Copycat Killers แรงบัลดาลใจฆาตกรรมเลียนแบบ

ผู้เขียน หัวข้อ: Copycat Killers แรงบัลดาลใจฆาตกรรมเลียนแบบ  (อ่าน 154 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 19786
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed
Copycat Killers แรงบัลดาลใจฆาตกรรมเลียนแบบ
« เมื่อ: 22 พฤษภาคม 2020, 14:34:18 »

Copycat Killers แรงบัลดาลใจฆาตกรรมเลียนแบบ



“Copycat Killers” ซึ่งหมายถึงการกระทำผิดในคดีฆาตกรรมที่เลียนแบบหรือมีแรงบันดาลใจจากคดฆาตกรรมก่อนหน้า
ซึ่งส่วนมากผู้ก่อเหตุมีพฤติกรรมอยากเลียนแบบการก่อคดีที่เห็นจากสื่อ (หรือความรุนแรงในภาพยนตร์) กรณีส่วนใหญ่
พบว่าผู้ก่อเหตุนั้นมีปัญหาทางจิตอยู่ก่อนแล้ว หรืองบางรายก็ออกแนวหน้าด้านที่อาศัยช่วงดังกล่าวฆ่าคนใกล้ตัวเพื่อผลประโยชน์
และนี่คือ เหตุฆาตกรรมเลียนแบบสุดสะพรึง

 

Tylenol Killer Copycats



ในช่วงฤดูใบไม่ร่วงของปี 1982 ได้เกิดเหตุการณ์ที่สั่นคลอนต่อประชาชนทั้งประเทศ เมื่อมีการพบคนตายทั้งหมด 7 คน
ทางฝั่งตะวันตกของชิคาโก โดยสาเหตุการตายของแต่ละคนระบุว่าเกิดจากการทานยาแก้ปวดประเภทแคปซูลของไทลีนอล
ที่มีส่วนผสมเจือโพแทสเซียมไซยาไนด์ยาพิษชนิดร้ายแรงที่กินแล้วตายอย่างรวดเร็ว ซึ่งต่อมาจึงสืบรู้ได้ว่าเกิดจากการ
กลั่นแกล้งของผู้ประสงค์ร้าย มันเป็นการฆ่าแบบสุ่ม ไม่มีเป้าหมาย สุดท้ายการสืบสวนก็ถึงทางตัน และทำให้กลายเป็น
คดีปริศนาที่ยังไม่คลี่คลายจนถึงปัจจุบัน

แม้ว่าจะมีผู้ต้องสงสัยคนหนึ่งถูกตัดสินจำคุกในคดีขู่กรรโชกทรัพย์จาก จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ผู้ผลิตไทลีนอล แต่ก็ไม่มีใคร
จับฆาตกรตัวจริงได้ และต่อมาผู้ผลิตยาจำเป็นต้องบรรจุยาในผลิตภัณฑ์ที่ไม่ความปลอดภัยมากขึ้นเพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อใจ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นคดีที่รู้จักเป็นกว้างข้างทำให้เกิดคดีเลียนแบบน่ากลัวเกิดขึ้น 4 ปีต่อมามีผู้หญิงในนิวยอร์กเสียชีวิต
จากการทานแคปซูลไทลีนอลที่เจือสารพิษไซนาไนด์ ในปีเดียวกันในวอชิงตัน ดี.ซี. มีชายสองคนตายเพราะทานยาแก้ปวดหัว
ไมเกรนชื่อดังเอกซ์ซีดีน จากการสืบไปสืบมาก็พบว่านางสเตลล่า นิเกิล เป็นผู้ก่อเหตุดังกล่าวโดยวางแผนฆ่าสามีของเธอเพื่อหวัง
เอาเงินประกันชีวิต โดยใส่ยาพิษลงในขวด สองขวด(แต่จากการตรวจสอบพบว่ามีสารพิษเจือปนในขวดอื่นๆ ถึงห้าขวด)และเธอ
ก็นำขวดที่เจือปนสารพิษเหล่านั้น วางกลับไปบนชั้นเพื่อเป็นการอำพรางเหมือนเป็นฝีมือฆาตกรต่อเนื่องโรคจิตที่ไม่มีเป้าหมาย
ส่งผลให้มีผู้บริสุทธิ์ที่ซื้อขวดที่มีพิษเจือปนแล้วนำไปกินจนตายไปหลายราย

