ฆาตกรหรรษา เมื่อฆ่าสังหารหมู่

ผู้เขียน หัวข้อ: ฆาตกรหรรษา เมื่อฆ่าสังหารหมู่  (อ่าน 186 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 19802
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed
ฆาตกรหรรษา เมื่อฆ่าสังหารหมู่
« เมื่อ: 15 พฤษภาคม 2020, 15:56:10 »

ฆาตกรหรรษา เมื่อฆ่าสังหารหมู่

เราได้เห็นฆาตกรบ้าเลือดไล่ล่าฆ่าคนไม่เลือกในภาพยนตร์สยองขวัญหลายเรื่อง
หากแต่ชีวิตจริงนั้นบางทีอาจน่ากลัวกว่าภาพยนตร์ที่เห็นหลายร้อยเท่า


ฆาตกรหรรษา (spree killer) เป็นฆาตกรที่ก่อเหตุฆ่าคนมากกว่าหนึ่งคนขึ้นไปในพื้นที่หนึ่ง โดยก่อเหตุครั้งเดียว
และช่วงเวลาเดียว และจะฆ่าต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่สนว่าเหยื่อเป็นใครมาจากไหนหากพบจะฆ่าทันที และจะไม่หยุด
จนกว่าตัวฆาตกรจะถูกฆ่าหรือถูกตำรวนจับ ซึ่งฆาตกรประเภทดังกล่าวจัดระดับอันตรายของ FBI และหน่วยงาน
ของอเมริกา ซึ่งฆาตกรที่เป็นอันตรายที่สุด จำเป็นต้องป้องกันให้เร็วที่สุด




ฆาตกรหรรษาเมื่อได้ฆ่า ฆาตกรประเภทนี้จะเกิดความรู้สึกสนุกสนานเมื่อได้ฆ่าเหยื่อรายแรก จะโดยบังเอิญหรือตั้งใจก็ตาม
ซึ่งฆาตกรประเภทนี้มักเริ่มต้นฆ่าเหยื่อรายแรกด้วยอารมณ์โทสะที่ควบคุมไม่อยู่ อาจจะถูกยั่วยุหรือแรงกดดันที่มา
ตั้งแต่เกิด และความรู้สึกเมื่อได้ฆ่าเขาจะลิ้มรสแบบผู้มีชัย ผู้ยื่นเหนือชีวิตของผู้อื่นของคนอื่นที่สามารถมอบความตาย
ให้แก่เหยื่อที่ถูกเขาฆ่าได้ มันได้แผ่ซ่านขึ้นชั่วขณะหนึ่ง ทำให้เขามีความรู้สึกอิ่มเอิบเมื่อได้ฆ่าจนกลายเป็นเสพย์ติด
และเขาจะฆ่าต่อไปอีกเรื่อยๆ จนกว่าจะจนมุมหรือถูกฆ่า

ทางการสหรัฐยกให้ ฆาตกรหรรษา เป็นประเภทที่ต้องระมัดระวังมากที่สุด เพราะพบบ่อยฆาตกรต่อเนื่อง เมื่อพวกมันก่อเหตุ
จะมีเหยื่อที่ตายเพราะฆาตกรประเภทนี้จำนวนมาก และเกิดได้ทุกสถานที่และทุกเวลา เมื่อเกิดแต่ละทีมักเป็นข่าวดังทั้งประเทศ
และทั่วโลก ที่น่าสังเกตคือ ฆาตกรหรรษา มักเกิดในประเทศที่ “เจริญแล้ว” แหละนี้คือเรื่องราวของเหล่า ฆาตกรหรรษา
ที่ก่อการอาละวาด ในประวัติศาสตร์
 

George Hennard
(สังหารคนไป 23 ราย บาดเจ็บ 20 ราย)

   


เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 1991 จอร์จ เฮนนาร์ด ในเขตเบล เท็กซิส ขับรถกระบะของเขาทะลุหน้าต่างของร้านอาหารลูบี้ หน้าต่างแตกกระจาย
และรถชนกับพื้นที่ในร้าน เสียงกรี๊ดร้องของผู้คนที่ทานอาหาร และความตกตะลึงจนให้ตอนนั้นตกอยู่ในความโกลาหล ทันใดเองเขาลงออก
จากรถและตะโกนสุดเสียงว่า


“นี้คือสิ่งที่เบลเคานต์ดี้ทำกันฉันไว้”

