เหล่าผู้มีอิทธิพลต่อจิตใจผู้คน ทั้งๆที่อาจไม่มีอยู่จริง

ผู้เขียน หัวข้อ: เหล่าผู้มีอิทธิพลต่อจิตใจผู้คน ทั้งๆที่อาจไม่มีอยู่จริง  (อ่าน 82 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 19792
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed

เหล่าผู้มีอิทธิพลต่อจิตใจผู้คน ทั้งๆที่อาจไม่มีอยู่จริง
โดย Cammy-เต่านรก

นี่คือบุคคล และสิ่งของที่มีพลังอำนาจลึกลับที่สามารถจักจูงผู้ชาย และผู้หญิง ให้คล้อยตามได้อย่าง
ไม่มีการโต้แย้ง แหละเจ้าบุคคล หรือสิ่งของเหล่านั้น ต่างมีชื่อเสียงได้รับความนิยมจากประชากร
ทั่วโลกอย่างมหาศาล ทั้งๆ ที่เราเองต่างไม่รู้ว่า จริงๆแล้วพวกเขามีตัวตนบนโลกจริงหรือเปล่า



ซานตาคลอส (Santa Claus)
   


ซานตาคลอส มาจากชื่อนักบุญนิโคลัส (SAINT NICHOLAS) ซึ่งเป็นนักบุญที่ชาวฮอลแลนด์นับถือ
เป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ของเด็ก ๆ นักบุญองค์นี้ เป็นสังฆราชของไมรา ( Bishop of Myra ไมรา ปัจจุบัน
อยู่ในประเทศตุรกี) ซึ่งมีชีวิตอยู่ราวศตวรรษที่ 4 เมื่อชาวฮอลแลนด์กลุ่มหนึ่ง อพยพไปอยู่ในสหรัฐ ก็ยัง
รักษาประเพณีนี้ไว้ คือ ฉลองนักบุญนิโคลาส ในวันที่ 6 ธันวาคม ซึ่งหมายถึง นักบุญนี้จะมาเยี่ยมเด็ก ๆ
และเอาของขวัญมาให้ เด็กอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ลูกหลานของชาวฮอลแลนด์ ที่อพยพมา และประเพณีได้เผยแพร่
ไปทั่วสหรัฐและทั่วโลกในเวลาต่อมา และเพี้ยนจาก นักบุญนิโคลัส มาเป็น"ซานตาคลอส"




จากนั้นจึงเริ่มมีจินตนาการอิมเมจโดยวางให้ซานตาครอสเป็นชายแก่ที่อ้วน ใส่ชุดสีแดง อาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ
มีเลื่อนเป็นพาหนะ มีกวางเรนเดียร์ลาก และจะมาเยี่ยมเด็กทุกคนในโลกนี้ ในโอกาสคริสต์มาส โดยลงมาทาง
ปล่องไฟของบ้าน เพื่อเอาของขวัญมาให้เด็กเหล่านั้น แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าชายแก่ที่อ้วน ใส่ชุดสีแดงนั้น
ไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับวันคริสต์มาสเลย



ส่วนสาเหตุที่ทำให้เด็กๆ มีอิมเมจแบบนี้ก็เนื่องมาจาก ในค.ศ. 1931 ชาวสวีเดนชื่อ แฮดดอน ซันด์บลอม
(Haddon H. Sundblom) นำภาพวาดของซานตาคลอสของ เจนนี ไนสตรอม ที่สวมชุดสีเขียวสลับแดง
มาเป็นสวมชุดขาวแดงทั้งชุด อันเป็นสีเดียวกับเครื่องหมายการค้าของโคคา-โคล่า โดยมีกวางเรนเดียร์เป็น
พาหนะประจำตัว ส่วนความคิดที่ว่าซานตาคลอสเข้าบ้านทางปล่องไฟเริ่มขึ้นในค.ศ.1822 เมื่อ คลีเมนต์ มัวร์
( Clement C. Moore) นักคิดชาวอเมริกัน ประพันธ์บทกลอนชื่อ "เมื่อนักบุญนิโคลัสมาเยี่ยมเยือน"
 


บาร์บี้ (Barbie)


