากจบตอนที่ 12 ซึ่งเป็นฉากที่ไซโคฆ่าอิโต เพราะแรงหึงเนื่องจากเขา
ไม่สามารถทำให้สาวสองคนมีความสุขได้ ต่อมาโคโตโนฮะก็ไปฆ่าเซไคที่ด่านฟ้าโรงเรียน เนื่องจากเซไคบอกว่าเธอตั้งครรภ์กับอิโต
ทำให้โคโตโนะริษยาและแค้น หลังเธอฆ่าเซไคเธอก็ทำการผ่าแหวะท้อง ก่อนที่เธอจะพูดว่า


“คุณโกหก คุณไม่ได้ตั้งครรภ์”

ก่อนที่ฉากจบเธอได้ใช้เรือของครอบครัวลอยออกสู่ทะเลพร้อมเอาหัวของอิโตแนบอ้อนแขน เธอยิ้มและพูดว่า

"เราจะอยู่ร่วมกันตลอดไป”

ซึ่งฉากจบเป็นที่กล่าวขวัญเป็นอย่างมากเพราะไม่มีการ์ตูนโรแมนติกฮาเร็มที่ไหน ทำฉากจบแบบนี้มาก่อน
(เพราะหากทำสิ่งที่ตามมาคือเสียงด่าจากโอตากุ และเป็นประเด็นดราม่าแน่นอน)



อย่างไรก็ตามฉากจบดังกล่าวเป็นเพียงฉากจบหนึ่งจากหลายฉากจบในเกมนิยายภาพเท่านั้น และเป็นฉากจบแบบเลวร้ายที่สุดที่พระเอก
ตัดสินใจผิดพลาด ความจริงแล้วเรื่องนี้ควรจบแบบฮาเร็มทั้งสองสาวได้สมหวัง แต่หลายคนกลับชอบใจฉากจบเลวร้ายดังกล่าวมากกว่า
และนำฉากนี้มาล้อเลียนจนกลายเป็นศัพท์แสลงที่นิยมในอินเตอร์เน็ตคือ “Nice boat” แปลว่าจบไม่ดี จบไม่สวย ถูกฆ่า นั้นเอง

โดยมีภาพเรือทะเลลอยละล่องในแม่น้ำกว้างใหญ่ ความจริงแล้วตอนที่ 12 นั้นถูกฉายล่าช้าก่อนกำหนด เนื่องจากวันก่อนตอนสุดท้าย
ที่มีการกำหนดออกอากาศ ที่ประเทศญี่ปุ่นเกิดคดีสาวอายุ 16 ปี ฆ่าพ่อของเธอด้วยขวาน ในจังหวัดโตเกียว ซึ่งเป็นคดีสะเทือนขวัญมาก
ในตอนนั้น ทำให้ทางสถานีโทรทัศน์จำเป็นต้องเลื่อนตอนดังกล่าวไปเพื่อไม่ให้หลายคนเอาการ์ตูนเรื่องนี้มาเชื่อมโยงกับคดีฆาตกรรม
และต่อมามีการปรับเปลี่ยนสีเลือด โดยจากตอนแรกเป็นสีแดงมาเป็นสีดำแทน




Death Note
   


Death Noteเป็นชื่อการ์ตูนญี่ปุ่นแนวลึกลับ แต่งเนื้อเรื่องโดยสึงุมิ โอบะ และวาดภาพโดยทาเคชิ โอบาตะ ในประเทศญี่ปุ่นเดธโน้ต
ลงตีพิมพ์ในนิตยสารโชเน็นจัมป์รายสัปดาห์ของสำนักพิมพ์ชูเอชะ โดยมีเรื่องราวเกี่ยวกับ “ยางามิ ไลท์” นักศึกษามหาวิทยาลัยหัวดี
(แต่นิสัยไม่ดี) ได้พบบันทึกมรณะ(เดธโน้ต) ของยมทูตตนหนึ่งที่หากเขียนชื่อคนที่รู้จักหน้าลงไปในกระดาษของสมุดบันทึกนั้นจะ
สามารถฆ่าคนได้ และเขาก็มีความคิดที่จะใช้บันทึกมรณะนี้เปลี่ยนโลกด้วยการฆ่าคนชั่วให้หมดจนทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายตามมา


Death Noteด้วยเนื้อหาที่แปลกใหม่(บอกกับเป็นการ์ตูนเดียวในประวัติศาสตร์ ที่พระเอกเป็นคนชั่วแบบไม่มีจุดสงสารเลยแม้แต่น้อย)
ทำให้การ์ตูนดังกล่าวเป็นที่นิยมในญี่ปุ่นและทั่วโลกเป็นอย่างมาก จนไม่กี่ปีที่ผ่านมาเกิดคดีฆาตกรรมประหลาดที่เกี่ยวข้องกับการ์ตูน
เกิดขึ้น เมื่อ 28 กันยายน 2007 เจ้าหน้าที่ตำรวจจากเบลเยี่ยมได้พบศพชายนิรนามผิวขาวผู้หนึ่งถูกฆ่าหั่นศพอย่างโหดเหี้ยมเหลือแต่
ขาสองข้างและลำตัว ในสวนสาธารณะในบรัสเซลล์ เบลเยี่ยม ใกล้ๆ กันนั้นเจ้าหน้าที่พบกระดาษสองแผ่นเขียนข้อความภาษาอังกฤษว่า



"WATASHI WA KIRA DESS" ซึ่งเป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่า "ชั้นคือคิระ"

ซึ่งตอนแรกตำรวจไม่เข้าใจในข้อความดังกล่าว จนกระทั้งรู้ว่าคิระก็คือฉายาของ ยางามิ ไลท์ พระเอกของเรื่องDeath Noteที่ใช้ชื่อนี้
ในฐานะของพระเจ้าผู้กำจัดอาชญากรร้ายให้หมดไป

3 ปีต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถจับตัวฆาตกรได้สองคน โดยเขาสารภาพว่าสาเหตุที่ฆ่าเหยื่อดังกล่าวเพราะมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน
ทั้งที่ไม่รู้จักชื่อของเหยื่อเลย แม้จะอยู่ด้วยกันกับเหยื่อก็ตามและพวกเขาก็ทิ้งโน๊ตดังกล่าวไว้ที่เกิดเหตุก็เพราะพวกเขาเป็นแฟนการ์ตูนเรื่องนี้

   
   


Dennou Senshi Porygon


   
Dennou Senshi Porygonแต่ส่วนใหญ่รู้จักในชื่อ"ElectricSoldier Porygon"เป็นโปเกมอนตอนที่ 38 ซีซั่น 1และนี้คือสาเหตุ
ที่ทำให้โปเกมอนโด่งดังไปทั่วโลกและเป็นที่รู้จักกันในหมู่ผู้ใหญ่ออกอากาศเมื่อวันที่ 16 ธ.8. 1997 เวลา 6:30 น. เวลา 20 นาที
ซึ่งเป็นฉากที่ปิกาจูโปเกมอนสุดฮิตโจมตีด้วนสายฟ้า ทำให้เกิดการระเบิดใหญ่เป็นแสงกระพริบสีแดงและสีฟ้าซึ่งแสงที่ว่ามันเข้มข้นมาก
(กระพริบอัตราประมาณ 12Hzประมาณ4 วินาที)


และจุดนี้เองทำให้ผู้ชมที่ส่วนมากเป็นเด็กเกิดอาการปวดหัววิเวียนศีรษะคลื่นไส้ บางคนมีอาการชัก ตาบอด และหมดสติ