สุดท้ายเธอถูกจับกุมและถูกพิพากษาจำคุก 90 ปี ต่อมาในปี 1993 ก็โผล่อีกครั้งเมื่อชายคนหนึ่งชื่อโจเซฟ เมลินพยายามฆ่า
ภรรยาเลียนแบบไทลีนอล และทำให้คนสองคนต้องตาย และเขาถูกจำคุกตลอดชีวิต


 
Natural Born Killers Copycats



ภาพยนตร์จำนวนมากได้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวของกับการฆาตกรรมเลียนแบบ ในหลายปีที่ผ่านมาก ฉากรูเล็ตรัสเซียใน
ภาพยนตร์เรื่อง "The Deer Hunter" ได้ถูกเชื่อมโยงการฆ่าตัวตายในลักษณะดังกล่าวหลายราย ภาพยนตร์เรื่อง
"A Clockwork Orange" ได้ถูกกล่าวหาว่าส่งเสริมกระตุ้นให้วัยรุ่นใช้ความรุนแรงในชีวิตจริง


อย่างไรก็ตาม บางที่ภาพยนตร์ที่น่าจะรับผิดชอบมากที่สุดในการเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคนในชีวิตจริงก่อคดีฆาตกรรม
น่าจะเป็นภาพยนตร์ของปี 1994 ของโอลิเวอร์ สโตน เรื่อง "Natural Born Killers” ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่มีแรงบันดาลใจจาก
ชาร์ลส์ สตาร์คเวเธอร์ & คาริล ฟูเกต คู่ฆาตกรต่อเนื่องในปี 1957 และ 1958 โดยภาพยนตร์ดังกล่าวถูกระบุว่าเป็นภาพยนตร์
ที่มีเนื้อหารุนแรงที่สุดในสื่ออเมริกัน และเป็นแรงบันดาลใจให้วัยรุ่นชาวอเมริกา อีริค แฮริส อายุ 18 ปี และ ไดเลน เคล็บโบลด์
อายุ 17 ปี ก่อคดีสังหารหมู่โรงเรียนที่โรงเรียนคอลัมบายน์ไฮสคูล (โคลัมไบน์) ในโคโลราโด เมื่อวันที่ 20 เมษายน 1998 
ซึ่งก่อนวันเกิดเหตุเขาใช้ชื่อย่อว่า “NBK”  ซึ่งเป็นชื่อย่อของภาพยนตร์ โดยเขาเขียนบันทึกว่า

“ฉันจะไป NBK และผู้คนจะพูดในสิ่งที่ชอบ”



หรือกรณีของวัยรุ่น เบจจามิน ดารรัน และ ซาร่าห์ เอ็ดมอนตี้ ทั้งคู่ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ซ้ำไปซ้ำมาก่อนที่จะตัดสินใจก่อคดีอาชญากรรม
ในวันถัดไป พวกเขาเดินทางออกจากโอคลาโอมาไปมิสซิสซิปปีและยิงคนสองคนตายและบาดเจ็บอีกหลายราย ซึ่งนี้เป็นเพียง
ตัวอย่างจาก 12 คดีฆาตกรรมที่ได้รับการเชื่อมโยงว่ามีแรงบันดาลใจจจากภาพยนตร์ "Natural Born Killers” เท่านั่น
 


Zodiac Copycat Eddie Seda



ในช่วงระยะเวลาห้าปีในช่วงปลายทศวรรษ 1960 ในพื้นที่ซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้มีฆาตกรคนหนึ่งชื่อนักฆ่าจักรราศี
ได้ใช้มีดและปืนฆ่าคนอย่างน้อยเจ็ดคนโดยไม่เหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น ซ้ำยังส่งรหัสลับครุมเครือและจดหมายเหน็บแนมไปยังตำรวจ
ท้าทายอำนาจกฎหมาย เขาอาจมีชื่อเสียงมากที่สุดในบรรดาฆาตกรต่อเนื่อง สื่อต่างๆ ให้ความสนใจเพราะจนบัดนี้ยังไม่มีใคร
ทราบตัวตนที่แม้จริงของนักฆ่ารายนี้เลย