   
ตุ๊กตาบาร์บี้ หนึ่งในของเล่นที่ยึดครองหัวใจของเด็กหญิงทั่วโลก มานานหลายทศวรรษ นับแต่ ปี ค.ศ.1959
เป็นต้นมา บาร์บี้ได้รับการ ศัลยกรรมปรับเปลี่ยนโฉมหน้ามาแล้วถึง 4 ครั้ง คือในปี 1967, 1977, 1992
และ 1999 บาร์บี้ถือสัญชาติอเมริกัน มาประมาณ 46 ปีแล้วโดยครอบครัวแฮนด์เลอร์-นางรูท แฮนด์เลอร์
เจ้าของบริษัท แมทเทล ซึ่งได้แนวความคิดที่จะผลิตตุ๊กตาสำหรับ เด็กโตในรูปแบบ 3 มิติ จาก บาร์บาร่า
ลูกสาวของเธอ ขณะที่บาร์บาร่ากำลังนั่งเล่นตุ๊กตากระดาษ และได้ตั้งชื่อตุ๊กตาตามชื่อของลูกสาวว่า บาร์บี้
หรือในชื่อเต็มว่า บาร์บี้ มิลลิเซ็น โรเบิร์ท (Barbie Millicent Roberts) นับจากวันนั้นตุ๊กตาบาร์บี้
ก็เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน
(บาร์บี้มีอายุกว่า 50 ปีแล้ว)



บาร์บี้นั้นมีอิทธิพลต่อจิตใจต่อเด็กสาวทั่วโลกมาก ถึงขนาดมีการวางโครงเรื่องเกี่ยวกับบาร์บี้โดยเฉพาะ วันเกิด
ของตุ๊กตาบาร์บี้ คือวันที่ 9 มีนาคม(ความจริงบาร์บี้เป็นสาวราศีสิงห์) บาร์บี้แต่งงานกับเคน(และหย่า)
บาร์บี้คลอดลูก บาร์บี้มีน้องเป็นต้น สำหรับคนรักบาร์บี้ถึงขั้นมีการซื้อขายตุ๊กตารุ่นหายากในราคาสูง
มีการแต่งตัวให้เหมือน ไปจนถึงขั้นทำศัลยกรรมให้เหมือนบาร์บี้อีกด้วย 



โรบินฮู้ด (Robin Hood)


   
เป็นเรื่องเล่าของอังกฤษที่เล่ากันว่าโรบินฮู้ดเป็นฮีโร่ในศตวรรษที่ 12 ที่อาศัยอยู่ในป่าเชอร์วู้ดกับเพื่อนๆ
เพราะหนีการจับกุมของเจ้าชายจอห์นกษัตริย์ที่โหดร้าย โดยเจ้าชายจอห์นนั้น ฉวยโอกาสตอนที่กษัตริย์ ริชาร์ด
ไปรบ โกงเอาเงินของประชาชนมาจับจ่ายใช้สอยเอง โรบินฮู้ดจึงคอยดักปล้นคนรวยๆที่โกงเงินชาวบ้าน
เอาเงินที่ปล้นได้มาแจกจ่ายให้กับชาวบ้าน กิตติศัพท์ของโรบินฮู้ด รู้ไปถึงหูของกษัตริย์ริชาร์ด เมื่อยามที่
โรบินฮู้ดถูกพวกสมุนของเจ้าเมืองตามจับ กษัตริย์ริชาร์ดจึงมาช่วยได้ทันเวลา และแต่งตั้งโรบินฮู้ด และเพื่อนๆ
เป็นทหารเพื่อปกป้องประชาชนต่อไป


ต่อมาโรบินฮู้ดจึงที่กลายเป็นสัญลักษณ์จอมโจรคุณธรรมที่
"ปล้นเงินคนรวยมาแจกจ่ายคนจน"

