เรื่องที่คนทั่วไปเข้าใจผิดเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่อง

ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องที่คนทั่วไปเข้าใจผิดเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่อง  (อ่าน 168 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 19786
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed

เรื่องที่คนทั่วไปเข้าใจผิดเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่อง
โดย Cammy-เต่านรก



ส่วนมากคนทั่วไปจะรู้ข้อมูลเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่องมาจากภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด และรายการโทรทัศน์ที่มักพูดเกินจริง
รวมถึงละครเพื่อความบันเทิงที่ส่งผลทำให้คนจำนวนมากที่เข้าใจเรื่องของฆาตกรต่อเนื่องผิด ที่น่าสนใจคือ
นอกเหนือจากคนทั่วไปที่ตกเป็นเหยื่อของข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่องแล้ว แม้แต่สื่อและแม้กระทั่ง
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์ก็มีความรู้ผิดพลาดกับฆาตกรต่อเนื่อง


กระทั่งเอฟบีไอเอง ก็มักสับสนในการตั้งทฤษฏีฆาตกรต่อเนื่องที่ออกอาละวาดฆ่าเหยื่อแต่ละครั้ง แม้จะมีการวิเคราะห์
พฤติกรรมต่างๆ มากมาย แต่ฆาตกรต่อเนื่องยังคงเป็นสิ่งลึกลับในการสืบสวนสอบสวนจนถึงปัจจุบัน และนี่คือบางส่วน
ข้อมูลตำนานเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่องที่คนทั่วไปเข้าใจผิดอยู่
 
10. ความเชื่อที่ผิด : ฆาตกรต่อเนื่องทุกคนมีนิสัยโดดเดี่ยว แปลกแยก


 
ฆาตกรต่อเนื่องส่วนใหญ่ไม่ได้มีนิสัยโดดเดี่ยวอย่างที่หลายคนคิด เพราะพวกเขาสามารถซ่อนสายตาคนธรรมดาอย่าง
กลมกลืนได้อย่างไม่มีพิรุธ ด้วยการมีครอบครัวเช่นเดียวกับคนอื่น มีทั้งลูกและมีชีวิตการงานปกติ ยกตัวอย่างเช่น


เดนนีส เรเดอร์ (Dennis Rader) หรือ นักฆ่าบีทีเค (The BTK Killer) ฆาตกรต่อเนื่องฆ่าคนใน 10 คนในเมือ
งวิชิตอ แตนซัส และลอยนวลมากกว่า 10 ปี เขาแต่งงานและมีเด็ก 2 คน อีกทั้งยังเป็นผู้นำลูกเสือ  ข้าราชการท้องถิ่น
และเป็นประธานชุมชนที่โบสถ์ของเขา

แกรี่ ริดจ์เวย์ (Gary Ridgway) หรือ นักฆ่าแม่น้ำกรีน (The Green River Killer) สารภาพว่าฆ่าผู้หญิง 48 คน
เมืองซิแอตเทิลและทาโคน่า อาศัยอยู่วอชิงตัน 20 ปี แต่งงาน และพออายุ 32 ปีก็เข้าโบสถ์เป็นประจำและชอบอ่าน
พระคัมภีร์อยู่กับบ้านและที่ทำงาน

โรเบิร์ต เยตส์ (Robert Yates) ฆ่าผู้หญิงที่เป็นโสเภณีไป 17 คน ในพื้นที่สโปแคน รัฐวอชิงตัน เขาแต่งงานมีลูกห้าคน
อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงชนชั้นกลางและมีอาชีพเป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพแห่งชาติสหรัฐและเป็นที่ยกย่อง
ของเพื่อนร่วมงาน

ข้อมูลที่น่าสนใจ ฆาตกรต่อเนื่องบางครั้งอาศัยอยู่กับญาติผู้หญิงเพราะพวกเขามีปัญหากับการจ้างงานและจ่ายค่าเช่าตรงเวลา
โดยพวกเขามักอยู่กับป้าน้องสาวแฟนหรือภรรยา แต่บางครั้งพวกเขาก็อาศัยอยู่ในห้องหรืออพาร์ทเม้นราคาถูกด้วยตัวเอง
 


