ปริศนาการตายและหายสาบสูญ

ผู้เขียน หัวข้อ: ปริศนาการตายและหายสาบสูญ  (อ่าน 51 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 19717
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed
ปริศนาการตายและหายสาบสูญ
« เมื่อ: 11 กันยายน 2020, 15:33:09 »

ปริศนาการตายและหายสาบสูญ

Jian Seng


 
ปลายเดือนมีนาคม 2006 ที่ผ่านมามีผู้พบเรือบรรทุกน้ำมัน ความยาว 80 เมตร ชื่อ "เรือเจี้ยนเสียง" ลอยเท้งเต้ง
ห่างราว 180 กิโลเมตร ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอ่าวเพนทาเรีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย
เมื่อศุลกากรไปตรวจเรือก็พบเรื่องลึกลับ เมื่อพบว่าไม่มีคนบนเรือเลย และไม่มี ร่องรอยว่ามีคนทำอะไรไว้บนเรือ
รวมทั้งไม่พบว่าเรือจะทำประมงอย่างผิดกฎหมาย หรือลักลอบส่งคนเข้าประเทศ

และที่น่าตกใจคือประวัติของเรือลึกลับ ไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบ
ของเรือพบว่าเคยมีคนอาศัยอยู่บนเรือ มีลวดพ่วงเรือเกะกะอยู่บริเวณหัวเรือ ซึ่งเจ้าหน้าที่ศุลกากร เชื่อว่ามีการ
ลากจูงเรือลำนี้แล้วลวดพ่วงขาดเลยสละเรือโดยไม่ทราบเหตุผล แต่ไม่ทราบชะตากรรมของลูกเรือว่า
ตอนนี้พวกเขาอยู่ไหน
 



Crown Jewels of Ireland


   
หนึ่งในการขโมยที่กล้าหาญที่สุดของศตวรรษที่ 20 (ยิ่งกว่าการขโมยของจอมโจรคิดจากเรื่องโคนัน) เกิดขึ้นในปี 1907
เมื่อมงกุฎเพชรไอร์แลนด์มูลค่ากว่า 250,000 $ ถูกขโมยไปจากตู้เซฟที่เก็บไว้ในห้องที่แข็งแกร่งที่สร้างขึ้นมาใหม่
ในเบดฟอร์ดทาวเวอร์ในปราสาทดับลิน ท่ามกลางสายตาของคนสี่คนที่มอบหมายให้มาป้องกันเพชรที่ถูกขโมย

แต่แล้วช่วงระหว่าง 28 มิถุนายนและ 6 กรกฎาคม ขโมยได้ใช้กุญแจเปิดประตูหลัก และเข้าห้องที่แข็งแกร่ง
และสุดท้ายเพื่อความปลอดภัยขโมยลึกลับผู้นี้ใช้เวลาอย่างน้อย 10-15 นาทีสามารถขโมยเพชรออกมาอย่างง่ายดาย
ไม่รู้มันทำได้อย่างไร ผู้ต้องสงสัยถูกสอบสวนอย่างเข้มข้นเป็นระยะเวลานาน สุดท้ายสก็อตแลนด์ยาร์ดก็ล้มเหลว
เบาะแสก็ไม่มี ทุกวันนี้ชะตากรรมของเพชรยังคงไม่ทราบว่ามันอยู่แห่งหนไหน
 


The Lindbergh Baby


 
“สวัสดี ! เตรียมเงินจำนวน 50,000$ ให้พร้อม เป็นใบ 20$ เป็นเงิน 1,500 ใบ ใบ 10$ เป็นเงิน 1,500 ใบ
กับใบ 5$ เป็นเงิน 1,000 ใบ หลังจากนี้ 2-4 วัน เราจะบอกว่าให้ส่งเงืนที่ไหน  เราขอเตือนคุณเรื่องเปิดเผย
ต่อสาธารณะหรือแจ้งตำรวจ เด็กได้รับการดูแลอย่างดี”