ซึ่งญี่ปุ่นมีรายงานว่ามีผู้ชมกว่า687,310 คนที่เกิดอาการ และ 375 ชายหญิงถูกส่งเจ้าโรงพยาบาล โดยเด็กกว่า 685 คนถูกวินิจฉัยว่า
เป็นโรคลมชักแสง(โรคลมชักแสงเป็นอาการหนึ่งของโรคลมบ้าหมูโดยผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะเกิดขึ้นเมื่อมีแสงกระพริบกระตุ้นให้เกิดอาการ
ชักได้ เช่นแสงไฟ วูบๆ วาบๆ เป็นจังหวะ)แต่บางคนบอกว่าเป็นอุปทานหมู่(เพราะมีรายงานว่าเด็กที่เป็นอาการไม่มีประวัติลมชักมาก่อน)

เหตุการณ์นี้เป็นข่าวดังไปทั่วโลกทางทีวีโตเกียวต้องออกมาขอโทษและระงับการฉายโปเกมอนชั่วคราวเพื่อหาสาเหตุที่เกิดขึ้นผู้รับผิดชอบ
หลายหน่วยงานต่างออกมาตรวจสอบออกมาวิเคราะห์ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปจนถึงกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ
ที่ต้องจัดประชุมฉุกเฉินหารือในการรวบรวมข้อมูลไปจนถึงการทำลายวีดีโอโปเกมอนจากร้านเช่าทั่วญี่ปุ่นเลยทีเดียวหลังจากเหตุการณ์
ในครั้งนั้นทางรัฐบาลญี่ปุ่นออกคำสั่งไม่ให้โปเกมอนตอนนั้นห้ามออกอากาศเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่นหรือนอกประเทศ

ใครอยากเห็นคลิปฉากที่ว่าหาดูได้ในยูทูป (ไม่แปะนะ) ผมดูแล้วก็ขอบอกว่า “โครตแสบตามากๆ"
   


Pokemon card


   
ยังอยู่ที่เรื่องของโปเกมอน อย่างที่รู้กันว่าโปเกมอนนั้นเป็นการ์ตูนที่ดังมาก เพราะช่วงแรกๆ ที่ออกฉายก็เกิดกระแสความนิยมไปทั่วโลก
และเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นไม่กี่เรื่องที่ไปฉายในเมืองนอก โดยนอกจากจะถูกสร้างเป็นอนิเมชั่นถึง 14 ซีซันแล้วยังถูกนำไปทำเป็นสินค้า
เป็นการ์ดเกม ให้สะสม ซึ่งการ์ดเกมนี้แหละที่ทำให้มีเหตุการณ์แปลกๆ ตามมา มากมาย


โดยในปี 1999 มีข่าวเด็กอายุ9 ปี ในนิวยอร์กแทงเด็กคนหนึ่งที่อายุมากกว่าเพื่อแย่งชิงการ์ดโปเกมอน หลังจากนั้นก็มีรายงานเด็กแทง
เพื่อแย่งการ์ดโปเกมอนจากหลายทีตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นแคนาดา เพนซิลวาเนีย ในปี 2004 และอีกครั้งในสวีเดนในปี 2008
โชคดีที่ไม่มีรายงานว่ามีเด็กเสียชีวิตแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามจากข่าวดังกล่าวก็แสดงให้เห็นว่าโลกเราทุกวันนี้ปล่อยปะละเลยเด็กมากเกิน

   


Taichi Takaxi
   


มีข่าวเล็กๆ แปลกๆ ที่พึ่งจะอินเทรนเมื่อหลายปีที่ผ่านมา เกี่ยวกับบุคคลที่หลงใหลตัวละครผู้หญิง 2D ที่หลงมากจนถึงขั้นจะแต่งงานมาแล้ว
และมีไม่กี่คนที่เคยประกาศต่อสาธารณชนว่าเขาต้องการกับตัวละครในเกมและการ์ตูนเรื่องนั้น จนสร้างความฮื่อฮ่าไปทั่วโลก นั้นคือกรณีของ