เหยื่อรายแรกคือ ไมเคิล กริฟฟิ สัตวแพทย์ท้องถิ่นที่วิ่งไปข้างด้านคนขับรถเพื่อเสนอความช่วยเหลือผ่านทางหน้าต่างแต่เขากลับถูกยิง
จากนั้นเขาก็ทำการฆ่าคนในพื้นที่แห่งนั้นด้วยปืนพก Glock 17 และปืน Ruger P89 ทีละคนทีละคน จากนั้นก็เข้าหา ฮัปส์ ซูซานน่า
(คนใหญ่คนโตในพรรคพรรครีพับลิกัน) และพ่อแม่ของเธอ ความจริงเธอพกอาวุธปืนมาด้วยหากแต่อยู่ในรถเพราะกฎหมายของสหรัฐ
ห้ามพกอาวุธปืนในที่สาธารณะ พ่อของเธอพยายามหนีแต่ถูกยิงหน้าอก ส่วนแม่ของเธอถูกยิงที่หัว แต่เธอก็รอดได้
(ต่อมาเธอก็เรียกร้องกฎหมายการพกอาวุธปืนพกในสหรัฐอเมริกา)

ในเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้กล้าคนหนึ่งคือ ทอมมี่ จอห์น ที่โยนตัวเองผ่านกระจกหน้าต่างเพื่อให้คนอื่นสามารถหลบหนีได้ทำให้หลายคน
รอดชีวิตอย่างหวุดหวิด เหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลทำให้คน 23 คนถึงแก่ความตายและ 20 คนบาดเจ็บ (เฉลี่ยมีแต่คนวัยกลางคน และ
คนสูงอายุที่ตาย เนื่องจากจอร์จละเว้นไม่ฆ่าเด็ก) จนกระทั่ง 10 นาทีต่อมา เจ้าหน้าที่ได้มาถึงที่เกิดเหตุทำการควบคุมสถานการณ์
โดยเขาถูกต้อนเข้าห้องน้ำปลิดชีพฆ่าตัวตาย ต่อมามีการวิเคราะห์สาเหตุแรงจูงใจว่าทำไมเขาถึงก่อเหตุดังกล่าว

ผลสรุปคือ ที่เขาทำแบบนั้นก็เพราะเกลียดชังผู้หญิง ซึ่งเป็นผลจากประวัติชีวิตที่ล้มเหลว เหตุการณ์สังหารหมู่ที่ร้านอาหารลูบี้ ถูกจัดว่า
เป็นเหตุการณ์อาละวาดยิงกันตายที่ร้ายแรงที่สุดในอเมริกาในเวลานั้น ก่อนที่จะถูกลบสถิติลงจากเหตุการณ์สังหารหมู่เวอร์จีเนียเทค
ในเวลาต่อมา (ปี 2007)

 


Baruch Goldstein
(ผู้เสียชีวิต 29 รายและบาดเจ็บ 125 ราย)



   
บารุค โกลด์สไตน์ ชาวยิวพลเมืองสหรัฐอพยพไปอยู่ในอิสราเอลมีความคิดขวาจัดสุดโต่งจนก่อการร้ายในปี 1994 ในเหตุการณ์สังหารหมู่
ถ้ำของพระศาสดา (Cave of the Patriarchs massacre) หรือ 'หะรอมอัล-คอลีล' หรือคนทั่วไปเรียกว่า มัสยิดนบีอิบรอฮีม เมืองฮีบรอน
ในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งสถานที่ดังกล่าวเป็นเขตพิพาทกันชาวยิวกับปาเลสไตน์


บารุค โกลด์สไตน์ เป็นชาวยิวที่ได้รับการฝึกอบรมการเป็นแพทย์ และเข้าร่วมกลุ่มสันติบาลกลาโหมยิว (Jewish Defense League)
จนเป็นเหตุทำให้เขากลายเป็นชาวยิวหัวรุนแรง ต่อมาก็อพยพไปอิสราเอลเพื่อทำหน้าที่เป็นแพทย์ฉุกเฉินในกลุ่มดังกล่าว แต่เขาปฏิเสธ
ในการรักษาชาวอาหรับ ต่อมา ริบบี คาเฮน เพื่อนใกล้ชิดของเขา ถูกลอบสังหารทำให้เขาสาบานว่าจะแก้แค้น

จนกระทั่งถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 1994 เขาก็ได้เข้าไปห้องน้ำในถ้ำของพระศาสดา แต่งกายในลักษณะชุดกองทัพที่เขาสังกัดจากนั้น
ก็ใช้ปืนกล Galil กวาดยิงชาวมุสลินที่กำลังละหมาดกว่า 800 คนในที่แห่งนั้น โดยฆ่ามากที่สุดเท่าที่มากได้ เลือดสาดกระจายไปทั่วบริเวณ
ส่งผลทำให้ชาวมุสลิมที่กำลังละหมาดต้องเสียชีวิต 29 คนและบาดเจ็บถึง 125 คนภายในระยะเวลาอันสั้น การสังหารหมู่สิ้นสุดลงเมื่อ
ฝูงชนใช้ถังดับเพลิงทุบตีเขาจนเสียชีวิต