นี่คือข้อความจดหมายเรียกค่าไถ่ที่ส่งมายัง "ชาร์ลส์ ลินด์เบิร์ก" นักบินเดี่ยวที่มีชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกา 
เพื่อเรียกเงินจำนวนดังกล่าวแลกกับ "ชาร์ลส์ ลินด์เบิร์ก จูเนียร์" อายุ 1 ขวบ กับอีก 8 เดือนของเขา
ที่ถูกลักพาตัวไปจากเปลนอนในบ้าน เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 1932  แม้ว่าลินด์เบิร์กจะเตรียมเงินเอาไว้ตามที่
คนร้ายต้องการ หากแต่พวกเขาก็ไม่ได้รับตัวหนูน้อยกลับคืนมาแต่อย่างใด และอีก 72 วันต่อมา
ก็มีการพบร่างเน่าเปื่อยของทารกในป่าบริเวณใกล้บ้านของลินด์เบิร์ก เชื่อว่าเป็นศพของเด็กชายลินด์เบิร์ก
ที่ถูกฆาตกรรมหลังจากถูกลักพาตัว

2 ปีต่อมาก็มีการจับกุม "บรูโน ริชาร์ด ฮอมป์ตแมนน์" ชาวเยอรมันที่ต้องสงสัยว่าเป็นคนลักพาตัวและทำการฆาตกรรม
หนูน้อยลินด์เบิร์ก แต่กระนั้นบรูโนก็ยังให้การปฏิเสธและยืนยันว่าเขาบริสุทธิ์ อย่างไรก็ตามสุดท้ายด้วยกระบวนการชั้นศาล
เขาก็ถูกตัดสินประหารชีวิต เรื่องราวน่าจะจบแต่เพียงเท่านี้ หากแต่ต่อมามีการพิสูจน์ว่าศพเด็กที่พบนั้นไม่ใช่ของ
เด็กชายลินด์เบิร์กตัวจริง

อย่างแรกคือคำถามที่ว่าศพที่พบในป่านั้นมันเป็นของเด็กชายลินด์เบิร์กหรือเปล่า?

เพราะผลจากการชันสูตรพบว่าศพของเด็กชายนั้นมีความยาวจากศีรษะถึงเท้า 33 นิ้ว แต่ตามบันทึกของครอบครัว
ลินด์เบิร์กนั้นปรากฏว่า มีความยาวศีรษะถึงเท้า 29 นิ้ว ซึ่งต่างจากศพถึง 4 นิ้ว หากศพนั้นไม่ใช่ศพของเด็กชายลินด์เบิร์ก
แล้วศพนั้นเป็นของใคร และตอนนี้เด็กชายลินด์เบิร์กตัวจริงอยู่ที่ไหนกันแน่?


 
Louis Le Prince
 


หลุยส์ เลอ ปรินซ์ เป็นนักประดิษฐ์ในศตวรรษที่ 19 จะว่าไปเขาอาจเป็นคู่แข่งตัวฉกาจของโทมัล อันวา แอดิสันก็ได้ เพราะเขา
เป็นคนประดิษฐ์ภาพยนตร์เป็นคนแรก หากแต่ผลงานของเขากลับไม่ได้มีการสาธิตต่อหน้าสาธารณะชนในประเทศอเมริกา
เพราะเขาหายตัวไปอย่างลึกลับเสียก่อนเมื่อวันที่ 16 กันยายน 1890 ในขณะรถไฟ ร่างกายและกระเป๋าเดินทางไม่ถูกพบ

ในวันนั้น เลอ ปรินซ์ กำลังเตรียมที่จะไปจดสิทธิบัตรกล้องตัวใหม่ของเขา และกำลังจะเดินทางไปยังสหรัฐเพื่อเปิดเผยมัน
ต่อหน้าสาธารณะชน ก่อนเดินทางเขาตัดสินจะกลับบ้านเพื่อไปเยี่ยมครอบครัวที่ปารีส หากแต่เมื่อรถไฟมาถึงก็พบว่าเขา
ไม่ได้อยู่บนระไฟ และไม่มีใครพบเห็นอีกเลย ไม่ว่าจะเป็นศพเขาหรือกระเป๋าเดินทางที่เต็มไปด้วยเอกสารสำคัญ ในห้อง
ที่เขาพักบนรถไฟก็ไม่มีร่องรอยหรือเบาะแสใดๆ ที่เชื่อมโยงว่าเขาหายไปไหน หน้าต่างทั้งหมดถูกปิดสนิท 


