เรื่องราวของการผจญภัยสุดเฟล

ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องราวของการผจญภัยสุดเฟล  (อ่าน 125 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 19793
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed
เรื่องราวของการผจญภัยสุดเฟล
« เมื่อ: 14 สิงหาคม 2020, 14:28:09 »

เรื่องราวของการผจญภัยสุดเฟล

มีคนหลายคนที่มีแรงบันดาลใจในการเสี่ยงโชคในการผจญภัยหาสิ่งใหม่ๆ ในชีวิต บางคนก็ประสบความสำเร็จ
แต่บางคนไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อการเดินทางของพวกเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อการเดินทางของเขา
เต็มไปด้วยอุปสรรคและความผิดพลาด จนนำไปสู่ความล้มเหลวในการเดินทาง ถึงขั้นเกิดโศกนาฏกรรมตามมา
และต่อไปนี่คือ เรื่องราวของเหล่าผู้กล้าหาญที่ล้มเหลวในการเดินทาง
 


Burke and Wills expedition


 
เมื่อปี 1860-61 โรเบิร์ต เบิร์ค โอฮาร่า และจอห์น วิลเลียม วิลล์ ได้นำคณะเดินทาง 19 คน (พยายามเดินข้าม
ออสเตรเลีย จากเมืองเมลเบิร์น เป็นระยะทางกว่า 3,250 กิโลเมตร ซึ่งในขณะนั้นประเทศออสเตรเลียยังไม่ได้รับ
การสำรวจ สำหรับชาวยุโรปที่มาตั้งถิ่นฐานใหม่เท่าใดนัก




แม้ว่าพวกเขาจะเป็นคณะแรกที่เดินทางจากทางเหนือไปทางใต้ของออสตรเลีย แต่ด้วยการเดินทางยากลำบาก
และขาดแคลนน้ำและอาหารทำให้การเดินทางต้องล้มเหลว สมาชิกบางคนเสียชีวิต ส่วน โรเบิร์ต และ วิลล์ เสียชีวิต
หลังเดินทางกลับจากความเหนื่อยล้าและความอดอยาก มีเพียงสมาชิกในกลุ่มคนเดียวเท่านั้นที่รอด
ด้วยความช่วยเหลือจากชาวพื้นเมืองและสามารถเดินทางไปถึงจุดมุ่งหมายได้สำเร็จ



Christopher Columbus


   
มีไม่กี่คนที่เปลี่ยนความล้มเหลวกลายเป็นประสบความสำเร็จ หนึ่งในไม่กี่คนนั้นคือโคลัมปัสนักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่
ของโลกผู้เชื่อว่าโลกกลมและไม่แบน จึงวางแผนการเดินเรือสำรวจหนทางไปสู่ประเทศจีนและอินเดียวิธีใหม่
โดยการแล่นเรือไปทางตะวันตกทิศทางเดียว เพราะหากโลกกลมจะไปถึงแผ่นดินของจีนและอินเดียได้ เขาเลย
หาผู้สนับสนุนมีและลูกเรือพร้อม ก็ออกเดินทางไปตะวันตกทันที โดยหวังจะไปประเทศอินเดีย แต่เนื่องจาก
สมัยก่อนการเดินเรือไม่ทันสมัยนัก จึงมีอุปสรรค์มากมาย




จนกระทั่งเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1492 เขาก็ได้พบหมู่เกาะอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่กลายเป็นว่ามันไม่ใช่อินเดีย
(หมู่เกาะที่โคลัมปัสพบคือหมู่เกาะบาฮามา) ต่อมาเขาก็ยกกองเรือมาสำรวจอีก แต่สิ่งที่เขาพบดินแดน
ที่ไม่ใช่อินเดียอย่างที่เขาตั้งใจไว้ ทำให้เขาผิดหวังอย่างมาก