ทาอิชิ ทากาชิตะ ที่เขาออกมาประกาศว่าอยากแต่งงานกับ อาซาฮินะ มิคุรุ ตัวละครหญิงจากเรื่องอนิเมชั่นเรื่อง Suzumiya Haruhi

ทั้งทีเธอไม่ใช่ตัวละครหลักของการ์ตูนเรื่องนี้ด้วยซ้ำ จริงจังถึงขั้นอยากจัดงานแต่งงานแบบเป็นเรื่องเป็นราวและอยากให้รัฐบาลญี่ปุ่นออก
กฎหมายสามารถให้คนแต่งงานกับตัวการ์ตูนได้ ซึ่งในปี 2008 เขากำลังล่ารายขื่อหนึ่งล้านลายเซ็นในอินเตอร์เน็ตเพื่อยื่นให้รัฐบาลทำฝัน
เขาให้เป็นจริง โดยปัจจุบันเขาได้ลายเซ็นประมาณ 2000 รายชื่อ เขาบอกว่า

“ผมไม่สนใจสามมิติ ผมอยากจะอยู่โลกสองมิติ แม้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน
แต่ผมต้องการให้อนุมัติการแต่งงานกับสาวสองมิติ ถ้าเป็นไปได้ผมอยากแต่งงานกับอาซาฮินะ มิคุรุ”


ข่าวดังกล่าวนั้นต่างประเทศให้ความสนใจมาก ในโลกตะวันตกไม่เข้าใจคนกลุ่มดังกล่าว และถูกมองว่าเป็นบุคคลล้มเหลว หนีความจริง
เพราะหากเขาไม่มีคู่ ไม่เป็นที่สนใจต่อเพศตรงข้าม ทำไมไม่ไปฟิตเนสหรือทำตัวให้เป็นคนมีคุณค่าต่อคนรอบข้าง ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่า
คนทั่วโลกมองโอตากุญี่ปุ่นในแง่ลบ แต่อย่างไรก็ตามกรณีดังกล่าวก็จะเกิดขึ้นอีกแน่นอน เนื่องด้วยปัจุบันเทคโนโลยีต่างๆ เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
และสักวันเราอาจสามารถเข้าโลกสองมิติก็เป็นไปได้

   



Neon Genesis Evangelion: End
   


Neon Genesis Evangelion (NGE) หรือในชื่อภาษาไทยว่า “เอวานเกเลี่ยน มหาสงครามวันพิพากษา” สร้างโดย
สตูดิโอไกแน็กซ์ (Gainax)เขียนบทและกำกับโดย ฮิเดอากิ อันโน (AnnoHideaki) และร่วมผลิตโดยทีวีโตเกียว
และ NihonAd Systems เริ่มฉายในเดือน ตุลาคม 1995 ถึง 1996และหลังจากทิ้งช่วงไป 2 ปี


ในปี1998 ภาพยนต์ตอนจบของNGEชื่อว่าThe End of Evangelion (EoE)จึงได้เข้าฉายตามโรงภาพยนต์
และปิดฉากตำนานEvangelionไปอย่างสมบูรณ์แบบ


ส่วนเนื้อเรื่องการ์ตูนเรื่องนี้จบเอาโลกอนาคต(ที่ค่อนข้างเหมือนยุคปัจจุบันที่ตัวเอกชื่ออิคาริ ชินจิ เด็กธรรมดาที่ไม่มั่นใจ
ในตนเองที่ถูกคัดเลือกพร้อมกับคนที่ถูกคัดเลือกคนอื่นไม่ว่าจะเป็นสาวเงียบอายานามิ เรย์ (เงียบจนไม่มีบทเลยในช่วงหลังๆ)
สาวแกร่งอาสึกะ เรย์ให้ขับหุ่นอีวาต่อกรกับพวกสาวกที่ถูกส่งมาก่อกวนบนโลก