เรื่องราวของโรบินฮู้ดรู้จักกันทั่วโลก แต่นักประวัติศาสตร์ไม่ค่อยแน่ใจว่าโรบิน ฮู้ด มีมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่
ความเป็นไปได้น่ะมีอยู่ แต่ก็ยังไม่มีใครหาหลุมฝังศพของวีรบุรุษสุดเท่ห์คนนี้พบเสียที หรือว่ามันจะเป็นแค่ตำนาน
แต่จากการสันนิษฐานว่ากันว่า โรบิน ฮู้ด เป็นชายที่อาศัยอยู่ในเวคฟิลด์ ประเทศอังกฤษ ในปี 1290 และต่อสู้
กับกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 2 เพื่อเจ้านายของเขา แต่ต้องพ่ายแพ้และหนีเข้าป่าบาร์นเดล ซึ่งถนนเกร์ทนอร์ทตัดผ่าน
ซึ่งเหมาะแก่การตัดปล้น และสิ้นสุดในปี 1429 ซึ่งไม่รู้จะเป็นโรบิน ฮู้ดหรือไม่ ??


 
คาวบอย (cowboy)


   
โลกรู้จักคาวบอยผ่านทางแผ่นฟิล์มของฮอลลีวู้ดตั้งแต่สมัยยังเป็นหนังเงียบ....ด้วยเสน่ห์ของคาวบอยอยู่ที่ความเป็น
นักสู้ผู้กล้า ทั้งกับธรรมชาติที่เกรี้ยวกราดและความอยุติธรรมที่มนุษย์กดขี่กันเอง คาวบอยจึงเป็นตำนานหน้าหนึ่ง
ของประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา


คาวบอย ถ้าเป็นเพศหญิงจะเรียกว่า คาวเกิร์ล (cowgirl) คือคนที่มีอาชีพเกี่ยวกับปศุสัตว์ เลี้ยงวัว ม้า ในฟาร์มปศุสัตว์
ในทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ มีข้อถกเถียงเกี่ยวกับคำจำกัดความของอาชีพคาวบอย บ้างก็เจาะจงที่เลี้ยงม้า
เพิ่มเติมมาคือการทำงานในฟาร์มปศุสัตว์ การต้อนสัตว์ คาวบอยบางคนก็ทำแค่ต้อนสัตว์อย่างเดียว
 


มาร์ลโบโร่แมน (The Marlboro Man)


   
มาร์ลโบโร่ เป็นตราสินค้าบุหรี่ชั้นนำของโลก โดยมียอดขใดทำลายลงได้ ส่งผลให้บุหรี่ยี่ห้อ มาร์ลโบโร
เติบโตจนถึงทุกวันนี้ ายเหนือกว่าคู่แข่งในอันดับใกล้เคียงกันถึงสามเท่าส่วน
The Marlboro Man เป็นโฆษณาบุหรี่ยี่ห้อมาร์ลโบโร่ ซึ่งนำคาวบอยมา เพื่อทำให้ผู้ดูรู้สึกเป็นด้านบวกคือ
ความแข็งแกร่ง ความเป็นชายชาตรี และความปลอดภัย ใจกล้าบ้าบิ่นและเท่ ซึ่งโฆษณานี้เป็นที่นิยมในปลายปี 70 
ทำให้คนคิดว่าสูบบุหรี่เท่ไปด้วย โดยโฆษณานี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพต้นฉบับในนิตยสารไลฟ์
และละครโทรทัศน์


ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มาร์ลโบโร ปรากฏในภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดของฮอลลีวู้ดไม่ต่ำกว่า 28 เรื่อง
และสถิตินี้ยังไม่มีดาราชาย – หญิง อันดับหนึ่งของฮอลลีวู้ดคน



แล้วโฆษณาบุหรี่มีผลต่อจิตใจของคนดูได้จริงหรือ??

จากผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ของอังกฤษ British Medical Journal ได้ยืนยันถึงความสัมพันธ์
ระหว่างการสูบบุหรี่ของวัยรุ่นกับฉากสูบบุหรี่ในภาพยนตร์ โดยนักวิจัยได้ทำการสำรวจเด็กอเมริกันประมาณ 5,000 คน
ที่มีอายุระหว่าง 9 – 15 ปี พบว่า

- เด็กวัยรุ่นที่ชื่นชอบดาราที่สูบบุหรี่ในการแสดงภาพยนตร์มีแนวโน้มที่จะมีทัศนคติ
  ที่ดีต่อการสูบบุหรี่ สูงกว่าเด็กทั่วไปถึง 16 เท่า

- เด็กวัยรุ่นที่เคยเห็นการสูบบุหรี่ในภาพยนตร์มามากกว่า 150 ครั้งขึ้นไป ( ในโรงภาพยนตร์ วิดีโอ และโทรทัศน์)
  ประมาณร้อยละ 31 เคยลองสูบบุหรี่มาแล้ว

- ในขณะที่เด็กวัยรุ่นที่เคยเห็นการสูบบุหรี่ในภาพยนตร์ ไม่ถึง 50 ครั้ง มีเพียงร้อยละ 4 เท่านั้นที่เคยลองสูบบุหรี่

 - หลังจากจัดให้มีการควบคุมปัจจัยอื่น ๆ เช่น การที่มีพ่อ – แม่ สูบบุหรี่แล้ว ผลการวิจัยยังชี้ชัดว่า เด็กวัยรุ่น
   ที่เคยดูภาพยนตร์ที่มีฉากสูบบุหรี่ให้เห็นบ่อยครั้ง มีแนวโน้มที่จะลองสูบบุหรี่สูงกว่าเด็กทั่วไปคิด เป็น 3 เท่า

 



โรซี่ (Rosie the Riveter)
 


ในสงครามโลก ครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกาต้องเข้าร่วมไปสงคราม หลายบริษัท ที่มีสัญญา กับ รัฐบาลที่จะต้อง ผลิตอุปกรณ์
ที่ใช้ ในการ ทำสงคราม กับพันธมิตร  เช่น โรงงานผลิตรถยนต์ต้องเปลี่ยนไปผลิตเครื่องบินแทน แต่กระนั้นสิ่งที่จำเป็น
ต้องการผลิตนั้นคือแรงงาน ซึ่งสมัยก่อนนั้นงานหนักแบบนี้ มักนิยมผู้ชายมากกว่าผู้หญิง หากแต่ว่าเพราะสงครามทำให้
ผู้ชายถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารออกไปรบนอกประเทศเกือบหมด


ดังนั้นพวกเขาจำเป็นต้องจ้างแรงงานผู้หญิง หากแต่ว่าในเวลานั้นผู้หญิงมีฐานะเป็นแม่บ้านมากกว่า ที่จะทำงานอื่น
นอกเหนือจากนั้น ทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่ ปฏิเสธงานอุตสาหกรรมเหล่านี้ ดังนั้นรัฐบาลสหรัฐอเมริกาต้องเอาชนะ
ความท้าทายดังกล่าว จึงตัดสินใจที่จะเรียกใช้ การโฆษณาเพื่อการรณรงค์  ความสำคัญของสงคราม และผลกระทบ
เพื่อจูงใจให้ผู้หญิงเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำงาน 

โดยคณะรัฐบาล ได้นำเอาสโลแกน รูปภาพและบุคคลิกของ "Rosie the Riveter" เป็นตัวชูโรง เพื่อทำการตอกหมุด
แนวความคิดใหม่ โดยสร้างอุดมคติของแรงงานหญิงที่สวยสุดๆ จงรักภักดี มีประสิทธิภาพ คือสวยสุดๆ แล้วรักชาติบ้านเมือง
และมีเพลง "Rosie the Riveter" ออกมาด้วย นับจากนั้นมา Rosie the Riveter ก็ได้กลายมาเป็นที่นิยมในหมู่สาวๆ
ในสหรัฐอเมริกา โดยมี สโลแกน “We can do it” หรือ “สวยทำได้ค่ะ” ปัจจุบันสัญลักษณ์ของเธอกลายเป็น กระตุ้น
ปลุกใจ สาวที่กำลัง ต้องการกำลังใจ ไม่ว่า จะปัญหา ที่ทำงาน อกหัก หรือกำลังเตรียมสอบ ฯลฯ
   


เดดาลัส และ อิคารัส (Daedalus and Icarus)