9. ความเชื่อที่ผิด :  ฆาตกรต่อเนื่องผิวขาวทั้งหมด



ไม่เพียงแต่ชาวอเมริกันผิวขาวที่เป็นฆาตกรต่อเนื่อง เพราะตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาแสดงให้ว่าฆาตกรต่อเนื่องที่ออกอาละวาด
ในประเทศสหรัฐฯ มีหลายเชื้อชาติไม่ว่าจะเป็นแอฟริกันอเมริกัน ยุโรป และเอเชีย ซึ่งเป็นเรื่องปกติของความหลายหลาย
เชื้อชาติในสหรัฐอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น


ชาร์ลส์ หมิง พื้นเพมีสัญชาติฮ่องกงและจีนสมคบคิดกับ เลียวนาร์ด เลก (Leonard Lake) ก่อคดีลักพาตัว ข่มขืนและฆ่าคน
ผู้หญิงที่อาจมากถึง 25 คน ในคาลาเวอราส แคลิฟอร์เนีย เดอร์ริค ทอดด์ ลี (Derrick Todd Lee) ชายผิวดำจากหลุยเซียนา
ฆ่าผู้หญิงอย่างน้อย 6 คนในแบตันรูช แม้แต่เชื้อชาติเม็กซิกันอย่าง ราฟาเอล รามิเรซ (Rafael Resendez-Ramirez)
ฆ่าคนไป 9 คนในเคนตักกี๊ รัฐเท็กซัสและรัฐอิลลินอยส์ หรือจะเป็นคนจากอเมริกาใต้อย่าง รอรี่ คองเด้ (Rory Conde)
ชาวพื้นเมืองโคลัมเบียที่ก่อคดีฆาตรรมโสเภณี 6 คนในพื้นที่ไมอามี่
 


8. ความเชื่อที่ผิด : ฆาตกรต่อเนื่องเป็นเพศชาย


 
ส่วนใหญ่ในสื่อบันเทิงมักนำเสนอว่าฆาตกรต่อเนื่องต้องเป็นผู้ชาย อย่างไรก็ตามฆาตกรต่อเนื่องเพศหญิงก็มีแนวโน้มที่เกิดขึ้น
อยู่เนื่องๆ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือฆาตกรผู้ชายในการล่อลวงและช่วยเหลือฆ่าเหยื่อ เหมือนในกรณีของ


คาริล ฟูเกต (Caril Fugate)ที่ร่วมมือกับ ชาร์ลส์ สตาร์คเวเธอร์ (Charles Starkweather) ที่ฆ่าคนถึง 11 คนในเนบราสก้า
และไวโอมิง นอกจากนี้ยังมีฆาตกรต่อเนื่องหญิงที่ฉากเดียว เช่น ไอลีน วอร์นอส (Ailleen Wuornor) ใช้ปืน .22 ฆ่าผู้ชาย 7 คน
ในฟลอริด้าโดยอ้างว่าพวกเขาพยายามข่มขืนเธอในขณะที่เธอทำงานเป็นโสเภณี

อย่างไรก็ตาม ฆาตกรต่อเนื่องหญิงส่วนใหญ่มักเน้นสังหารคนในครอบครัว หรือเด็กเล็ก เด็กทารก หรือคนป่วยที่นอนอยู่ในโรงพยาบาล
เช่นกรณีของ เจน ท็อปพิน ( Jane Toppan) นางพยาบาล ในโรงพยาบาลเคมบริดจ์ ในรัฐแมสซาชูเซต ประเทศสหรัฐอเมริกา
ได้ก่อคดีฉีดยามอร์ฟินและแอโทรพีน กระตุ้นผู้ป่วยให้ตายอย่างทุกข์ทรมาน เธอให้การว่าเธอมักมีอารมณ์ทางเพศเมื่อเห็นสีหน้าผู้ป่วย
ทนทุกข์ทรมานก่อนตาย ซึ่งแตกต่างจากฆาตกรต่อเนื่องหญิงรายอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่ มักมีแรงจูงใจเรื่องเงินและไม่ตื่นเต้นทางเพศ