ตำรวจฝรั่งเศสและสกอตแลนด์ รวมถึงครอบครัวพยายามระดมการค้นหาแต่สุดท้ายก็ไม่มีใครพบเบาะแสใดๆ
ส่วนข้อสันนิษฐานก็มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าตัวตาย (แต่ตัดไปเพราะตอนนั้นเขากำลังจะได้กำไรจากสิ่งประดิษฐ์
จึงไม่มีเหตุผลที่จะฆ่าตัวตาย) ...ส่วนประเด็นการลอบสังหารเพื่อไม่ให้เขาไปจดสิทธิบัตรนั้น บางคนเชื่อว่าเป็นฝีมือของ
แอดิสัน เพราะตอนนั้นทั้งคู่กำลังแข่งขันในเรื่องการประดิษฐ์ภาพเคลื่อนไหวอยู่
 



Jim Thompson


 
จิม ทอมป์สัน เป็นนักธุรกิจชาวอเมริกัน ที่มีชื่อเสียงจากการทำธุรกิจผ้าไหมในประเทศไทย และก่อตั้งบริษัท จิม ทอมป์สันขึ้น
เขาหายตัวไปจากโรงแรมบนแคเมอรอนไฮแลนด์ รัฐอิโปห์ประเทศมาเลเซีย โดยไม่มีใครทราบเหตุการณ์ที่แน่ชัดว่าเกิดอะไร
ขึ้นกับเขา ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จิมได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าหน้าที่ในสำนักงานด้านยุทธศาสตร์ (Office of Strategic
Services -- OSS) ก่อนที่จะถูกเปลี่ยนเป็นซีไอเอ หลังสงครามเขาได้ตัดสินใจเกษียณแล้วมายังประเทศไทยและเขาก็พบ
แฟชั่นใหม่ด้วยการสร้างอุตสาหกรรมผ้าไหมไทย จนโด่งดังไปทั่วโลก และเขาเองก็กลายเป็นนักธุรกิจที่ประสบสำเร็จอย่างมหาศาล

แต่แล้วตอนบ่ายวันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 1967 จิมในเวลานั้นกำลังพักผ่อนหย่อนใจในกระท่อมจิม เดินทางไปพักผ่อน
ตากอากาศ ที่บริเวณที่ราบสูงคาเมรอน เกาะปีนัง ของประเทศมาเลเซีย ในเวลานั้นพื้นที่แถบนั้นเป็นป่าหนาทึบ ในตอนนั้นมี
เขาหายตัวไปอย่างลึกลับรู้เห็นว่า เขาเดินออกจากกระท่อมที่พักตามปกติ แล้วไม่กลับมาอีกเลย


หลังจากนั้นทางการมาเลเซีย ระดมกำลังตำรวจออกตามหากว่า 300 นาย แต่ไม่พบ และตลอด 10 วันที่ออกตามหา ก็ไม่พบ
ร่องรอยอะไร หลายคนไม่เชื่อว่าเขาจะหลงป่าเพราะเขามีประสบการณ์กว้างขวางในสมัยเป็นซีไอเอมีหรือว่าเขาจะลงป่า
เป็นไปได้ไหมว่าเขาอาจถูกโจรฆ่าตาย หรือเป็นแผนร้ายของคู่แข่งทางธุรกิจ หรือทฤษฏีที่ว่าเขาถูกลักพาตัวไปโดยคอมมิวนิสต์
อย่างไรก็ตาม 7 ปี ต่อมา ศาลได้พิพากษาให้ จิม ทอมป์สัน ถึงแก่ชีวิต

ท่ามกลางปริศนาที่จนนี้ยังไม่ไขกระจ่างว่าจิมหายไปไหนกันแน่?




Agatha Christie



อกาธา คริสตี้ เป็นนักเขียนนิยายแนวลึกลับและสืบสวนสอบสวนอมตะของโลก ที่มีผลงานนวนิยายมากกว่า 80 เรื่อง
นอกจากนั้นในชีวิตจริงก็มีความลึกลับไม่แพ้นิยาย เพราะเธอได้ทิ้งปริศนาไว้ข้อหนึ่งที่เป็นปริศนาแก่ผู้คนทั่วโลกตลอกกาล
นั้นคือ...เธอหายไปไหนใน 11  วันในเดือนธันวาคมปี 1926