   
เดดาลัส และ อิคารัส สองคนนี้ได้กลายเป็นแบบอย่างที่มนุษย์ต้องการเอาชนะกฎของธรรมชาติ ว่าด้วยการบิน ทำให้
มีหลายคนอยากฝันอยากบินเหมือนนก จากดั้งเดิมเหล่าคนที่วาดฝันอยากประดิษฐ์ปีกนกเหมือนสองคนนั้น แต่ก็ล้มเหลว
โดยสิ้นเชิง (ดาวินซี่ก็เคยทำ) จนกระทั้งพี่น้องตระกูลไรต์ก็สามารถประดิษฐ์เครื่องบินจนสำเร็จในเวลาต่อมา

โดยในเทพนิยายกรีกได้กล่าวถึงเดดาลัสว่า เขาเป็นนักประดิษฐ์ที่มีความเก่งกาจมาก ว่ากันว่าเขาเป็นคนสร้างเขาวงกต
ขังมิโนเทอร์ และทหารทองแดงแก่กษัตริย์มินอสแห่งเกาะเครต้า แต่ต่อมาเดดาลัส และบุตรชายฮิคารุสก็ได้ ถูกกษัตริย์
มินอสกักขัง เมื่อเวลาผ่านไป เดดาลัสรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตบนเกาะนี้ และถวิลหาบ้านเกิด จึงคิดหาทางหนีออกมา
แต่การจะหลบหนีจากเครต้านั้นไม่ได้ง่ายเลย เพราะกองทัพของกษัตริย์มินอสนั้นมีอยู่ทั่วไปหมด ทั้งทางบกและทางทะเล

วันหนึ่ง เดดาลัสกล่าวขึ้นว่า
“ถึงแม้ว่ากษัตริย์มินอสจะปิดกั้นแผ่นดินและผืนน้ำ แต่ท้องฟ้าก็ยังคงเปิดกว้างอยู่ เราจะหนีกันทางนั้นล่ะ”

เมื่อพูดจบ เดดาลัสก็ลงมือประดิษฐ์สิ่งแปลกใหม่ขึ้นมา นั่นคือ ปีกนกจำลอง เขานำขนนกขนาดต่างๆมาเรียงผูกกันด้วย
เชือกและเชื่อมจุดต่างๆด้วยขี้ผึ้ง ระหว่างนั้น อิคารัสผู้เป็นลูกชาย ก็ยืนดูอยู่ไม่ห่างและรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งประดิษฐ์ของพ่อ
ไม่นานหลังจากนั้น ปีกนกจำลอง ก็เสร็จสมบูรณ์ ไดดาลุสนำปีกมาติดเข้ากับตัวและลองขยับปีกลอยขึ้น
ปีกนั้นใช้ได้ดีเหมือนดังที่คิดไว้

เดดาลัสเตือนลูกชายตลอดเวลาว่า ห้ามบินต่ำหรือบินสูง หากบินต่ำไอทะเล จะทำให้ปีกหนักและจะทำให้ตกลงไป
ส่วนหากบินสูงแสงอาทิตย์จะทำให้ขี้ผึ้งที่ปีกละลายลง จากนั้นเดดาลัสและอิคารัส ก็พากันบินบนท้องฟ้าออกจากเกาะ
ของไมนอส สองพ่อลูกพากันบินผ่านหมู่เกาะน้อยใหญ่ จนมาถึงจุดระหว่างเกาะซาโมสและเลบินโธส ณ จุดนั้นเอง
อิคารัสก็เริ่มบินห่างออกจากพ่อ

ความสนุกสนานจากการโผบินบนท้องฟ้าทำให้อิคารัสลืมตัว บินสูงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งบินสูงมาก ยิ่งใกล้ดวงอาทิตย์มาก
ความร้อนแรงของแสงอาทิตย์ได้ทำให้ขี้ผึ้งที่ปีกอ่อนตัวลง ชิ้นส่วนต่างๆที่ขี้ผึ้งประสานอยู่จึงหลุดออกจากกัน
หนุ่มน้อยได้แต่กระพือแขน ซึ่งตอนนี้ไร้ปีกเสียแล้ว ปากก็ตะโกนร้องเรียกชื่อพ่อ ขณะที่ร่างของเขาร่วงดิ่ง จมลงสู่ทะเล
ฝ่ายพ่อที่เห็นลูกตกน้ำทะเลตาย ก็ตกใจแต่ก็ได้พยายามทำใจกัดฟัน จนกระทั่งบินถึงฝังพื้นดินที่ปลอดภัยในที่สุด
 