 
7. ความเชื่อที่ผิด : ฆาตกรต่อเนื่องมีแรงจูงใจเฉพาะเรื่องเพศ
   


แม้ว่าฆาตกรต่อเนื่องมักมีแรงจูงใจเรื่องเพศหลายราย แต่ก็มีฆาตกรต่อเนื่องอีกส่วนหนึ่งที่มีแรงจูงใจที่เกี่ยวข้องกับการเงิน
และความโกรธแค้น หรือบางรายไม่มีแรงจูงใจแม้แต่น้อย


ดีซี สไปเดอร์ (The DC Sniper ) เมื่อ จอห์น อัลเลน มูฮัมหมัด (John Allen Muhammad) และ ลีร บอยด์ สมัลโว
(Lee Boyd Malvo)
ก่อคดีซุ่มยิงคน 10 คนกลางเมืองวอชิงตัน เพื่อปกปิดความจริงว่าเป้าหมายสำคัญคือภรรยาของ
มูฮัมหมัดที่เขาต้องการระบายความแค้นภรรยาที่หย่าเขา

ด็อกเตอร์ ไมเคิล สวองโก( Dr. Michael Swango) ถูกตัดสินโทษในคดีฆาตกรรมฆ่าคนด้วยการฉีดยาพิษ 4 รายใน
สหรัฐอเมริกา แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่าด็อกเตอร์น่าจะสังหารคนถึง 50 คนในสะหรัฐอเมริกาและในทวีปแอฟริกา
ส่วนแรงจูงใจในการฆาตกรรมของเขานั่นไม่ปรากฏ

พอล เรด (Paul Reid) ฆ่าคนอย่างน้อย 7 คนในระหว่างปล้นร้านอาหารสามร้านในรัฐเทนเนสซี แรงจูงใจของเขาคือ
ปล้นเพื่อต้องการเงิน และฆ่าเพื่อเพื่อกำจัดพยาน


 
6. ความเชื่อที่ผิด : ฆาตกรต่อเนื่องจะฆ่าเหยื่อในพื้นที่ของตนที่ขีดเส้นเอาไว้



ที่จริงฆาตกรต่อเนื่องส่วนใหญ่มักมักกำหนดพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมสำหรับในการออกล่าเหยื่อมากกว่า โดยพื้นที่ดังกล่าว
เป็นพื้นที่คุ้นเคย หรือใกล้ที่อยู่อาศัย โดยไม่ฆ่าเหยื่อในพื้นที่ไม่คุ้นเคยเด็ดขาด


อย่างไรก็ตามก็ยังมีฆาตกรต่อเนื่องหลายรายที่เดินทางไปหลายรัฐเพื่อที่จะฆ่าเหยื่อ  ซึ่งฆาตกรต่อเนื่องที่มีนิสัยแบบนี้นั้นจะไร้
ที่อยู่อาศัย ย้ายบ้านอยู่บ่อยๆ และอาจมีอาชีพต้องเดินทางระหว่างรัฐหรือข้ามชาติ เช่น คนขับรถบรรทุกหรือรับราชการเป็นทหาร
ซึ่งมักจับตัวยาก และจำนวนเหยื่อก็หลายราย ตัวอย่างเช่น เฮนรี่ ลี ลูคัส (Henry Lee Lucas ) ถูกจับในข้อหาฆ่าคนโบกรถ
ตามทางหลวงของรัฐเท็กซัส รัฐมิชิแกน และรัฐฟลอริดามากถึง 11 ราย (แต่อ้างว่าเขาฆ่าไป 600 คน) ซึ่งเขามีที่อยู่ไม่เป็น
หลักแหล่ง
 



5. ความเชื่อที่ผิด : ฆาตกรต่อเนื่องจะไม่หยุดการฆ่าเว้นแต่เขาจะถูกจับหรือตาย



จากสื่อภาพยนตร์มักนำเสนอว่าฆาตกรต่อเนื่องจะออกอาละวาดฆ่าเหยื่อต่อไปเรื่อย ๆ ตราบใดที่มันไม่ถูกจับ ความจริงแล้วบางครั้ง
หากสถานการณ์ชีวิตส่วนตัวของฆาตกรต่อเนื่องเปลี่ยนไปพวกเขาจะทำการหยุดฆ่าก่อนที่พวกเขาจะถูกจับ