การ์ตูนเรื่องนี้โด่งดังในโลกตะวันตกอย่างมาก ด้วยเนื้อเรื่องที่ตีความได้หลายความหมาย ไม่ว่าจะเป็นการหยิบยกสัญลักษณ์
ทางศาสนา หลักการต่างๆ ทั้งทางชีววิทยา การทหาร ศาสนา จิตวิทยา มาเป็นแนวทางการดำเนินเรื่อง ผสมกับจิตวิทยา
จิตวิเคราะห์ของตัวละครในสมัยเด็ก (psychoanalysis) ว่าทำไมตัวละครหลักของเรื่องจึงมีนิสัยและการกระทำเช่นนั้น
จึงไม่น่าแปลกอะไรที่การ์ตูนเรื่องนี้ได้รับรางวัลใหญ่หลายรางวัล จนได้รับการยอมรับในหลายๆ แห่งว่า เป็นหนึ่งในการ์ตูน
ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล (oneof the greatest anime of all time)และถือได้ว่าเป็นเรื่องที่เยี่ยมยอดที่สุดและ
กลายเป็นบรรทัดฐานของการ์ตูนดราม่าหุ่นยนต์สมัยใหม่ ที่ยิ่งใหญ่เทียบเท่ากัมดั้มเลยทีเดียว

สิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับการ์ตูนเรื่องนี้ก็คือตอนจบ โดยภาคแรกมี 26 ตอน ซึ่งมีตอนจบคือตอนที่ 25 และ 26 อยู่สองชุดด้วยกัน
ซึ่งชุดแรกเป็นชุด ที่ได้ฉายทางทีวีเป็นครั้งแรก ซึ่งผู้กำกับฮิเดอากิ อันโน มีความต้องการจะทำตอบจบแบบ “นามธรรม”
เพื่อให้คนดูนำไปคิดเอง และหาตอนจบของตัวเอง แต่ก็ได้เกิดปัญหาขึ้น เมื่อกลุ่มแฟนของการ์ตูนเรื่องนี้ มีความรู้สึกไม่พอใจ
กับตอนจบดังกล่าว จนถึงขั้นมีการเขียนจดหมายขู่ฆ่าถึงผู้กำกับ ฮิเดอากิ อันโน โดยตรง

แต่ดูเหมือนอันโนจะพอใจกับตอนจบแบบนี้ และยังไม่ให้ความสำคัญกับการสร้างตอนจบ ที่คนดูดูรู้เรื่องมากเท่าใดนัก จึงไม่แปลก
เมื่ออันโนจะไม่พอใจที่ Gainax ตัดสินใจจะสร้างตอนจบของ NGE : End of Evangelion ซึ่งได้ออกฉายในโรงภาพยนตร์
ในปี ค.ศ.1998 ซึ่งเป็นตอนจบ ที่ให้คำตอบกับทุกคำถามจากการ์ตูนเรื่องนี้อย่างสมบูรณ์ (แม้ว่าคนดูจำนวนมากก็ยังดูไม่รู้เรื่องอยู่ดี)

อย่างไรก็ตามก็ต้องขอบคุณการ์ตูนเรื่องดังกล่าว เพราะทำให้วัฒนธรรมการดูการ์ตูนในญี่ปุ่นเปลี่ยนไป โดยสิ้นเชิง เนื่องด้วย
ความสำเร็จที่มากมายจากการ์ตูนเรื่องนี้ ทำให้ผู้ผลิตการ์ตูนญี่ปุ่นสามารถผลิตการ์ตูนที่มีเนื้อหาซับซ้อนออกมาให้เราๆ ดูกัน
มากมายหลายเรื่อง อีกทั้งทำให้กลุ่มคนดูผู้ใหญ่เริ่มให้ความสำคัญ กับการ์ตูนในฐานะของสื่อหรือศิลปะกันมากขึ้น