ผลจากเหตุการณ์สังหารหมู่ดังกล่าว ทำให้เกิดการจลาจลโดยชาวปาเลสไตน์เกิดขึ้น ทำให้ทั้งสองผ่ายต่างมีผู้บาดเจ็บเสียชีวิตหลายราย
ส่วนรัฐบาลอิสเราเอลได้ออกประมาณการสังหารหมู่ และดำเนินนโยบายต่อสนองจากเหตุการณ์ดังกล่าว และในเวลาต่อมา บารุค โกลด์สไตน์
ได้กลายเป็นบุคคลที่ผู้ก่อการร้ายชาวยิวหัวรุนแรงให้ความนับถือ ทุกวันนี้ชาวอิสราเอลหลายคนเดินทางมาหลุมศพของเขาในเมืองฮีบรอน
เพื่อเฉลิมฉลองการกระทำของเขาในวันสังหารหมู่ดังกล่าวท่ามกลางเสียงประณามจากทั่วโลก



 
Toi Mutsuo
(เหยื่อเสียชีวิต 30ราย และบาดเจ็บ 3 คน)



   
โทอิ มุทสึโอะ เด็กหนุ่มอายุ 21 ปีที่ทั้งชีวิตถูกกดดันอย่างหนักและได้รับทุกข์ทรมานจากวัณโรคที่รักษาไม่หาย เขาอาศัยในหมู่บ้านไคโอะ
หมู่บ้านขนาดเล็กในหุบเขา ซึ่งส่วนหนึ่งของเมืองสึยามะในจังหวัดโอคายามะ พ่อแม่ตายตั้งแต่เด็ก ยายรับเลี้ยงดูแต่เกิดภาวะซึมเศร้า
และถูกหญิงในหมู่บ้านปฏิเสธที่จะคบเป็นแฟน เพราะเขาเป็นวัณโรค จนทำให้ความถึงขีดสุดจนก่อเหตุสังหารหมู่ขึ้น โดยในบันทึกฆ่าตัวตาย
ของเขาบอกเป็นนัยว่า ที่เขาทำเรื่องดังกล่าวเพราะความเจ็บปวดจากการถูกปฏิเสธจากเพื่อนหญิงของเขา


ในชั่วโมงแรกของวันที่ 21 พฤษภาคม 1938 มุทสึโอะขึ้นไปในห้องใต้หลังคาแล้วเปลี่ยนชุดเตรียมออกรบ เขาใส่เสื้อคอตั้งของทหาร
พันสายคาดกับหน้าแข้งทั้งสองข้าง บนหัวพันกระบอกไฟฉายขนาดเล็กสองอันไว้ราวกับเขาของปีศาจ แล้วแขวนไฟหน้าของจักรยานไว้กับตัว
ที่เอวเสียบดาบญี่ปุ่น กับมีดจีนอีกสองเล่ม ในมือถือปืนลูกซอง เขายัดกระสุนลงในกระเป๋ากว่า 100 นัด สะพายย่ามซึ่งบรรจุดินปืนกับ
ปลอกกระสุน และวางพินัยกรรมของตนทิ้งไว้แล้วก็พร้อมที่จะเปิดฉากการล้างแค้น



เริ่มจากใช้ขวานฆ่ายายของเขา ด้วยการตัดหัวจนขาดกระเด็น จากนั้นเขาก็ตัดสายกระแสไฟหมู่บ้านให้มืดสนิท จากนั้นเขาก็เดินไปบ้าน
แต่ละหลัง (11หลัง) และฆ่าคนในบ้านที่เขาบุกรุกเข้าไปตายทีละคนสองคนด้วยปืนและดาบ  และแล้วในที่สุด คดีฆาตกรรมซึ่งกินเวลา
เพียง 1 ชั่วโมงครึ่ง ก็สิ้นสุดลง รวมจำนวนผู้เสียชีวิต เหยื่อเสียชีวิต 30ราย และบาดเจ็บ 3 คน สุดท้ายเขาก็กลับบ้านตนเองและฆ่าตัวตาย
ด้วยการยิงตนเองด้วยปืนลูกซองที่หน้าอก

และนี้คือคดีสังหารหมู่ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น โดยประโยคแรกในจดหมายลาตายของเขาเขียนไว้ว่า

“เมื่อคุณอ่านจดหมายฉบับนี้แสดงว่าผมคงไม่มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้แล้ว สิ่งที่ผมทำลงไปนั้นทำตัดสินใจทำลงไปจริง
แต่ผมก็ไม่สามารถฆ่าคนที่สมควรจะฆ่า กลับฆ่าคนที่ไม่ควรจะฆ่าเพราะเหตุการณ์พาไป....”