ซึ่งจากรายงานของเอฟบีไอได้กล่าวว่าสถานการณ์ที่ว่าอาจรวมถึงการมีส่วนร่วมที่เพิ่มขึ้นในกิจกรรมของครอบครัวที่ทดแทนทางเพศ
และอื่นๆ ที่เป็นแรงจูงใจฆ่า ยกตัวอย่าง เดนนีส เรเดอร์ ที่ฆ่าคนสิบคนระหว่างปีค.ศ.1974-1991 และหลังจากนั้นก็ไม่ฆ่าอีกเลย
จนกระทั่งถูกจับในปี 2005 เขาได้ว่าเขาร่วมกิจกรรมและออโต้อีโรติก.เพื่อทดแทนอารมรณ์อยากฆ่าเหยื่อ

อย่างไรก็ตาม หลายคนมักเชื่อว่าฆาตกรต่อเนื่องจะฆ่าเหยื่อทุกเดือน ความจริงแล้วเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะมีตัวอย่างมากมาย
ที่ฆาตกรต่อเนื่องเว้นระยะในการฆ่าเหยื่อของเขา บางรายเว้นหลายเดือน บางรายก็เว้นฆ่าเหยื่อเป็นปีก็มี ยกตัวอย่างเช่น
เจฟฟรีย์ กอตัส (Jeffrey Gorton) ฆ่าเหยื่อครั้งแรกของเขาในปี 1986 และครั้งที่สองในปี 1991 เขาไม่ได้ฆ่าเหยื่ออีก
จนถึงปี 2002 เขาก็ถูกจับ เอฟบีไอได้สอบถามว่าเหตุใดเขาถึงหยุดก่อคดี เขาบอกว่าเขามัวแต่หมกมุ่นสำเร็จความใคร่ด้วยการ
แต่งกายเป็นผู้หญิง ตลอดจนมีเพศสัมพันธ์เพศกับภรรยา ทำให้ยุติการฆ่าลง



4. ความเชื่อที่ผิด: ฆาตกรต่อเนื่องทั้งหมดเป็นอัจฉริยะวิกลจริตหรือชั่วร้าย


   
แม้ฆาตกรต่อเนื่องในภาพยนตร์มักมีบทบาทให้ชิงไหวชิงพริบกับตำรวจ แสดงให้เห็นว่าฆาตกรต่อเนื่องมีความอัจฉริยะสามารถ
หลอกให้ตำรวจหัวบั่นได้ สอดคล้องกับความเชื่อที่ว่าฆาตกรต่อเนื่องมักมีสภาพจิตใจที่ทรุดโทรมจนกลายเป็นบ้าหรือมีอาการทางจิต
แต่ก็มีความฉลาดถึงขั้นอัจฉริยะ


อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่แล้วฆาตกรต่อเนื่องมักมีความเจ็บป่วยทางจิตที่หลากหลาย มากกว่าที่จะเป็นจิตเภทอย่างเดียว เช่น
โรคทางจิตที่เป็นบุคลิกภาพต่อต้านสังคม ซึ่งฆาตกรต่อเนื่องส่วนใหญ่มักจะไม่ได้รับพิพากษาว่าเป็นบ้าทางกฎหมาย

และความเป็นอัจฉริยะนั้นค่อนข้างมีน้อยราย ส่วนมากฆาตกรต่อเนื่องจะเป็นบุคคลที่มีสติปัญญาต่ำมากกว่า  ขณะที่บางรายฉลาด
แต่ไม่บ้า ส่วนใหญ่เมื่อพวกเขาฆ่าเหยื่อเสร็จพวกเขาและกลับไปใช้ชีวิตปกติของพวกเขา การเล่นเกมกับตำรวจถือว่าเป็นอันตราย
และควรหลีกเลี่ยง อย่างไรก็ตาม ก็มีฆาตกรบางรายที่เล่นเกมกับตำรวจเหมือนกรณีของ โซดิแอค (Zodiac Killer)  เป็นต้น
 