ในที่สุดเขาก็ถึงแก่กรรมลงโดยไม่ทราบเลยว่า ดินแดนที่เขาพบนั้นเป็นผืนแผ่นดินผืนใหม่ที่อุดมสมบูรณ์
ด้วยทรัพยากรตามธรรมชาติ ซึ่งเรียกว่าทวีปอเมริกาเหนือ-ใต้ และทำให้ชาวยุโรปรู้จักทวีปนี้ในเวลาต่อมา
 


Amelia Mary Earhart


 
อมีเลีย แมรี แอร์ฮาร์ต เป็นนักบินชาวอเมริกัน ได้ชื่อว่าเป็นนักบินสตรีคนแรก ๆ ของประเทศ เธอเป็นสตรีคนแรก
ที่ขึ้นบินในฐานะผู้โดยสารข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก และจากนั้นก็บินเดี่ยวได้เป็นผลสำเร็จ จนเป็นฮีโร่ของ
คนอเมริกา แน่นอนว่าการผจญภัยที่น่าจดจำของเธอนั้นก็คือการผจญภัยครั้งสุดท้ายของเธอ

เมื่อวันที่ กรกฎาคม 1937 อมีเลียพยายาม บินรอบโลก ก่อนจะหายสาบสูญไปในที่สุด สหรัฐฯ ได้ใช้เงินถึง
4 ล้านเหรียญในการค้นหาอเมเลียทั้งทางน้ำและทางอากาศ นับเป็นการค้นหาที่มีราคาแพงที่สุดในประวัติศาสตร์
แห่งยุคนั้น แต่สุดท้ายก็ไม่พบอเมเลีย ทำให้เกิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการหายตัวของอเมเลียมากมาย 

แต่ทฤษฏีที่น่าเชื่อถือที่สุดคือเธอติดเกาะโดดเดี่ยวที่ไม่คนอยู่ หลังเครื่องบินตก เกาะแห่งนั้นอยู่แถวประเทศคิริบาส
และเธออยู่เกาะแห่งนั้นราวกับทอมแฮงค์และเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในที่สุด


 
Chris McCandless


 
คริส แม็คแคนด์เลส เป็น ชาวอเมริกันในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเบื่อสังคมสะดวกสบายของอเมริกัน จนตัดสินใจที่จะ
ออกผจญภัยในโลกกว้าง ชนิดแบบไม่หวนกลับมาสังคมอมริกาอีก ในปี 1990 (คริสอายุ 24 ) เขาเผา เงิน
บัตรประชาชน และทุกสิ่งทุกอย่างที่บ่งบอกถึงความเป็นคนในสังคมมนุษย์ เพื่อที่จะออกเดินทางป่าลึกโดดเดี่ยว
ในรัฐอลาสก้า  โดยมีอาหารเล็กๆ น้อยๆ และอุปกรณ์ดำรงชีพบางอย่างเท่านั้น


แต่สุดท้ายเขาก็เสียชีวิตลงด้วยความเหงาและโดดเดี่ยว เกือบสี่เดือนต่อมามีการพบศพของเขาในสภาพผอมแห้ง
น้ำหนักเพียง 30 กิโลเท่านั้น เรื่องราวของคริสได้เป็นแรงบันดาลใจนิยายเรื่อง Into the Wild ในปี 1996
และถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 2007





The Donner Party



ปี 1846 จอร์จ ดอนเนอร์นำเพื่อนและครอบครัว(บุตร สตรี และเด็ก) จำนวนกว่า 87 เดินทางข้าเทือกเขาเนวาด้า
เพื่อไปยังแคลิฟอร์เนีย (ระยะไกลกว่า 4,023 กิโลเมตร) แต่การเดินทางมีอุปสรรค์อย่างมากเนื่องจากพื้นที่เหล่านั้น
มีภาวะอากาศอันแปรปรวน และการเดินทางที่วกวนไปมาไม่เป็นตามที่กำหนดไว้ เสบียงอาหารและข้าวของจำเป็น
ในการดำรงชีวิตก็หมดลง ผู้คนในคณะก็ลดตายด้วยความหนาวเหน็บและอดอยาก