The little engine that could
   


The little engine that could เป็นนิทานสำหรับเด็ก ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1954 และโด่งดังไปทั่วโลกที่ห้องสมุด
จะต้องมีหนังสือเล่มนี้อยู่เล่มหนึ่ง โดยเนื้อหานิทานจะเป็นเรื่องของรถไฟคันเล็ก ๆ คันหนึ่งซึ่งไม่มั่นใจในตัวเอง
ว่าจะสามารถลากขบวนรถบรรทุกที่เต็มไปด้วยของขวัญให้เด็ก ๆ ที่อยู่อีกฟากของภูเขาได้หรือไม่


แต่เจ้ารถไฟสีน้ำเงินนี้ พยายามคิดว่า
“ฉันรู้ว่าฉันทำได้ ฉันรู้ว่าฉันทำได้ ฉันรู้ว่าฉันทำได้! ถึงแม้ว่าจะใช้เวลานานกว่าจะไปถึง” 

แต่ในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ ซึ่งนอกจากรถไฟจะภูมิใจในตัวเองแล้ว ก็ยังทำให้เด็ก ๆ ที่ได้รับของขวัญมีความสุขไปด้วย
หนังสือเล่มนี้จึงสอนเด็ก ๆ ว่า อย่าเพิ่งคิดว่าเราทำไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่พยายาม และเมื่อเราได้พยายามทำอะไร
และสำเร็จเราจะภูมิใจตัวเราเองมาก ๆ
 


บิ๊ก บราเธอร์ (Big Brother)
   


ไม่ใช้คำว่า Big Brother ที่เป็นรายการโชว์นะครับ แต่เป็นบิ๊ก บราเธอร์ ที่หมายถึง อำนาจเบ็ดเสร็จ ซึ่งคำนี้มาจาก
นักเขียนนาม จอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) ซึ่งเป็นนามปากกาของ เอริก อาร์เทอร์ แบลร์ (Eric Arthur Blair)
นักเขียนชาวอังกฤษ (1903 - 1950)


จอร์จ ออร์เวลล์ นอกจากจะเป็นนักวิจารณ์ด้านการเมืองและวัฒนธรรมแล้ว ออร์เวลล์ ยังเป็นนักเขียนเรียงความที่มี
ผู้ชื่นชมมากที่สุดคนหนึ่งในคริสต์ศตวรรษที่ 20



อย่างไรก็ตามเขาเป็นที่รู้จักจากนวนิยายเรื่อง ชื่อ ฟาร์มสัตว์ (Animal Farm) ในปี 1940 เป็นนิยายล้อเลียนการเมือง
(มีการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์การ์ตูนในภายหลังด้วย) โดยเนื้อหานิยายจะโลกอนาคตในประเทศที่สมมติขึ้นมาเสียดสี
รัฐเผด็จการของสตาลิน (ที่ใช้ชื่อคอมมิวนิสต์บังหน้า) มีรัฐบาลมีชื่อเรียกเล่นๆ ว่า Big brother

โดยรัฐบาลนี้ครอบงำพลเรือนในทุก ๆด้าน แม้แต่ความคิด ข่าวคราวต่างๆ ที่สำคัญคือรัฐบาลหรือ จะมีตาวิเศษที่คอยจับตา
พลเมืองในทุกซอกทุกมุมไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำ ห้องนอน โอ้ว้าว!!นิยายนี้ดังมาก ตั้งแต่นั้นคำว่า Big Brother ก็ถูกใช้เรื่อยมา
เพื่อใช้เรียกระบบระบบรวบอำนาจเบ็ดเสร็จในการครอบงำความคิด สมัยก่อนมันอาจจะดูเวอร์ๆ แต่ว่าสมัยนี้มันเป็นจริงแล้ว
อย่าประเทศเกาหลีเหนือ หรือ ในโลกอิเลคโทรนิคก็มีเทคโนโลยีจับตาดังกล่าวนี้ (เครื่องดักฟัง, ดาวเทียม)