ในขณะนั้น อกาธา คริสตี้ มีทั้งชื่อเสียงและความร่ำรวยมหาศาลจากนิยายของเธอ แต่ในชีวิตครอบครัวเธอไม่ค่อยลงรอย
กับสามีของเธอมากนัก จนกระทั่งวันศุกร์ที่  3 ธันวาคม 1926 เป็นช่วงกลางคืนที่เย็นยะเยือก อกาธาก็ลุงขึ้นแต่งชุด
กระโปรงสีเทา สวมหมวกกำมะหยี่ มีเงิน 2-3 ปอนด์ในกระเป๋าถือ หลังจากนั้นก็ขึ้นรถยนต์มอริส 2 ที่นั่ง ขับหายไป
ในความมืดและหายไปเลย!!

เช้าตรู่วันต่อมา รถถูกพบอยู่กับที่กับลานเนินใกล้นิวแลนด์ส คอร์เนอร์ห่างจากบ้านพักขนาด 12 ห้องนอนในเบิร์คเชียร์ของเธอ
ออกไปครางไมล์ ล้อหน้าอยู่ที่ขอบของบ่อลึก 120 ฟุต บนเส้นทางแคบๆ มีรอยล้อรถกดลึก สภาพรถเบรกแตก คันเกียร์
อยู่ในตำแหน่งเกียร์ว่าง และไฟหน้าเปิดอยู่  ภายในรถมีเสื้อผ้าบางชิ้นรวมทั้งเสื้อผ้าคลุมขนสัตว์

วันจันทร์ต่อมาตำรวจก็แถลงข่าวการหายตัวไปของ อกาธา คริสตี้ จนเป็นข่าวพาดหัวโด่งดัง ตำรวจหลายร้อยนายและ
อาสาสมัครนับพันต่างพากันไปค้นหาไปทั่วบริเวณ แม้แต่ทะละลึกบริเวณไซเลนท์ พูล ที่ถือว่าลึกที่สุดก็ยังมีนักประดาน้ำ
ลงไปค้นหามาแล้ว แต่ไม่พบแม้แต่ปลายเล็บของอกาธาก็ไม่มี

หลัง 11 วันที่อกาธาหายตัวไป เธอก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ที่โรงแรมไฮโดรโฮเต็ล ซึ่งตอนนั้นสามีมาพักพอดี
เธอเดินเข้ามาที่ห้องดินเนอร์ ที่ผู้พันอยู่จากนั้นก็พูดอะไรสักอย่างที่หลายคนได้ยินไม่ชัดว่าเขาพูดอะไรกัน หลังจากนั้น
2 ปีต่อมา เธอและพันเอกก็หย่าขาดจากกัน เคยมีคนสัมภาษณ์เรื่องที่เกิดขึ้นใน 11 วันที่หายตัวไป หากแต่มันกลับทำให้
อกาธาเกิดอาการประสาทตึงเครียดขึ้นมาทันที ว่ากันว่าเธอสูญเสียความทรงจำ หรือไม่ก็สร้างละครตบตาเรียกร้อง
ความสนใจของสามี

หากแต่จนบัดนี้ไม่มีใครทราบเลบว่า 11 วันที่อกาธาคริสตี้หายตัวไปเธอไปอยู่ที่ไหนมา
และเธอก็ไม่ยอมตอบคำถามนี้จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต





Jean Spangler


 
ฌอง สแปงเกลอร์ เป็นนักแสดงหญิงดังในฮอลลีวู้ด เธอทิ้งลูกสาวตัวน้อยของเธออยู่ในความดูแลของน้องสาวเลี้ยงดู
เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 1949 เธอบอกว่าเธอกำลังจะออกไปพบอดีตสามีของเธอ เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการชำระเงิน
ค่าเลี้ยงดูบุตรที่ค้างชำระ คนสุดท้ายที่เห็นเธอ เป็นพนักงานในร้านค้าที่อยู่ใกล้บ้านของเธอได้บอกว่าเหมือนเธอ
รอใครสักคน และแล้วเธอก็หายไป

สองวันต่อมากระเป๋าของเธอถูกพบอยู่ใกล้ทางเข้าของ Griffith Park ในลอสแอนเจลิส สภาพเหมือนฉีกขาดเหมือน
ถูกกระชาก ในนั้นมีบันทึกย่อที่ดูเหมือนเขียนไม่เสร็จจ่าหน้าถึง “เคิร์ค” และ

"ไม่สามารถรอนาน ๆ จะไปดูที่ ดร. สกอตต์. มันจะทำงานได้ดีที่สุดด้วยวิธีนี้ในขณะที่แม่ไม่อยู่ ..”