3. ฆาตกรต่อเนื่องมักจะเก็บของที่ระลึก หรือตัดข่าวหนังสือพิมพ์



ในภาพยนตร์เรามักเห็นฆาตกรต่อเนื่องมักเอาของที่ระลึกของเหยื่อ เช่น ชิ้นส่วนร่างกาย หรือของใช้เหยื่อติดมือ เมื่อกลับมาบ้าน
ก็ตัดข่าวเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมของเขาเอามาติดกับผนังบ้านและดูข่าวด้วยความภาคภูมิใจ


ความจริงแล้วฆาตกรต่อเนื่องส่วนใหญ่ไม่นิยมเอาของระลึกเอากลับบ้าน เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถเชื่อมโยงเขากับเหยื่อได้ พวกเขา
เพียงแค่ฆ่าและกลับบ้าน ไม่เคยมองย้อนหลัง ไม่เคยกลับมาที่เกิดเหตุ ส่วนการติดตามข่าวสารหนังสือพิมพ์ พวกเขาทำเพื่อให้
ความแน่ใจว่าตำรวจไม่สามารถสืบสวนตามรอยของพวกเขาได้เท่านั้น
 


2. ฆาตกรต่อเนื่องจะถูกจับ ผ่านการสืบสวนของตำรวจที่ยอดเยี่ยม



ที่จริงแล้วฆาตกรต่อเนื่องส่วนใหญ่จะถูกจับเพราะประมาท บางครั้งในระหว่างการก่ออาชญากรรมครั้งแรกการขาดประสบการณ์ของ
ฆาตกรจะนำจุดผิดพลาดเล็กๆ น้อยได้ ฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่าเหยื่อตายเป็นจำนวนมากเองก็อาจมักจะประมาท มักทิ้งหลักฐานจุดเล็กๆ
แค่เลือดเพียงหยดเดียวทิ้งในห้องหรือรถ ตำรวจก็สามารถระบุตัวจริงของฆาตกรได้

   
 


1. ความเชื่อที่ผิด : ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของฆาตกรต่อเนื่องทั้งหมดมีลักษณะเหมือนกัน
   


เป็นตำนานที่หลายคนเชื่อมากที่สุด โดยเชื่อว่าฆาตกรมักเลือกเหยื่อใครก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ขอเพียงเมื่อฆ่าจะทิ้งหลักฐาน
เพื่อเชื่อมโยงให้ตำรวจเล่นเกมกับมัน ซึ่งความจริงแล้วฆาตกรต่อเนื่องของจริงมักมีการเลือกเหยื่อที่ลักษณะเฉพาะของตนเอง เช่น
หากเหยื่อสวยจะเป็นเหยื่อของฆาตกรต่อเนื่องได้ง่าย หากฆาตกรผิวขาวมักเลือกเหยื่อที่ผิวขาว หากฆาตกรผิวดำจะเลือกเหยื่อที่มีผิวดำ
ซึ่งตำรวจหาจุดนี้เพื่อเชื่อมโยงฆาตกรต่อไป


อย่างไรก็ตามปัจจุบันประเทศอเมริกามีหลายเชื้อชาติและชาติพันธุ์ ทำให้เหยื่อของฆาตกรต่อเนื่องมีหลากหลายมากขึ้น ทำให้เชื่อม
จุดเชื่อมโยงยากขึ้น ส่วนใหญ่ฆาตกรจะฆ่าเหยื่อที่มีโอกาสเหมาะสม คือเหยื่อที่มีสถานะอ่อนแอกว่าตน ส่วนมากเหยื่อเป็นคนในท้องถิ่น
เพราะล่าได้ง่ายและประสบผลสำเร็จง่ายดาย จึงไม่แปลกที่เหยื่อฆาตกรต่อเนื่องส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง คนพิการและเด็กทารก
 
อ้างอิง

http://crime.about.com/od/serial/a/serial_myths.htm
http://www.trutv.com/library/crime/criminal_mind/profiling/s_k_myths/index.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06 มิถุนายน 2020, 14:52:16 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่