 
Campo Elias Delgado
(ตาย 30 คน บาดเจ็บ 15)



   
แคมโป เอเลียส รูอาโน เป็นครูสอนภาษาอังกฤษชาวโคลัมเบีย ที่เมืองโบโกตา อดีตเคยเป็นทหารผ่านศึกสงครามเวียดนาม ซึ่งสงครามดังกล่าว
ทำให้เขาเป็นคนโดดเดี่ยวและมีประสบการณ์ที่ขมขื่นต่อต้านสังคม เขาตำหนิแม่ตนเองว่าเป็นต้นเหตุปัญหาทั้งหมด และเกลียดชังแม่ของตนเอง
จนมีความคิดอยากสังหารหมู่ขึ้น


และแล้วในช่วงบ่ายของวันที่ 4 ธันวาคม 1986 เขาก็แทงนักเรียนหญิงจากโรงเรียนของเขาและแม่ของเธอที่อพาร์ทเม้นท์ด้วยมีดล่าสัตว์
จากนั้นเขาก็กลับไปอพาร์ทเม้นท์ของแม่และฆ่าเธอด้วยการแทงที่ด้านหลังคอ จากนั้นเขาก็ห่อร่างกายของแม่ด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์
และตั้งไฟทำให้สัญญาเตือนไฟไหม้ดังขึ้น เขาวิ่งไปแล้วกรีดร้องว่า “ไฟไหม้ ไฟไหม้” ทำให้ผู้อยู่อาศัยคนอื่นๆ หนีเข้าไปในห้องโถงหลัก
จากนั้นเขาก็รอคอยเหยื่อของเขาและฆ่าทีละคนทีละคน เขาจัดการแทงชายคนหนึ่งถึงแก่ความตายก่อนที่จะยิงปืนลูกโม่ .32 calibre 5 นัด

แต่นั้นยังไม่จบ...ต่อมาเขาเดินในร้านอาหารลอซเซตโต (Pozzetto) จากนั้นก็สั่งอาหารแพงที่สุดในร้าน เป็นสปาเก็ตตี้ ไวน์แดงและวอดก้า
เขากินเป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงอย่างใจเย็น ก่อนที่จะฆ่าคน ทีละคนๆ จนตายไป 21 คน ด้วยวิธีเล็งยิงหน้าผากของเหยื่อก่อนที่จะฆ่าคนถัดไป
โดยอาวุธเขามีเพียงมีดล่าสัตว์และปืนลูกโม่ Revolver (.32 calibre) เท่านั้น แต่เขาก็สามารถฆ่าคนตายไป 30 คนและบาดเจ็บ 15 คน
ก่อนที่จะถูกยิงตายโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจในอีก 10 นาทีต่อมา



 
Cho Seing-hui
(มีเหยื่อเสียชีวิต 32 คน และบาดเจ็บ 17 คน)



   
โช ซึงฮึย นักศึกษาวัย 23 ปีจากเกาหลีใต้ในมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียเทค เมืองแบล็กส์เบิร์ก มลรัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา ได้รับความเดือดร้อน
จากปัญหาทางจิตและความวิตกกังวลอย่างรุนแรงในช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะเขาถูกตำหนิว่าเป็นพวกโรคจิตแอบตามดูผู้หญิงสองคน
เขาเลยเริ่มแผนการแก้แค้นอย่างมีพิถีพิถัน โดยการฝึกซ้อมยิงปืนในท้องถิ่น การจัดหาอาวุธ พร้อมทั้งถ่ายวิดีโอเทปตัวเองที่บอกสาเหตุการ
สังหารหมู่ว่าเขาเกลียดโลกใบนี้ อีกทั้งยังชื่นชม อีริค แฮริส กับ ไดแลนด์ เคลโบลด์ ที่ก่อเหตุสังหารหมู่โรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ เทปดังกล่าว
ถูกนำโพสกระจายไปทั่วอินเตอร์เน็ต ซึ่งส่วนใหญ่ของเนื้อหาจะพูดเชิงรุนแรงแต่ไร้สาระ