ไม่มีใครรู้ว่าชื่อ เคิร์ด และ ดร. สกอตต์ เป็นใครกันแน่ เธอหายสาบสูญและไม่มีใครพบเห็นเธออีกเลย





Mystery of The Locked Room


 
นาย ไอสิดอร์ ฟิงก์ (Isidore Fink) ถูกยิงตายเมื่อเวลา 10:30 ของวันที่ 9 มีนาคม ค.ศ.1929 ในห้องพักด้านหลัง
ของร้านซักรีดอเวนิว (Avenue Laundry) ที่ตั้งอยู่ใน ถนน 132 ในนิวยอร์ก ซึ่งเขาเป็นเจ้าของ ตำรวจได้รับการ
แจ้งเตือนโดยเพื่อนบ้านนางล็อกแลนด์ สมิธ (Locklan Smith) ให้การว่าเธอได้ยินเสียงกรีดร้องและเสียงต่อสู้
เมื่อตำรวจมาถึงก็พบว่าประตูที่ไปยังห้องถูกล็อกแน่นหนาจากด้านใน ซึ่งพวกเขาจำเป็นต้องส่งเด็กตัวเล็กผ่านหน้าต่าง
ด้านบนเพื่อเปิดประตู

นายไอสิดอร์ถูกปืนยิงบริเวณหน้าอกสองนัด และอีกหนึ่งนัดทะลุฝ่ามือซ้ายของเขาแสดงให้เห็นว่าฆาตกรได้ยิงเขา
ในระยะเผาขน แต่ไม่มีการค้นพบปืนในห้องพัก อีกทั้งยังมีกระเป๋าเงินพร้อมเงินสดจำนวนมากยังอยู่ในกระเป๋า
ตำรวจเชื่อว่าฆาตกรได้บุกมายิงเจ้าของซักรีดในห้องพักในตอนกลางคืนโดยปีนขึ้นมาทางหน้าต่างด้านบน

แต่ปัญหาก็คือหน้าต่างดังกล่าวมีขนาดเล็กมาก ซึ่งมีเพียงเด็กเท่านั้นสามารถรอดผ่านไปได้ ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า
ฆาตกรทำอย่างไรจึงสามารถหลบหนีห้องปิดตายนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งสุดตำรวจท้ายนิวยอร์คก็ไม่สามารถไขคดี
ดังกล่าวและมันก็ได้ถูกขนานนามว่า “ความลึกลับที่แก้ไม่ได้” (insoluble mystery)
 




เด็กถ้ำ (The Cave Children)


 
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้น ในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1887 เมื่อมีเด็กสองคนปรากฏตัวขึ้นมาจากถ้ำทีอยู่ใกล้หมู่บ้านบันโฆส (Banjos) 
ในประเทศสเปน ผิวกายของพวกเขาเป็นสีเขียว และเสื้อผ้าของพวกเขาทำจากวัสดุที่ไม่คุ้นเคย และพวกเขาไม่สามารถ
พูดภาษาสเปน (พูดภาษาที่แปลกไม่ใช่ภาษาบนโลกเรา) และดวงตาเหมือนคนเอเชียตะวันออก

ตอนแรกพวกเขาไม่สามารถกินอาหารเหมือนคนทั่วไป ส่งผลไม่กี่วันต่อมาเด็กชายเสียชีวิตลงเพราะอดอาหาร แต่เด็กสาว
ที่มีชีวิตรอดนานพอที่จะเล่าเรื่องของเธอให้คนอื่นฟัง โดยเธอเล่าว่าพวกเขามาจาก “ดินแดนที่ไม่มีพระอาทิตย์ขึ้น”
และวันหนึ่งได้เกิดลมพายุกวาดเธอและเพื่อน (บางแหล่งบอกว่าเป็นพี่น้องกัน) ขึ้นมาบนโลกและมารู้สึกตัวอีกทีก็อยู่
ในถ้ำดังกล่าวแล้ว นั่นคือเรื่องราวทั้งหมดที่เธอเล่าให้ฟัง และเด็กหญิงก็ได้เสียชีวิตลงในปี 1892 โดยชาติกำเนิด
ของเด็กสองยังคงลึกลับจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของเด็กถ้ำมีส่วนคล้ายกับตำนาน "เด็กผิวเขียวแห่งวูลพิต" (Green children of Woolpit) 
ของประเทศอังกฤษเกือบทุกประการ ทำให้มีหลายฝ่ายเชื่อว่าเด็กถ้ำสเปนเป็นเรื่องแต่งขึ้นโดยยกโครงเรื่องเด็กถ้ำ
ของอังกฤษมาเล่าใหม่เท่านั้น