20 ปีต่อมา ปี 1990 นักฆ่าจักรราศีก็กลับมาอีกครั้ง ในรูปของนักฆ่าเลียนแบบ เมื่อมันอาละวาดในนิวยอร์คซิตี้ ฆ่าคนไป 3 ราย
และบาดเจ็บไป5 ราย เหยื่อโดนทั้งมีดและปืน ในรายที่ตายเพราะปืนและมีดนั้นมันยิงและแทงมากกว่า 100 ครั้ง บางรายก็ยิงใน
ลำคอระยะใกล้ รายที่รอดก็ไม่พิการก็หวาดผวาไปเลย

นักฆ่าจักรราศีเริ่มสนุกสนานในการฆาตกรรมที่เกิดขึ้นและในเดือนพฤศจิกายน ปี 1989 มันได้ส่งจดหมายลับให้ตำรวจและสื่อ
หัวเรื่องจดหมายบอกว่า “นี่คือราศี” ได้บอกเล่าวีรกรรมของมันเอาไว้ ซ้ำยังไม่ลืมเครื่องหมายการค้ารูปวงกลมเส้นแบ่งเป็นวงกลม
เป็น 12 ส่วน ซึ่งเป็นตัวแทนของราศี ตำรวจรู้ทันทีเลยว่าฆาตกรรายดังกล่าวเป็นเพียงฆ่าเลียนแบบ



และแล้ววันที่ 18 มิถุนายน 1996 พวกเขาก็จับตัวฆาตกรรายนี้ได้คือ “เอ็ดดี้ เซด้า” (Heriberto "Eddie" Seda) เนื่องจาก
เขาทิ้งลอยนิ้วมือบนจดหมายของเขา จากการตรวจสอบประวัติชีวิตก็พบว่าเขาเป็นพวกเคร่งศาสนา แต่ว่างงานและเก็บตัว
เมื่ออายุ 16 ก็ออกจากโรงเรียนและหันมาจับปืนก่อคดีฆาตกรรม  สุดท้ายเขาก็ถูกตัดสินจำคุก 238  ปี


 

'Scream' Copycat Thierry Jaradin


 
slasher film เป็นภาพยนตร์สยองขวัญ ที่มีเนื้อหาตื่นเต้นเร้าใจที่มักเกี่ยวข้องกับฆาตกรโรคจิตลึกลับที่ออกมาฆ่าเหยื่อด้วยอาวุธ
ที่มีความรุนแรงเช่นมีดและขวาน ซึ่งมีเนื้อหาสมจริงและเลือดสาด ซึ่งไม่แปลกแต่อย่างใดที่ภาพยนตร์ดังกล่าวจะมีคนเลียนแบบ
เอามาใช้ในชีวิตจริงไม่มากไม่น้อย

ส่วนใหญ่ฆาตกรเลียนแบบมักเลือกเลือกเหยื่อแบบสุ่ม หากแต่นี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เมื่อเด็กอายุ 24 ปีคนหนึ่ง ชื่อ ตีแยรี จาร์แดง
ชาวเบลเยี่ยม อาชีพคนขับรถที่โดนเพื่อนบ้านอายุ 15 ของเขาปฏิเสธความโรแมนติก เขาเลยตัดสินใจที่จะแก้แค้นหลังจากได้ดูภาพยนตร์
เรื่อง "Scream" หนังสยองขวัญ 1996 อเมริกัน ที่เป็นเรื่องราวของฆาตกรต่อเนื่องไล่ล่าฆ่านักเรียนมัธยมปลาย โดยการใช้มีดแทงและฆ่า
โดยฆาตกรสวมเสือคลุมสีดำและหน้ากากที่ทำสีหน้าเหมือนภาพวาดชื่อดัง “กรีดร้อง”

เมื่อจาร์แดงเห็นภาพยนตร์ดังกล่าว เขาไปที่ห้องพักของเขาและสวมเครื่องแต่งกายฆาตกรกริ๊ดร้องและคว้ามีดทำครัวขนาดใหญ่ และเขา
ก็จัดการแทงสาวถึง 30 ครั้งเหมือนที่ฆาตกรในภาพยนตร์จัดการกับเหยื่อ หลังจากที่เขาถูกจับกุม เขาบอกตำรวจว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจ
จากภาพยนตร์ดังกล่าว