นอกจากนี้บิ๊ก บราเธอร์ ยังถูกนำมาใช้เป็นแนวคิดในเกมเรียลลิตี้โชว์ที่นำผู้เข้าแข่งขันประมาณ 12 คน มาใช้ชีวิตด้วยกัน
ในบ้านหลังหนึ่ง เป็นเวลา 100 กว่าวัน โดยมีกล้องมากกว่า 30 กว่าตัวคอยสอดส่องพฤติกรรมของคนในบ้าน
และคนในบ้านถูกตัดขาดจากโลกภายนอก และไม่มี โทรศัพท์ โทรทัศน์ วิทยุ และสื่อต่าง ๆ ในบ้านบิ๊กบราเธอร์
 


โรเมโอและจูเลียต (Romeo and Juliet)
   


โรเมโอ และ จูเลียต เป็นละครโศกนาฏกรรมประพันธ์โดย วิลเลียม เชกสเปียร์ แต่งในปี ค.ศ. 1595
(โดยในไทย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแปลเป็นภาษาไทยและจัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1992)

เนื้อเรื่องโรเมโอและจูเลียตกล่าวถึงความขัดแย้งของสองตระกูล คือ ตระกูล มอนตะคิว และ คาปุเล็ต ในเมืองเวโรนา
ซึ่งระบุชัดเจนความขัดแย้งของสองตระกูลชัดเจนในตอนต้นของบทละครว่า เรื่องนี้เกิดขึ้น ณ เมืองเวโรนา
ได้มี  2 ตระกูลใหญ่ คือ ตระกูลคาปุเล็ตและมอนตะคิวซึ่งไม่ถูกกันมาช้านาน




เรื่องเริ่มขึ้นเมื่อโรเมโอแห่งตระกูลมอนตะคิว ได้แอบแฝงกายเข้าไปในงานเลี้ยงของตระกูลคาปุเล็ตและได้พบกับจูเลียต
เพียงทั้งคู่สบตากันทั้งคู่ก็ตกหลุมรักกัน แต่กลับมีอุปสรรคเพราะความบาดหมางกันของทั้ง 2 ตระกูล โรเมโอกับจูเลียต
จึงได้จัดการแต่งงานกันอย่างลับๆ วันหนึ่งเมอร์คิวชิโอ เพื่อนรักของโรเมโอเกิดการทะเลาะกับ น้องชายของจูเลียต
และน้องชายของจูเลียตก็ได้ฆ่าเพื่อนรักของโรเมโอตาย โรเมโอโกรธมากจึงได้พลั้งมือฆ่าน้องชายของจูเลียตตาย
โรเมโอจึงได้รับคำตัดสินให้เนรเทศออกนอกเมืองตลอดกาล จูเลียตรู้เรื่องจึงกินยาวิเศษที่ทำให้เหมือนตายแล้ว
แต่จริงๆ ยังไม่ตาย โรเมโอรู้เรื่องเข้าใจว่าจูเลียตตายจริงๆ จึงเสียใจมากจึงฆ่าตัวตาย พอจูเลียตรู้เรื่องจูเลียต
ก็ฆ่าตัวตายตามโรเมโอ บิดามารดาทั้งสองฝ่ายมากถึงก็โศกเศร้ามาก จึงตกลงจะเลิกวิวาทบาดหมางกันต่อไป

ละครเรื่องนี้เป็นละครที่มีชื่อเสียงมาก จนถูกนำไปใช้เป็นสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์เรื่อง West Side Story
ก็นำเรื่องนี้มาดัดแปลง หรือจะเป็นการ์ตูน(Romieo x Jurietto) หรือเกมส์ และละครเวทีก็นิยมนำเรื่องนี้มานำแสดง
จนโรมิโอกับจูเลียตกลายเป็นสัญลักษณ์ของความรักไม่สมหวังของชาวโลกตราบนานเท่านาน


ข้อมูลจาก

http://listverse.com/2008/11/03/top-10-influential-people-who-never-lived/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22 สิงหาคม 2020, 09:25:09 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่