   
Talesfrom Earthsea


 
มิยาซากิ ฮายาโอะ ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้กำกับภาพยนตร์การ์ตูนในตำนานของญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันไม่มีใครเทียบชั้นเขาได้ เขาได้อยู่คู่กับ
สตูดิโอจิบลิ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของสตูดิโอนี้โดยบริยาย เขาได้กำกับภาพยนตร์ยอมเยี่ยมมากมายจนทั่วโลกยอมรับ
และได้รับการยกย่องว่าภาพยนตร์การ์ตูนของเขานั้นยิ่งใหญ่พอๆ กับวอลต์ ดิสนีย์ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเขาเป็นคนที่อุทิศงาน
ของเขาจริงๆ


หลังจากที่มิยาซากิลงออกจากตำแหน่งผู้กำกับ ผู้สืบสานงานต่อมาของเขาก็คือลูกชายแท้ๆ ของเขาคือ มิยาซากิ โกโร่
โดยมีผลงานเปิดตัวก็คือ ‘‘Talesfrom Earthsea’’ หรือศึกเทพมังกรพิภพสมุทรเป็นเรื่องแรกของปี 2006 แต่ปรากฏว่า
ตัวการ์ตูนกลับสร้างความผิดหวังต่อหลายๆ ฝ่าย

เนื่องจากเนื้อหาการดำเนินเรื่องประเด็นสำคัญต่างๆ เสียชื่อ มิยาซากิ ฮายาโอะไปหมด (ทำให้ได้รางวัลภาพยนตร์ยอดแย่
ของญี่ปุ่นประจำปีไปครอง) หลังจากนั้นก็มีข่าวลือตามมาว่า มิยาซากิ ฮายาโอะ มีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับลูกชาย เนื่องจาก
เขามองว่าลูกชายของเขา ไม่สามารถสืบทอดงานของเขาได้ อีกทั้งยังมองว่าลูกชายของเขาเอาชื่อของเขามาสร้างชื่อ
ให้กับตนเอง




The Lion KingVSJungle Emperor Leo


 
เดอะ ไลออนคิง (The Lion King)เป็นภาพยนตร์จากบริษัทวอลท์ ดิสนีย์ ออกฉายวันที่ 15 มิถุนายน 1994 กำกับโดย
Roger Allers & RobMinkoff งบประมาณการสร้างกว่า 79,300,000 (ประมาณ)ตอนออกฉายครั้งแรกโด่งดังมาก
ขึ้นอันดับหนังทำรายได้ของอเมริกาหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ด้วยความยาว 90 นาที ทำให้เด็กๆ ชื่นชอบตัวละครในเรื่องมาก
โดยเฉพาะเจ้าตัว ทีโมน และ พุมบ้า เป็นตัวเมียร์แคทและหมูป่าก็ได้กลายเป็นที่ประทับใจในหลายๆ คน


อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากญี่ปุ่นตาม เมื่อพวกเขาฟ้องว่าเดอะ ไลออนคิง มีเนื้อเรื่องความคล้ายคลึงกับ
เลโอผลงานการ์ตูนสุดคลาสสิคของบิดาแห่งวงการการ์ตูนญี่ปุ่น เท็ตซึกะ โอซามุ บิดาแห่งวงการการ์ตูนของญี่ปุ่น ผู้ซึ่งทำให้
อนิเมชั่น และ มังงะ(หนังสือการ์ตูนในภาษาญี่ปุ่น) มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