(ภาพยนตร์เรื่อง "Scream" เป็นภาพยนตร์ที่มีพื้นฐานจากคดีที่เกิดขึ้นจริง เมื่อมีการพบเด็กมัธยมปลายคนหนึ่งในเดือนสิงหาคม ปี 1990
ถูกแทงและฆ่าตายในอพาร์เมนของตัวเอง ตอนหลังก็ได้จับกุมฆาตกรชื่อ เดนนี่ โรลลิ่ง ที่ฆ่าเหยื่อไปถึง 8 ราย ส่วนมากเป็นนักเรียนหญิง
มัธยมปลาย ที่มีประวัติชีวิตถูกพ่อล่วงละเมิดทางร่างกายและทางอารมณ์ และสี่เดือนก่อนที่เขาจะฆ่าเหยื่อ เขายังมีความพยายามที่จะ
ฆ่าพ่อเขาด้วย)

 


Jack the Ripper Copycat Derek Brown


 
แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ เป็นฆาตกรต่อเนื่องที่มีชื่อเสียงที่เริ่มต้นฆ่าเหยื่อในปี 1888 ในตรอกไวท์แชปเปล ในมหานครลอนดอน ซึ่งเป็นสถานที่
แหล่งเสื่อมโทรมของลอนดอน เหยื่อของมันล้วนเป็นโสเภณี ซึ่งส่วนใหญ่ถูกบาดคอ และผ่าท้อง ตัดชิ้นส่วนของร่างกายติดมือไปด้วย
จำนวนเหยื่อไม่แน่นอน บ้างก็ว่า 5 คน บางคนก็ว่า 7 คน บางรายชื่อว่าเหยื่อต่อมาของแจ๊คเป็นพวกเลียนแบบ สุดท้ายคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง
แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ก็กลายเป็นคดีปริศนาที่ยังไม่คลี่คลายจนถึงปัจจุบัน


อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันก็มีฆาตกรรายคนที่เลียนแบบแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ที่น่าตกตะลึงน่าจะเป็นรายของ ดีเร็ก บราวน์ ชายอายุ 47 ปี
ที่หลงใหลฆาตกรแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ฆาตกรดังเมื่อ 120 ปีก่อน ก่อคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่แสนโหดเหี้ยม ด้วยการฆาตกรรมหญิง 2 ราย
ในปี 2008



บราวน์ได้เริ่มฆ่าเหยื่อของเขาในพื้นที่ของตะวันออกไวท์แชปเปล ลอนดอน ในเดือนสิงหาคมเขาได้ฆ่า Xiao Mei Guo คนเข้าเมือง
ผิดกฎหมายและโสเภณี อายุ 29 ปี ซึ่งเธอหายไปในสถานีรถไฟใต้ดินลอนดอน เดือนต่อมาเขาก็ได้ฆ่าโสเภณีบอน บาร์เร็ตต์ อายุ 26 ปี

ในขณะที่ยังไม่มีการพบศพ ตำรวจก็พบเลือดจำนวนมากของผู้หญิงสองคนในอพาร์ทเม้นของบราวน์ และที่น่าตกตะลึงก็คือเลือดนั้นมีอยู่ทั่วบ้าน
และมีความเข้มข้นสูงจนเป็นคราบเลือดในห้องน้ำ นักชันสูตรเชื่อว่าบราวน์คงหั่นศพหญิงที่อ่างอาบน้ำและทิ้งร่างกายของพวกเธอในที่แห่งหนึ่ง
สุดท้ายเขาก็ถูกตัดสินจำคุก 30 ปีในคดีฆาตกรรม ตำรวจเชื่อว่าเหยื่อของเขาน่าจะมีมากกว่านั้น แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครทราบว่าเหยื่อของเขา
มีเท่าใดกันแน่


 
'The Matrix' Copycats


 
นักวิจัยได้ศึกษาอิทธิพลของภาพยนตร์และสื่ออื่นๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมทางสังคมพบว่าการดู หรืออ่านภาพยนตร์เกี่ยวกับอาชญากรรมมี
อิทธิพลต่อพฤติกรรมในชีวิตจริง อย่างไรก็ตามพวกเขายอมรับว่าผู้ที่กระทำผิดเลียนแบบดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากการสัมผัส
ความรุนแรงอาชญากรรมทางภาพยนตร์ โทรทัศน์หรือสื่ออื่นๆ ซึ่งอาจไปกระตุ้นให้พวกเขาในรูปแบบพฤติกรรมความรุนแรงของพวกเขา
ในรูปแบบบางอย่าง