วันที่ 16 เมษายน 2007 เวลา 7 นาฬิกา มีมือปืนคือนาย โช ซึงฮึย เริ่มปฏิบัติการแก้แค้นของเขา โดยใช้ปืน ปืน Walther กึ่งอัตโนมัติ
สังหารเพื่อนนักเรียนสองคนในหอพักเวอร์จีเนีย จากนั้นเขายังคงใจเย็นเข้าไปในห้องของตนเองและส่งภาพวีดีโอไปให้ข่าวเอ็นบีซี ก่อนที่จะ
เตรียมตัวด้วยการเอาปืนพก Norris Hall ติดตัวและเดินไปที่มหาลับจากนั้นก็เอาโซ่ล่ามปิดทางออกเพื่อป้องกันคนหลบหนี

เขายังเขียนข้อความติดไว้ในประตูว่า หากใครพยายามเปิดประตูจะเกิดการระเบิด จากนั้นเขาก็ไปที่ห้องเรียนที่ตอนนั้นกำลังมีการเรียนการสอน
และเริ่มทำกราดยิงหลายนัด โดยเขาเดินเข้าไปทีละห้องโดยกำหนดเป้าหมายไปด้วย อย่างไรก็ตามมีเหยื่อหลายรายที่เขามีโอกาสยิงแต่เขาไม่ยิง
และเขาไม่สนใจที่จะไปห้องที่มีการกั้นประตูจากนักศึกษาที่พยายามเอาตัวรอดโดยไม่ให้เขาเข้ามา

เหตุการณ์ดังกล่าวมีคนเสียชีวิตอย่างน้อย 32 คน และบาดเจ็บอย่างน้อย 17 ราย หลังเหตุการณ์เกิดได้ 9 นาที เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามา
และเอาโซ่ล่ามออกพร้อมปิดประตูทางเข้าออกทั้งหมด เมื่อเขารู้ตัวว่าตัวเองกำลังถูกต้อนจึงใช้ปืนฆ่าตาย  ซึ่งต่อมาเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้
หลายคนตั้งข้อสงสัยต่อความปลอดภัยของมหาวิทยาลัย และตำหนิข้อผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ตำรวจของมหาวิทยาลัย ที่ไม่รายงานเหตุ
มือปืนจิตป่วย โชเซืองฮุย บุกยิง 2 นักศึกษาในหอพักในทันที

 



Ahmed Ibragimov
(เหยื่อเสียชีวิตมากกว่า 34 ราย บาดเจ็บ 20 ราย)



   
ฮาเหม็ด อิบรากิมอฟ เป็นชาวเชเชนที่มีอาชีพคนขับรถ ไล่ยิงคนที่เป็นชาวนรัสเซียที่กำลังเดินทางในหมู่บ้าน Mikenskaya ของชาวเชเชน
อย่างสนุกสนาน ส่งผลทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 34 ราย(รายงานไม่แน่ชด) ในปี 1994 แรงจูงใจที่ก่อการสังหารหมู่ของอิบรากิมอฟนั้น
ยังคงไม่ทราบ เนื่องจากมีข้อมูลน้อย


ในอินเตอร์เน็ตก็มีข่าวลือต่างๆ มากมาย แต่สิ่งที่รู้คือก่อนหน้านั้นเขาเป็นบุรุษไปรษณีย์ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม เขาออกจากบ้าน และเริ่มยิงคน
ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าว การสู้รบกลุ่มกบฏเชเชนและรัสเซียกำลังเริ่มหยุดลง โดยวิธีการของเขาคือเรียกเหยื่อให้ออกมาก่อนที่จะใช้ปืนไรเฟิลยิง
เขาฆ่ากระทั่งเด็กอายุ 10 ขวบ ซึ่งเป็นหนึ่งในเหยื่อของเขา ก่อนที่จะหลบหนี มีข่าวลือว่าในขณะที่เขาซ่อนตัวยังฆ่าคนตามรายทางอีกจำนวนหนึ่ง

ผลพวงจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้สองวันต่อมาเขาก็ ถูกฆ่าด้วยการรุมประชาทัณฑ์จากญาติของผู้ตายที่โกรธแค้นเขา โดยการเอาแท่งเหล็ก
ดีจนตายและทิ้งศพเขาไว้บนถนน

 


Martin Bryant
(มีผู้เสียชีวิต 35  บาดเจ็บ 21 คน)



   
ในปี 1996 ชายหนุ่มอายุ 28 ปีคนหนึ่งชื่อ มาร์ติน ไบรอัน ในแทสมาเนีย ประเทศออสเตรเลีย ได้รับการวินิจฉันว่าเป็นคนปัญญาอ่อน
ที่ไม่เป็นอันตราย โดยเพื่อนบ้านของเขาให้การว่าเขาเป็นคนดี เป็นที่รักของเด็กท้องถิ่น ที่เขามักจะซื้อของเล่นราคาแพงๆ มาให้
แต่ที่จริงแล้วไบรอันมีภาวะซึมเศร้าจากการที่เขาไม่ได้งานทำ เขายังบอกจิตแพทย์ว่า เขาอยากยิงคน ต่อมาเขาก็ได้เงินมรดก 1.5 ล้านดอลลาร์
และเขาใช้เงินส่วนดังกล่าวซื้ออาวุธปืน นำไปสู่การสังหารหมู่สะเทือนขวัญที่สุดในออสเตรเลีย