ผู้รอดชีวิตครึ่งหนึ่งเริ่มตะหนักถึงอันตรายในสถานการณ์ในครั้งนี้ หากไม่หาทางเอาชีวิตรอดเฉพาะหน้า ดังนั้น
ดอนนอร์ หัวหน้าคณะจึงตัดสินใจกินเนื้อของผู้ตายเหล่านั้นเป็นอาหาร ยังชีพระหว่างการเดินทางอย่างไร้จุดหมาย
เป็นเวลาถึง 6 เดือนเต็ม (เริ่มกินเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 1846 – 1 มีนาคม 1847) 



ผลปรากฏว่าการเดินทางครั้งนี้มีผู้รอดชีวิต 48 และเมื่อได้รับการช่วยเหลือและได้สารภาพว่าได้กินเนื้อคนเพื่อ
ประทังชีวิต ส่งผลให้พวกเขาถูกกักพื้นที่ระยะหนึ่ง ก่อนที่จะออกสู่สังคมอีกครั้ง และเหตุการณ์ครั้งนี้ถูกบันทึก
เป็นไดอารี่เพื่อระลึกถึงการเดินทางที่ไม่มีมีการวางแผนจนเกิดโศกนาฏกรรมขึ้น

 

Laika


 
ในช่วงสงครามเย็นที่สหภาพโซเวียตและอเมริกากำลังแข่งขันกันในการบุกเบิกการสำรวจอวกาศ โดยทั้งสองประเทศ
กำลังพิสูจน์ว่ามนุษย์สามารถทนต่อการขึ้นสู่วงโคจรและทนต่อสภาวะไร้น้ำหนักในอวกาศขณะอยู่ในยานได้หรือไม่
เพื่อลดความเสื่อง โซเวียตจึงมองหาสิ่งที่เป็นตัวตายตัวแทนของมนุษย์เพื่อมานั่งอยู่ในห้องนักบินแทนมนุษย์
ซึ่งในเวลานั้นเทคโนโลยีการเดินทางสู่ชั้นบรรยากาศของโลกยังไม่ได้ทันสมัย และมีการคาดหมายว่าตายแน่นอน
และผู้ที่ถูกเลือกก็คือ ไลก้า ซึ่งสุนัขพันธุ์ทาง ที่กลายเป็นสัตว์ตัวแรกที่โคจรรอบโลก


วันที่ 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 1957 ไลก้าได้เป็นผู้โดยสารไปกับยานอวกาศโซเวียต สปุตนิก 2 ในท้ายที่สุดมัน
ก็ถูกปล่อยพร้อมกับยานที่ทะยานสู่ฟ้า และก็เสียชีวิตอีก 3 ชั่วโมงข้างหน้า หลังปล่อยยานจากความร้อนเกิน
ซึ่งการตายของไลก้านั้นเป็นการกรุยทางแก่การบินอวกาศมนุษย์และให้ข้อมูลแรก ๆ บางส่วนแก่นักวิทยาศาสตร์ว่า
สิ่งมีชีวิตตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมในการบินอวกาศอย่างไร
 
 

1996 Failed Everest Expedition



เอเวอเรสต์ได้ถูกบันทึกว่าเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก แต่สำหรับนักปีนเขาบางคนแล้ว ยอดเขาเอเวอเรสต์
ไม่ได้เป็นเพียงแค่จุดที่สูงที่สุดบนพื้นโลกเท่านั้น หากยังเป็นจุดหมายสูงสุดในชีวิตพวกเขาด้วย บางคนก็ปีน
เพื่อชื่อเสียง ดังนั้นจึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมีหลายคนพยายามพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์
ซึ่งมีทั้งผู้สำเร็จและล้มเหลว บางคนก็เอาชีวิตไปทิ้งที่นั้น