ในปี 1999 มีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งเรื่อง Matrix ได้ติดในบ็อกซ์ออฟฟิศ ด้วยเนื้อหาแปลกใหม่และฉากต่อสู้ที่น่าตื่นตาตื่นใจทำให้
หลายคนชื่นชอบ เป็นแรงบันดาลใจสวมใส่เสื้อคัทีดำและแว่นกันแดดเช่นเดียวกับนีโอตัวละครหลักของภาพยนตร์ ที่เล่นโดย คีนู รีฟส์
ซึ่งในเรื่องนีโอจะสลับระหว่างโลกคอมพิวเตอร์จำลองที่เรียกว่าเดอะเมทริกซ์ซึ่งเขาทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์คอมพิวเตอร์และโลก
แห่งความจริงที่เขาเป็นฮีโร่ที่รักความรุนแรง

ด้วยเนื้อหาที่รุนแรงก็ไม่แปลกเลยว่าจะมีหลายคนก่ออาชญากรรมเลียนแบบจากภาพยนตร์ ในเดือนกันยายน 2002 วาดิม ได้ฆ่าเจ้าของบ้าน
ของเขาในแคลิฟอร์เนียและได้อ้างว่าเขาได้ดูเมทริกซ์ก่อนที่จะลงมือฆ่า หรือจะเป็นกรณีของ ลี บอยด์ ที่ร่วมมือกับ จอห์น อัลเลน มูฮัมหมัด
ที่ก่อคดีดีซีสไนเปอร์ที่ซุ่มยิงคนด้วยสไนเปอร์ ในวอชิงตันและทางหลวงเวอร์จีเนียโดยไม่มีเหตุจูงใจในการฆ่า ได้ให้ความเคารพเดอะเมทริกซ์
ในร่างของเขาขณะอยู่ในคุก



ในเดือนกุมภาพันธ์ 2003 โจชัว คุก เวอร์จิเนีย ได้กล่าวว่าเขาอาศัยอยู่ในเมทริกซ์ และแต่งตัวเลียนแบบ " นีโอ " เขาหยิบปืนซึ่งซื้อมา
แบบเดียวกับในหนังยิงพ่อแม่บุญธรรมจนถึงแก่ความตาย ฆ่าพ่อแม่ของเขา

ในเดือนกรกฏาคม 2002 ผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ Tonda Lynn Ansley ได้ยิงและฆ่าเจ้าของบ้านของเธอในโอไฮโอและบอกตำรวจว่า
เจ้าของบ้านของเธอมีส่วนร่วมในการสมรู้ร่วมคิดในการล้างสมอง และฆ่าเธอเช่นเดียวกับนีโอ ที่ถูกข่มเหง่ในเดอะเมทริกซ์


 

'Dexter' Copycat: Mark Andrew Twitchell


 
เมื่อปี 2008 ตำรวจแคนาดาได้จับกุมชายคนหนึ่งชื่อ นายมาร์ก ทวิตเชลล์ วัย 31 ปี นักสร้างภาพยนตร์อิสระ และผู้ต้องหาฆาตกรรม
ที่มีความในว่าอยากเป็นฆาตกรต่อเนื่อง โชคดีที่เขาถูกจับก่อนที่เขาจับก่อนที่เขาจะฆ่าเหยื่อรายที่สาม และก็พบหลักฐานมากมาย
ในการฆาตกรรม และในปี 2001 เขาก็ถูกพิพากษาจำคุก


ที่น่าตกใจคือ ทวิตเชลล์ ได้บอกว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจในการฆ่ามาจากรายการโทรทัศน์ 'Dexter' ซึ่งเป็นเรื่องราวของชายที่มี
ชีวิตสองด้าน ซึ่งด้านหนึ่งเป็นนักวิเคราะห์อาชญากรรมด้านกระเซ็นเลือดของกรมตำรวจไมอามี่ อีกด้านหนึ่งเขาสกลับเป็นฆาตกร
โรคจิตที่ออกตามฆ่า(ทรมาน) เหล่าฆาตกรโรคจิตอีกต่อหนึ่ง ซึ่งเขาบอกว่า...

อยากสร้างพล็อตในแบบของเขาเอง โดยถ่ายทำจากของจริง!! 