 
เมื่อวันที่ 28 เมษายน 1996  มาร์ติน ไบรแอนต์ได้เดินเข้ามาในร้านกาแฟในสวนประวัติศาสตร์พอร์ตอาเทอร์ ในมือถือกระเป๋าสีดำ
ขนาดใหญ่และสั่งอาหาร เขานั่งลงและคุยกันคนอื่นๆ ในร้านกาแฟ โดยบทสนทนามีเรื่องต่างๆ มากมายก่อนที่จะสรุปว่าวันนี้อากาศร้อน
จากนั้นเขาก็เปิดกระเป๋าหยิบ AR-15 ที่ได้รับการบรรจุซองกระสุนขนาด 30 นัดเอาไว้แล้วออกมา จากนั้นก็ยิงคนในร้านทันที 12 คน 
และเขายังไล่ฆ่าคนที่หนีในพื้นที่ร้านขายของกระจุกกระจิกอีก 8 คน  ก่อนที่จะออกไปลานจอดรถ คนที่เห็นเรื่องที่เกิดขึ้นก็วิ่งกัน
กระจัดกระจาย และเขายังไล่ล่าคนพร้อมโดยเปลี่ยนอาวุธเปลี่ยนอาวุธเป็น FN FAL (ไรเฟิลเบาอัตโนมัติของเบลเยียม)

จากนั้นไบรแอนต์ขับรถและฆ่าคนไปเรื่อยๆ ตามรายทาง ก่อนที่จะชิงรถบีเอ็มดับบลิว แต่เขาไม่ฆ่าคนในรถแต่จับตัวเป็นประกันและ
ใช้รถคนนี้ขับไปยังบ้านคู่สามีภรรยามาร์ติน เขาย้ายตัวในบ้าน ในบางช่วงของเวลานั้น เขาลงมือเผารถที่เขาขโมยมา เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึง
เขาก็ติดต่อสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยโทรศัพท์ เขาอ้างว่ามีตัวประกันสามีภรรยามาร์ตินและตัวประกันคนอื่นๆ ในบ้าน

การเจรจาผ่านไปถึง 18 ชั่วโมง จนในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตัดสินใจใช้ไฟและการใช้กระสุนรัวยิงบีบให้เขายอมมอบตัว สุดท้ายเขา
ก็หนีออกมาพร้อมเสื้อผ้าที่ถูกไฟไหม้ เขาพยายามถอดเสื้อผ้าที่ติดไฟออก เขาถูกตำรวจจับและนำไปรักษาที่โรงพยาบาล และจากการ
ตรวจสอบก็พบตัวประกันที่เหลือที่ใส่กุญแจมือที่ราวบันได รวมทั้ง ร่างของคู่มาร์ตินที่ตายเพราะถูกฆ่าก่อนหน้านานแล้ว
(ก่อนหน้าที่ไบรอันจะไปสวนประวัติศาสตร์พอร์ตอาเทอร์ด้วยซ้ำ)

ผลสรุปคือเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้เสียชีวิตถึง 35 คน บาดเจ็บ 21 คน ไบรอันถูกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีการลดหย่อนโทษ
ปัจจุบัน มาร์ติน ไบรแอนต์ยังคงถูกคุมขังอยู่ที่ ศูนย์จองจำวิลเฟรด ใกล้กับเรือนจำริสดอน



 
William Unek
(ตาย 57 ราย บาดเจ็บอย่างน้อย 20 ราย)




กรณีของวิลเลี่ยม อูเนเคอาจแปลกกว่ากรีณสังหารหมู่อื่นๆ เนื่องจากเขาสังหารหมู่ 2 ครั้งในระยะเวลาห่างไป 3 ปี โดยในปี 1954
เขาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในสาธารณรัฐคองโก  ในช่วงเวลาดังกล่าวเขาทำการสังหารหมู่อย่างโหดร้ายด้วยการฆ่าคน 21 คน
ด้วยขวาน ในมาฮาก้าก่อนที่จะจบที่ทังกันยิกา เหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้บาดเจ็บจำนวนมากมาย แรงจูงใจก็ไม่ชัดเจน และหลังเหตุการณ์
เขาหลบหนี ต่อมาเขากลับมาทำงานอีกครั้งโดยไม่รู้ไม่ชี้ในสิ่งที่เกิดขึ้น