สำหรับ "เลโอสิงห์น้อยเจ้าป่า" นั้นเดิมทีแล้วเป็นการ์ตูนที่เขียนลงในหนังสือการ์ตูนโชเน็นรายเดือนที่ตีพิมพ์ในปี 1950 – 1954
โดยเรื่องนี้ได้มีการทำออกมาเป็นอนิเมฉายในช่วงปี 1965-1966 นอกจากนี้ก็ยังได้ทำเป็นภาพยนตร์จอเงินถึง 2 เรื่อง โดยทาง
ญี่ปุ่นฟ้องว่า "เดอะ ไลออนคิง" ก็อปเรื่องเลโอเนื่องจากทั้งสองเรื่องมีเนื้อหาเหมือนกัน และ องค์ประกอบของฉากก็คล้ายกัน
ตัวละครก็คล้ายกัน แต่ทางดิสนีย์ ก็ออกมาปฎิเสธทันควัน ว่าไม่ได้ก็อปปี้อย่างแน่นอน เพราะเรื่องไลออน คิง พวกเขามีแรงบันดาลใจ
จาก โจเซฟ และ โมเลส เรื่องราวต่างๆ ในคัมภีร์ไบเบิลและวิลเลี่ยมเช็คสเปียร์

อย่างไรตามสุดท้ายเรื่องก็เงียบหายไป จนมีข่าวลือว่าทางดีสนีย์จ่ายเงินค่าปิดปาก



Manga Kenkanryu
 


Manga Kenkanryu เป็นการ์ตูนแนว ความรู้รอบตัว(ด้านเดียว),การเมือง โดยโจมตีเกาหลีเป็นหลัก เขียนโดย SgharinYamano
ซึ่งเขายอมรับว่าเขาเขียนการ์ตูนเรื่องนี้เพราะ “เกลียดเกาหลี” ซึ่งก่อนหน้านั้นการ์ตูนนี้เคยถูกลงในเว็บเบอร์ของคนเขียนในเว็บไซต์
และได้รับความนิยมเรื่อยมา(เฉพาะกลุ่ม) จนมีสำนักพิมพ์จัดพิมพ์ และเผยแพร่โดยShimyushsเปิดตัวเมื่อ 26/07/2005 จนถึง
ตีพิมพ์เป็นซีรีย์ 2 และ 3 ตามมา


ช่วงที่หนังสือการ์ตูนเรื่องนี้วางจำหน่าย ตอนนั้นญี่ปุ่นกำลังอยู่ในช่วงเกาหลีฟรีเวอร์เหมือนไทยเรา สาเหตุคือญี่ปุ่นสนับสนุนให้
ละครทีวีซีรีย์เกาหลีมาเข้าฉายในญี่ปุ่น ซึ่งส่งผลให้วัฒนธรรมเกาหลีต่างกระหน่ำเข้ามาที่ญี่ปุ่นไม่หยุดยั้ง เหมือนคลื่นยักษ์
จนกลุ่มคนญี่ปุ่นที่ชอบเกาหลีมีเพิ่มขึ้น ในขณะที่บางกลุ่มเกิดอาการ “เกลียดเกาหลี” ก็มีจำนวนมากขึ้นเช่นกัน ทำให้มีบางคน
คิดเขียนการ์ตูนเพื่อระบายความรู้สึกดังกล่าวขึ้นมา

โดยเนื้อหาการ์ตูนเรื่องนี้ประมาณว่าเป็นการโต้เถียงอภิปรายระหว่างสองกลุ่ม คือกลุ่มหนุ่มสาวญี่ปุ่นกับหนุ่มสาวเกาหลีที่ถกเถียงกัน
โดยมีหัวข้อต่างๆ ว่าประเทศของใครดีกว่ากัน เช่น การเมือง,อาหาร,วัฒนธรรม และแน่นอนส่วนใหญ่ญี่ปุ่นจะชนะหมด นอกจากนั้น
คนเขียนก็พยายามให้ตัวละครเก่าหลีเป็นฝ่ายเลว และแสดงนิสัยแย่ๆ ออกมา