ซึ่งนายทวิตเชลล์ได้ ล่อเหยื่อไปสังหารโหดแล้วถ่ายทำเป็นภาพยนตร์สั้น 8 นาที ครั้งแรกนายทวิตเชลล์แสร้งทำเป็นผู้หญิงในโลก
ออนไลน์แล้วหลอกเหยื่อชายให้ติดกับ รับนัดกันทางอินเตอร์เน็ต เมื่อเหยื่อมาถึงก็จะลงมือปลิดชีวิตในโรงรถซึ่งใช้เป็น "ห้องสังหาร"
หลังจากนั้น 1 สัปดาห์ นายจอห์นนีย์ อัลทิงเจอร์ กลายเป็นเหยื่อรายต่อไปที่ถูกมือสังหารใช้ท่อทองแดงทุบศีรษะแล้วถูกมีดแทงจนตาย
จากนั้นใช้เลื่อยหั่นแขนและหั่นเป็นชิ้นๆ ก่อนที่จะเผาซากศพที่เหลือ แล้วทิ้งลงท่อน้ำทิ้ง โดยระหว่างที่นายทวิตเชลล์ลงมือนั้นมีการ
บันทึกเป็นภาพยนตร์ไว้และเก็บข้อมูลในคอมพิวเตอร์โดยตั้งหัวข้อว่า

"ความก้าวหน้าของผมในการกลายเป็นฆาตกรต่อเนื่อง" ก่อนที่เขาจะถูกตำรวจจับกุมในเวลาต่อมา
 


"Taxi Driver" Copycat John Hinckley


 
วันที่ 30 มีนาคม 1981 จอห์น ฮิงคลีย์ จูเนียร์ ที่แกล้งเป็นสมาชิกสื่อมวลชนได้ถือโอกาสที่ประธานธิบดี โรนัลด์ เรแกน แห่งสหรัฐอเมริกา
เดินทางออกจากการปราศรัยที่โรงแรมวอชิงตันฮิลตันในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และเดินไปยังรถของเขา ลอบสังหารด้วยปืนพกและยิงไปหกนัด
จนประธานาธิบดีเรแกนและคนอื่นอีกสามคนถูกยิงได้รับบาดเจ็บ  เรแกนปอดทะลุ แต่การรักษาทางการแพทย์ในทันทีทำให้เขาฟื้นตัว
อย่างรวดเร็ว ส่วนเลขาธิการ เจมส์ เบรดี้ ถูกยิงที่ศีรษะและเป็นอัมพาต และเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ


นี่คือการลอบสังหารประธานาธิบดีครั้งสามในหกปี แต่ ฮิงคลีย์ เป็นเพียงคนเดียว ที่บอกว่าการลอบสังหารเกิดจากการเลียนแบบภาพยนตร์
โดยเขาบอกว่าภาพยนตร์เรื่อง "Taxi Driver" ที่ฉายในปี 1976 เป็นแรงบันดาลใจของเขา โดยภาพยนตร์ดังกล่าวเป็นเรื่องของทหารผ่านศึก
เวียดนาม ที่พยายามลอบสังหารผู้สมัครชิงประธานาธิบดี อีกทั้งยังมีความหลงใหลต่อนักแสดงหญิง จูดี ฟอสเตอร์ เขาเชื่อว่าหากเขากลายเป็น
บุคคลแห่งชาติ เขาจะเท่าเทียมกับ ฟอสเตอร์ และเริ่มติดตามประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ ก่อนหันความสนใจมายังโรนัลด์ เรแกน

ต่อมาในปี 1982 เขาก็ถูกตัดสินว่าไม่มีความผิดด้วยเหตุความวิกลจริต และยังถูกจำกัดอยู่ในสถานจิตเวชแห่งหนึ่ง



อย่างไรก็ตาม การก่อคดีของฮิงคลีย์ได้เป็นตัวเร่งปฏิกริยานำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวางในหน่วยงานราชการลับที่ต้องตรวจพื้นที่
สาธารณะเมื่อประธานาธิบดีผ่าน การใช้เครื่องจับโลหะและหน่วยสืบราชการลับได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในช่วงการลอบสังหารประธานาธิบดี
เรแกน มีสมาชิกหน่วยสืบราชการลับ ประมาณ 1500 หากแต่ในปี 2011 มีจำนวนเพิ่มถึงสองเท่า
 