และด้วยเหตุผลใดก็ไม่ทราบเขาได้ก่อเหตุซ้ำรอยอีกครั้งในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1957 เขาใช้ปืนที่ขโมยว่าและไล่ฆ่าคนในหมู่บ้านท้องถิ่น
Malampaka ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสถานที่เกิดเหตุครั้งแรก ภายในสิบสองชั่วโมง เขายิงคนตายสิบคน ผู้หญิงแปดคน เด็กแปดคน ผู้ชาย
อีกห้าคนถูกฆ่าด้วยขวาน และผู้หญิงและเด็กสองคนถูกวางเพลิงจนตาย และเขายังรัดคอผู้หญิงอายุ 15 คน ส่งผลทำให้มีชาวบ้าน
ตาย 36 คน ก่อนที่เขาจะหลบหนีอีกครั้ง

ต่อมาก็โดนตำรวจล้อมและถูกยิงจนต้องยอมจำนน ก่อนที่จะเสียชีวิตในโรงพยาบาลในที่สุด
 


Woo Bum-Kon
(ตาย 57 ราย และบาดเจ็บ 35 ราย)




วู บอม-คอน (1955-11982) เป็นฆาตกรสังหารหมู่ที่อันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจใน Gyeongsangnam-do
ก่อนที่จะวันที่เกิดเหตุ นั้นเขาทะเลาะกับแฟนอย่างหนักถึงขั้นตบตีกัน เขาออกจากบ้านและไปยังทำงาน ก่อนที่จะดื่มอย่างหนัก กลับบ้าน
และทะเลาะกับแฟนอีกรอบ ก่อนที่เขาจะตรงไปคลังแสงสรรพาวุธเพื่อรวบรวมซึ่งประกอบด้วย ปืนไรเฟิล M2 carbines สองกระบอก
พร้อมกระสุน และระเบิดมืออีกจำนวนหนึ่ง (ประมาณเจ็ดลูก)


เวลาประมาณ 9 โมงของวันวันที่ 26 เมษายน 1982 วูได้ไปเยี่ยมชมหมู่บ้านท้องถิ่น เขาแอบซ่อนตัวในพุ่มไม้และเริ่มยิงคนในตลาดของหมู่บ้าน 
ตอนนั้นเองแฟนเขาได้ตามหาเขาและเจอเขาพอดี แต่เขายิงเธอที่ต้นขา แต่ไม่ฆ่าเธอ จากนั้นเขาก็ไปที่ทำการไปรษณีย์และยิงคนสามคนในนั้น
จนตายก่อนที่จะตัดสายโทรศัพท์หมู่บ้านทั้งหมดเพื่อไม่ให้มีการแจ้งความฉุกเฉิน

จากนั้นเขาก็ไปบ้านแต่ละหลังในหมู่บ้านถัดไปแบบสุ่ม โดยใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาใช้ประโยชน์โดยการบอกให้คนในบ้านออกมาข้างนอกก่อน
ที่จะใช้ปืนไรเฟิลหรือไม่ก็ระเบิดมือฆ่าทุกคนบ้านแต่ละหลังตายหมด วิธีการดังกล่าวเขาสามารถฆ่าคนถึง 42 คน โดยประกอบด้วย 18 คน
ในหมู่บ้าน Ungye และ 24 ในหมู่บ้าน Pyongchon

หลังจากนั้นเขาก็พยายามหลีกเลี่ยงการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนกระทั่งถึงวันที่ 27 เมษายน เขาได้ฆ่าคนตามรายทาง ก่อนที่จะจับ
ตัวประกันสามคนซ่อนตัวในโรงนา และเมื่อถูกปิดล้อมกดดันเขาก็ฆ่าตัวตายพร้อมกับตัวประกัน เหตุกันดังกล่าวมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 57 คน
และได้รับบาดเจ็บ 35 คนและการสังหารหมู่ของวูได้ถูกจารึกว่าเป็นบุคคลสังหารหมู่ที่เลวร้ายที่สุดในยุคปัจจุบันก่อนที่จะถูกลบสถิต
จากเหตุสังหารหมู่ในนอร์เวย์ 22 กรกฎาคม 2011 ในที่สุด



 
Anders Behring Breivik
(ตาย 77 ราย และบาดเจ็บ 96 ราย)


[/url]
   