หลังหนังสือเล่มนี้วางจำหน่าย จึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่ชาวญี่ปุ่นตอบรับอย่างดี แน่นอนผลที่ตามมาคือการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องนี้หลายฝ่าย
วิจารณ์ว่าเป็นการ์ตูนที่มองเกาหลีในแง่ลบมากเกินไป เนื้อหาบิดเบือนประวัติศาสตร์ที่เป็นข้อเท็จจริงส่วนใหญ่ การแบ่งแยกเชื้อชาติ
และก่อให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์การเมืองที่ตึงเครียดระหว่างเกาหลีและญี่ปุ่น


ส่วนทางด้านฝ่ายเกาหลีก็ออกหนังสือมาตอบโต้บ้างคือ KimSung Mo(เกลียดญี่ปุ่น) ซึ่งเนื้อหาคล้ายกับ Manga Kenkanryu
เพียงแต่เปลี่ยนเนื้อหาโจมตีญี่ปุ่นแทน




Momotaro:Umi no Shinpei
 


Momotaro:Umi no Shinpei เป็นการ์ตูนภาพเคลื่อนไหวเรื่องแรกของญี่ปุ่น กำกับโดย MitsuyoSeo โดยถูกสั่งให้ทำเพื่อใช้เป็น
ภาพยนต์โฆษณาชวนชื่อสำหรับสงครามโดยกระทรวงทหารเรือญี่ปุ่น ฟิล์มมีความยาวกว่า 74 นาที ฉายเมื่อ 12 เมษายน 1945
โดยการ์ตูนเป็นเรื่องราวของทหารญี่ปุ่น จะถูกนำมาเสนอในรูปของสัตว์ที่เดินขาเหมือนมนุษย์


โดยตัวละครหลักมาจากนิทานพื้นบ้านของญี่ปุ่นชื่อดังเรื่อง โมโมทาโร่ โดย โมโมทาโร่ กลายเป็นนายทหารระดับสองของญี่ปุ่นที่
บัญชาการรบเหล่าสัตว์ที่อยู่ในการ์ตูนเรื่องโมโมทาโร่ เพียงแต่แทนที่จะต่อสู้กับยักษ์ก็เปลี่ยนมาต่อสู้เหล่าฝ่ายสัมพันธมิตรในการรบ
ที่เกาะสุลาเวสี ณ ประเทศอินโดนีเซียแทน

ที่ขำๆ มากๆ คือ การ์ตูนฉายในปี ค.ศ. 1945 ซึ่งปีที่ว่านี้ สงครามโลกครั้ง 2 ยุติพอดี ด้วยชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร โดยสหรัฐอเมริกา
ตัดสินใจทิ้งระเบิดปรมาณูทั้งสองลูกบนแผ่นดินญี่ปุ่น ที่เมืองฮิโรชิมา และเมืองนางาซากิ ในตอนต้นเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1945
ส่วนทางด้านสหภาพโซเวียตก็ประกาศสงครามกับญี่ปุ่น และโจมตีแมนจูเรียของญี่ปุ่นญี่ปุ่นเลยตัดสินใจยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข
ในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1945 และ วันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1945 ญี่ปุ่นได้เซ็นสัญญาในเอกสารยอมจำนนอย่างเป็นทางการ
เป็นสิ้นสุดสงครามโลกอย่างเป็นทางการ ทำให้การ์ตูนเรื่องนี้แห้วตามระเบียบเมื่อฉายออกมา เพราะเนื้อหาเกี่ยวกับสงครามของ
ทหารญี่ปุ่นที่รบชนะฝ่ายสัมพันธมิตรเสียด้วย

ต่อมาต้นฉบับของการ์ตูนเรื่องนี้ได้หายไป คาดว่าจะถูกยึดและเผาโดยกองทัพอเมริกัน ดังนั้นภาพยนต์การ์ตูนเรื่องนี้จึงเหลือแต่เพียง
ฉบับสำรองเก็บไว้ในโรงเก็บและได้กลายเป็นสิ่งที่ระลึกเตือนใจในสงครามโลกครั้งที่ 2 เท่านั้นเอง

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09 พฤษภาคม 2020, 09:58:38 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่