School Shooting Copycats



มันเริ่มต้นขึ้นในปี 1990 การสังหารหมู่ในโรงเรียนได้ระบาดไปทั่วประเทศสหรัฐอเริกา และมีการเชื่อมโยงเหตุการณ์สังหารหมู่ไปที่สื่อ
ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหารุนแรงหลายเรื่อง อย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 1996 เมื่อเด็กคนหนึ่งชื่อแบรี่ ลูไคทิสใช้ความรุนแรงฆ่าคนสามคน
โรงเรียนเมเสส เลค รัฐวอชิงตัน ก่อนที่จะสารภาพด้วยรอยยิ้มว่าเลียนแบบภาพยนตร์เรื่อง  "The Basketball Diaries" ซึ่งเป็น
ภาพยนตร์เกี่ยวกับเด็กหนุ่มนักกีฬาบาสเกตบอลที่ถูกโค๊ชจับได้ว่าใช้เฮโรอีน เขาหนีออกจากบ้าน ซึ่งในภาพยนตร์มีฉากหนึ่งที่ตัวเอง
สวมชุดดำ เปิดประตูโรงเรียนเข้าไปแล้วลงมือยิงนักเรียนและครู ซึ่งวันที่เกิดเหตุเขาก็สวมชุดดังกล่าวยิงครูและนักเรียนเหมือนภาพยนตร์


หลังจากนั้นก็มีเหตุสังหารหมู่ในโรงเรียนอเมริกาเกิดขึ้นมากมาย ในวันเดียวกันในแอตแลนตาก็มีเด็กอายุ 16 ปีคนหนึ่งยิงและฆ่าครู
หากแต่มันเป็นเพียงหนึ่งในเหตุการณ์กว่า 50 เหตุการณ์การยิงที่เกิดขึ้นระหว่างปี 1983-2000 รวมไปถึงเหตุการณ์สังหารหมู่ที่



โรงเรียนคอลัมบายน์ไฮสคูล(โคลัมไบน์) อเมริกา อีริค แฮริส และ ไดเลน เคล็บโบลด์ ยิงและฆ่า 13 คนและได้รับบาดเจ็บ 23ราย
ว่ากันว่าเหตุการณ์สังหารหมู่ครั้งนี้ได้ถ่ายทอดไปทั่วและเป็ฯที่สนใจของสื่อต่างๆ มากมาย จนทำให้หลายคนคิดที่จะเลียนแบบวีรกร
รมของวัยรุ่นสองคนก่อเหตุสังหารหมู่ในโรงเรียนอีกในอนาคต
 


Urder-Suicide Copycats


   
ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2009 ถึงเมษายน 2009 คนกว่า 43 คน ในประเทศสหรัฐอเมริกาเสียชีวิตเนื่องจากฆาตกรรม-ฆ่าตัวตายเลียนแบบ
โดยลอกเลียนแบบจาก real-life crimes มาเป็นแรงบันดาลใจ (หมายถึงคนที่พยายามฆ่าตัวตัวเนื่องจากมีแรงบันดาลใจจากโทรทัศน์
และสื่อภาพยนตร์ การฆ่าตัวตายดังกล่าวไม่สามารถป้องกันได้เลย บางครั้งการแพร่ผ่านทางโรงเรียนหรือระบบชุมชนส่วนมากเหตุผล
ฆ่าตัวตายมักได้รับแรงบันดาลใจจากการตายของบุคคลดัง เช่น การตายของ มาริลีน มอนโร หรือ ยูกิโกะ โอกาดะ นักร้องญี่ปุ่นซึ่งช่วงที่
ทั้งสองตายมีคนฆ่าตัวตายเพิ่มมากขึ้นผิดปกติ) โดยหนึ่งในเหตุการณ์ที่น่าตกตะลึงที่สุดคือคน 13 คน ในสมาคมของเมืองบิงแฮมตันได้ใ
ช้อาวุธปืนของพวกเขาฆ่าตัวตาย


ขณะที่นักวิจัยพยายามหาปัจจัยต่างๆ ในการเกิดเหตุการณ์ฆาตกรรม-ฆ่าตัวตายเลียนแบบ พวกเขาพบว่าการฤดูกาลก็มีผลต่อการ
ฆ่าตัวตาย โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ผลิจะมีอัตราการฆ่าตายสูงมากขึ้น รวมไปถึงสถานที่ด้วย
 
อ้างอิง

http://history.howstuffworks.com/american-history/5-copycat-killers.htm
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 พฤษภาคม 2020, 10:24:48 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่