แอนเดอร์ส เบห์ริง เบรวิก (เกิด 13 กุมภาพันธ์ 1979) เป็นชาวนอร์เวย์ฝ่ายขวาจัดหัวรุนแรงที่ก่อเหตุสังหารหมู่ในนอร์เวย์เมื่อวันที่
22 กรกฎาคม 2011 โดยเริ่มต้นด้วยการลอบวางระเบิดในรถขนาดไหนที่อยู่สถานที่ราชการในกรุงออสโล เมืองหลวงของนอร์เวย์
เหตุการณ์ดังกล่าว มีผู้เสียชีวิต 8 คน


จากนั้นเขาก็ใช้เรือข้ามฟากไปยังเกาะอูโทยา และไล่ยิงกลุ่มวัยรุ่น 600 คน ซึ่งเป็นนักเรียนในค่ายฤดูร้านบนเกาะ ตอนนั้นเขาสวม
เครื่องแบบเจ้าหน้าที่ตำรวจ ใช้ป้ายปลอมผ่านเขตรักษาความปลอดภัยเข้ามาโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น และเขาก็เข้ามาค่ายดังกล่าว
พร้อมตะโกนไปว่าเขามาช่วยปกป้องเยาวชนที่ค่ายบนเกาะที่ หลังจากเกิดเหตุระเบิดในเมืองหลวงสามชั่วโมงก่อนหน้านั้น
ซึ่งเยาวชนหลายคนเชื่อจงออกมาข้างนอก ก่อนที่เขาจะใช้ปืนกลยิงใส่ทุกคน เหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้เสียชีวิต 77 คน
ส่วนใหญ่ 69 คนเป็นวัยรุ่น อายุ 14-19 ปี จนทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 76 คน

ผู้รอดชีวิตภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าวให้การว่า นายเบรวิกก่อเหตุด้วยท่าทีที่สุขุมมาก ซ้ำยังหัวเราะในขณะที่เขาลงมือฆ่าเหยื่อทั้งที่
ร้องขอชีวิตจากเขา หลายคนพยายามแกล้งตายเพื่อรอดชีวิตแต่เบริกกลับยิงซ้ำไปที่ร่างเหยื่อ เพื่อให้แน่ใจว่าเสียชีวิตแน่นอน บางคน
พยายามลงในน้ำและพยายามว่ายน้ำเข้าฝั่ง แต่หลายคนจมน้ำตายและมีไม่กี่คนที่ถูกช่วยมาได้ เยาวชนวัยรุ่นบางส่วนซ่อนตัวอยู่ใน
ห้องน้ำชั้นใต้ดิน และใช้โทรศัพท์มือถือในการติดต่อสื่อสารในที่ต่างๆ ผ่านข้อความ


หลังจากนั้นเวลา 90 นาทีของการสังหารเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มาถึง และเบรวิกก็ยอมจำนนด้วยท่าทีเงียบสงบโดยไม่มีการต่อต้านแต่อย่างใด
ที่น่าตะลึงในเวลาต่อมาก็คือแผนการสังหารหมู่ของนายเบกวิกนั้นมีการวางแผนตั้งแต่ปี 2009 ซึ่งเขาได้สร้างไดอารี่เล่าถึงกระบวนการ
วางแผนที่เขาอ้างว่าได้ร่วมมือกับองค์กรก่อการร้ายผ่านทางอินเทอร์เน็ต การซื้ออาวุธในปรากในปี 2009

นอกจากนี้เขายังก่อตั้งจีโอฟาร์ม (Breivik Geofarm) โดยเป็นเจ้าของกิจการเพียงคนเดียว เพื่อเพาะปลูกพืชผัก แตงโม พืชมีหัว
บังหน้า เพื่อที่จะซื้อปุ๋ยที่เป็นส่วนผสมในการทำระเบิด และแรงจูงใจในการก่อเหตุสังหารหมู่ว่าเขามีความความเกลียดชังผู้อพยพและ
มุสลิมที่หลั่งไหลเข้าไปตั้งถิ่นฐานในนอร์เวย์และชาติอื่นๆ ในยุโรป อีกทั้งมองผู้อำนวยความสะดวกช่วยเหลือคนเหล่านั้นว่าเป็นผู้ทรยศ
สมควรตายสถานเดียว

เมื่อเขาถูกนำตัวขึ้นศาลจิตแพทย์ในชั้นศาลได้ชี้ว่าเขามีอาการทางจิตหลงใหลบุคลิกภาพอันแข็งแกร่งในตัวของเขา สุดท้ายนายเบรวิก
ถูกดำเนินคดีในข้อหาก่อการร้าย ซึ่งมีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 21 ปี แต่มีสิทธิที่จะถูกลงโทษด้วยการจำคุกสูงสุด 30  ปี

 
อ้างอิงจาก

http://listverse.com/2011/10/22/top-10-deadliest-rampage-killers/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 พฤษภาคม 2020, 10:58:54 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่