 



The Everest Disappearance


   
จอร์จ ลี มัลลอรี่ (George Leigh Mallory) อายุ 38 ปี และ แอนดรูว์ เออร์ไวน์ (Andrew Irvine) อายุ 22 ปี
เป็นนักปีนเขาที่มีความพยายามที่จะไต่ภูเขาเอเวอเรสต์เป็นคู่แรกของโลก ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีใครไปถึงยอดมันได้
ในวันที่ 8 มิถุนายน 1924 พวกเขาและคณะได้มีความพยายามปีนเขาโดยเตรียมอุปกรณ์ไปพร้อมทุกอย่าง

ในระหว่างปีนเขาถึงความสูง 26,800 ฟุต ทั้งคณะก็ได้หยุดพักและตั้งค่ายพักแรม เวลานั้นมัลลารี่ได้บอกกับคณะว่า
เขากับเออร์ไวน์ จะขึ้นไปยังจุดสูงสุดให้ได้ก่อนเช้าวันถัดไป และในช่วงใกล้บ่ายโมงของวันรุ่งขึ้น ที่ตอนนั้นพวกเขา
ได้เห็นจุดสองจุด (ที่เชื่อว่าเป็นคน) เคลื่อนไหวอยู่ใกล้ ๆ เพื่อลงมาค่ายข้างล่าง

หากแต่แล้วจนแล้ว จนรอด ไม่มีใครโผล่ให้เห็นอีกเลย จอร์จ ลี มัลลอรี่ และ แอนดรูว์ เออร์ไวน์หายสาบสูญ
ไปโดยสิ้นเชิง แต่กระนั้นชื่อของทั้งสองได้ถูกจารึกว่าเป็นคนปีนถึงจุดสูงสุดของภูเขาเอเวอเรสต์ได้เป็นกลุ่มแรก

ต่อมามีการค้นหาอีกครั้งในวันที่ 1 พฤษภาคม 1999 จนถึงในระดับความสูง 26,760  ฟุต  หนึ่งในทีมสำรวจก็ได้พบ
ศพหนึ่งบริเวณเนินลาดต่ำกว่าทางเดิน นอนคว่ำหน้า เสื้อผ้าขาดลุ่ยเกือบหมด ผิวขาวซีดเพราะความหนาวและลม
มีร้องเท้าบู๊ตสวมอยู่ข้างหนึ่ง ป้ายเสื้อที่คอปกปักไว้ว่า "ลี มัลลอรี่ " นอกจากนี้ ยังพบกรรไกร มีดพก เครื่องวัดความสู
งตกอยู่ข้างศพ ในขณะที่ศพของเออร์ไวน์ตกคนละทางกัน ทำให้การตายของทั้งคู่ยังคงเป็นปริศนาว่า


"เขาทั้งคู่ไปถึงยอดเอเวอเรสต์หรือไม่..?" 

ซึ่ง ทั้ง ๆ ที่ ทั้งคู่ผูกเชือกที่เอวไว้ด้วยกัน แต่เชื่อว่าทั้งคู่คงตกรอยแยกน้ำแข็งบนภูเขาและความคมของหินทำให้
เชือกขาดออกจากกัน และพัดพาพวกเขาฝังใต้หิมะยังที่ห่างไกลกัน ทั้งคู่อาจเสียชีวิตทันที
อย่างไรก็ตามไม่มีใครทราบว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนั้นกันแน่


อ้างอิง

http://listverse.com/2012/03/03/10-inexplicable-crimes-and-disappearances/
http://www.toptenz.net/top-10-unexplained-disappearances.php
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12 กันยายน 2020, 13:57:11 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่