และปี ค.ศ. 1996 มีผู้เสียชีวิตจากการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ทั้งหมด 15 คน นับว่าเป็นปีที่มีผู้เสียชีวิตจากการ
ปีนเขามากที่สุด โดยในวันที่ 10 พฤษภาคม ได้เกิดพายุขึ้นและคร่าชีวิตนักปีนเขาไปทั้งหมด 8 คน ในจำนวนนี้
รวมถึง ร็อบ ฮอลล์ และ สก็อต ฟิชเชอร์ สองนักปีนเขาผู้มากประสบการณ์ผู้ถูกจ้างให้นำทางคณะสำรวจ

อย่างไรก็ตาม สองผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ คือ จอน คราเคอร์ และ เบค เวเธอร์ส ได้กลับมาเขียนหนังสือ
เล่าประสบการณ์เฉียดตายในครั้งนั้น โดย จอน คราเคอร์ เขียนหนังสือ Into Thin Air และกลายเป็นหนังสือขายดี
ในเวลาต่อมา ส่วน เบค เวเธอร์ส ออกหนังสือชื่อ Left for dead
 


Challenger


วันที่ 28 มกราคม ค.ศ. 1986 เป็นวันแห่งโศกนาฏกรรมของโลกยุคใหม่  เพราะเป็นวันที่กระสวยอวกาศแชลเลนเจอร์
ของอเมริกัน ขององค์การนาซาเกิดการระเบิด (ยานแตก) ขึ้นกลางท้องฟ้า หลังจากขึ้นสู่ท้องฟ้าได้เพียง 73 วินาที
ส่งผลทำให้ลูกเรือในภารกิจนี้ทั้ง 7 คนซึ่งประกอบไปด้วย ) ไมเคิล เจ. สมิท, ดิก สโคบี, โรนัลด์ แมคแนร์,
เอลลิสัน โอนิซึกะ, คริสตา แมคออลิฟ, เกรกอรี จาร์วิส, จูดิธ เรสนิคเสียชีวิตทั้งหมด


ชิ้นส่วนของกระสวยอวกาศแตกกระจัดกระจายร่วงลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติกนอกชายฝั่งของฟลอริดา จากการสอบสวน
การระเบิดเป็นเพราะความผิดพลาดในการสร้าง ยวกกับการตัดสินใจที่ผิดพลาดของผู้เกี่ยวข้องที่ปล่อยยาน
ทั้งๆ ที่ไม่ถึงเวลาเหมาะสม



ข่าวอุบัติเหตุของกระสวยอวกาศครั้งนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โศกนาฏกรรมแชลเลนเจอร์ครั้งนี้กลายเป็น
กรณีตัวอย่างสำหรับระบบความปลอดภัยทางวิศวกรรมและจรรยาบรรณทางวิชาชีพ ทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจต่อ
ภาพยนตร์โทรทัศน์ในปี 1990 เรื่อง "แชลเลนเจอร์" ด้วย


 
Robert Falcon Scott's


 
แม้จะล้มเหลวในการเดินทาง แต่ชื่อของโรเบิร์ต ฟอลคอน สกอตต์ ได้กลายเป็นชื่อของยอดมนุษย์นักสำรวจอย่างแท้จริง
ในช่วงศตวรรษที่ 20 การเดินทางเหยียบขั้วโลกใต้ซึ่งตอนนั้นเป็นดินแดนที่ยังไม่มีใครสำรวจนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก
ทางอังกฤษเองก็ได้ส่งนายทหารเรือคนหนึ่งชื่อ โรเบิร์ต ฟอลคอน สกอตต์ และคณะไปยังขั้วโลกใต้ ด้วยความหวังว่า
จะประสบความสำเร็จนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศ

แต่นั้นกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะครั้งแรกเขาล้มเหลว แต่กระนั้นเขาก็ไม่ย้อท้อ อีกทั้งความหวังของคนทั้งประเทศ
ยังทวีคูณมากกว่าครั้งก่อนอีก เขาเดินทางไปขั้วโลกใต้ครั้งสอง แต่ก็ไม่ง่ายอีกเพราะพวกเขาต้องทนกับความหิวโหย
และความหนาวเหน็บ

จนกระทั่งวันที่17 มกราคม ค.ศ. 1912 สกอตต์ก็มาถึงที่หมายจนสำเร็จ แต่กลายเป็นว่าเขาก็พบความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่
เมื่อพบว่าโรอัลด์ อะมุนด์เซ และคณะของประเทศนอร์เวย์มาถึงก่อนหน้านี้แล้ว ด้วยระยะเวลาห่างเพียงเดือนเศษ
และนั้นเองทำให้จิตใจของสกอตต์และคณะตกต่ำสิ้นหวัง ต้องเดินทางกลับอย่างอัปยศ พร้อมกลับสภาพแวดล้อม
ที่โหดร้ายระหว่างทางทำให้สกอตต์และคณะเสียชีวิตทั้งหมด

 
 
William Bligh's Other Mutinies
 


วิลเลียม ไบลก์ เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นนักเดินเรือชาวอังกฤษจอมเผด็จการแห่งเรือเดอะเบาน์ตี้ ในปี 1789 เขากับเรือเบาน์ตี้
ได้ระหว่างเดินจากเกาะอังกฤษไปเกาะตาฮิติ เพื่อนำกล้าสาเกไปปลูกจาเมก้าในทะเลคาริบเบียนนั้น ระหว่างทางเรือ
ฝ่าคลื่นอันตรายโดยไม่สนใจต่อชีวิตผู้คนบนเรือ บวกกับเขาเป็นคนเข้มงวดมาก และตอนนั้นลูกเรือเกิดอาการเครียด
จากพื้นที่คับแคบของเรือ (ที่ต้องแบ่งพื้นที่ให้กับกล้าสาเกกว่า 1200กระถาง) ให้ทนไม่ไหว


ทันทีที่เรือเบานตี้ไปไม่ถึงจาไมก้า ก็จนเกิดการกบฏขึ้นบนเรือภายใต้การนำของเฟลตเชอร์ คริสเตียนผู้บังคับการเรือ
ทั้งๆ ที่ทั้งสองเป็นเพื่อนรักกัน ซึ่งพวกเขาได้ไล่กัปตันและลูกเรือที่จงรักภักดีกว่า 18 คนให้ลงเรือเล็กไป ส่วนอีก 26 คน
บนเรือเบานตี้ก็ใช้ชีวิตบนเกาะตาฮิติ  อย่างไรก็ตาม ลูกเรือบนเกาะตาฮิตินั้นส่วนหนึ่งรวมไปถึงเฟลตเชอร์ก็พยายาม
ใช้เรือเบนตี้กลับอังกฤษเพื่อหวังลดโทษ (เพราะโทษก่อการกบฏเรือนั้นร้ายแรงมาก) แต่ไม่นานก็เลิกล้มความตั้งใจ
และตัดสินใจเผาเรือเบานตี้

ต่อมาลูกเรือถูกชาวเกาะฆ่าตาย ส่วนที่เหลือ 10 คนโดนลากกลับไปศาลอังกฤษ ซึ่งภายหลังได้รับการปล่อยตัว 7 คน
ส่วนอีก 3 คนถูกแขวนคอในฐานเป็นกบฏ และทำลายทรัพย์สินสำคัญของทางราชการ เรื่องราวของเขาถูกนำไป
สร้างเป็นภาพยนตร์ The Bounty (1984)


 
อ้างอิง

http://www.smashinglists.com/top-10-failed-adventures/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15 สิงหาคม 2020, 14:21:55 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่