ยานพาหนะผีสิง (Creepy Vehicles)

ผู้เขียน หัวข้อ: ยานพาหนะผีสิง (Creepy Vehicles)  (อ่าน 42 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

etatae333

  • Administrator
  • เทพเจ้าราตรี
  • *
  • กระทู้: 19796
  • Country: th
  • คะแนนจิตพิสัย +9/-0
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
    • cmxseed
ยานพาหนะผีสิง (Creepy Vehicles)
« เมื่อ: 16 ตุลาคม 2020, 14:46:15 »

ยานพาหนะผีสิง (Creepy Vehicles)

 
Eastern Air Lines Flight 401



เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อปี 1972 เมื่อเครื่องบินลำนี้ได้ตกลงไปบริวเณบึงในฟลอริด้า ส่งผลทำให้มีคนเสียชีวิต
101 คนและอีกนักบินและวิศวกรการบินสองคน คือ บ๊อบ ลอฟท์ (Bob Loftz) และ วิศวกรของเครื่อง
คือ ดอน เรโป (Don Repo)


อุบัติเหตุนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและน่ากลัวเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นเครื่องบินลำที่เกิดเหตุก็ถูกทุบเป็นชิ้นๆ
และเอาบางชิ้นที่ยังสามารถใช้เป็นอะไหล่ได้ถูกถอดมาใช้กับเครื่องบินลำอื่นๆในฝูงบินและนั่นเป็นที่มาของ
ความลึกลับที่เกิดขึ้น เมื่อมีคนพบเห็นผีสองนักบินทั้ง ลอฟท์ และ เรโป ปรากฏตัวบ่อยครั้ง โดยส่วนมาก
จะเห็นทั้งคู่นั่งเงียบๆ ในหมู่ผู้โดยสาร อีกทั้งบางคนยังได้คุยกับวิญญาณทั้งสอง ก่อนที่จะหายไป
ต่อหน้าตาต่อผู้สนทนา



สองผีน่าขนลุกนี้มุกปรากฏในบริเวณที่ใกล้ชิ้นส่วนของเครื่องบินที่สืบทอดมาจากไฟลท์ 401 แต่ส่วนมาก
วิญญาณไม่ได้หลอกหลอนในลักษณะเป็นภัยคุกคาม แต่เป็นการตื่นภัยที่จะเกิดเครื่องบินลำนั้น เช่น
มีเจ้าหน้าที่ได้เจอใบหน้าลีโปในเตาอบไมโครเวฟ  ซึ่งออกมาเตือนว่าในไม่ช้า เครื่องบินลำนั้นเกิดไฟใหม้
เกิดขึ้นในระหว่างการบิน เมื่อตรวจสอบดูก็พบว่าเป็นจริงและต้องยกเลิกเที่ยวบินในที่สุด

แม้ว่าทางการสายการบินจะไม่แสดงความคดเห็นกับเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ทุกวันนี้เรื่องราวแปลกประหลาด
ของเครื่องบิน อีสเทอร์น แอรไลน์ ไฟลท์ 401 ยังคงหลอกหลอนเจ้าหน้าที่เครื่องบินต่อไป
หรือแม้แต่รองประธานบริษัทก็ได้พบเห็นผีนักบินมาแล้ว





The Black Volga


   
ในช่วงยุค 60 และยุค 70 ประชาชนภายใต้การปกครองของสหภาพโซเวียต มักมีความกังวลกับสงครามเย็น
ที่อาจเกิดขึ้น  และนอกเหนือจากความหวาดกลัวการปกครองคอมมัวนิตส์ที่แสนโหดร้ายแล้ว พวกเขายัง
หวาดกลัวสิ่งที่เรียกว่า “รถโวลก้า” สีดำที่คุกคามชีวิตประจำวันที่สงบสุขของพวกเขา


รถโวลก้าสีดำ เป็นตำนานเมืองที่น่ากลัวและมีชื่อเสียงของโซเวียตในเวลานั้น กล่าวกันว่ามันจะลักพาตัวเด็ก
และฆ่าทุกคนที่เดินเข้ามาใกล้มัน  ที่มาของมันลึกลับ ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนขับโวลก้าสีดำและทำไมมัน
ลักพาตัวเด็ก บางคนบอกว่าเป็นเป็นซาตาน ไม่ก็ปีศาจเป็นคนขับ บางคนบอกว่าเป็นเด็กที่ถูกลักพาตัว
จะถูกนำไปขายให้แก่ชาวอาหรับที่ร่ำรวยที่ต้องการเลือดมารักษาโรคมะเร็วของพวกเขา ไปจนถึงขายอวัยวะ
และแน่นอนว่าเด็กจะหายไปตลอดกาลหากโดนรถโวลก้าสีดำจับตัวได้

ตำนานของโวลก้าสีดำนั้นได้แพร่กระจายไปทั่วพื้นที่ของรัสเซีย เบลารุส ยูเครน โปแลนด์ ไปจนถึงมองโกเลีย
แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานแน่ชัดสนุบสนุนว่าเป็นเรื่องจริง แต่โวลก้านั้นเป็นรถที่แดงที่สุดของโซเวียตในเวลานั้น
คนที่เป็นเจ้าของได้จะต้องเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคอมมิวนิสต์เท่านั้น ซึ่งชาวบ้านหวาดกลัว
มักหวาดกลัวพวกนี้อยู่แล้ว และน่าจะเป็นที่มาของตำนานเมืองน่ากลัวดังกล่าว

 



Silverpilen


 
สตอกโฮล์มเมืองหลวงแห่งความสงบสุขและเจริญรุ่งเรืองสวีเดน ที่นี้ยังตำนานที่เกี่ยวข้องกับระบบรถไฟใต้ดิน
รถไฟผีที่เรียกว่า Silverpilen (ลูกศรเงิน) ซึ่งเป็นรถไฟรุ่น C5 ที่ปลดประจำการไปแล้วตอนกลางดึกมัก
จะมีคนเห็น รถไฟใต้ดินที่ วิ่งผ่าน สถานีด้วยความเร็วสูงโดยไม่จอดรับผู้โดยสารและไม่มีใครอยู่บนรถทั้งสิ้น


Silverpilen จะเป็นรถไฟผีสิงหรือไม่นั้นก็ไม่ทราบ แต่สิ่งที่รู้คือรถไฟขบวนนี้หลายคนแทบไม่ชอบมันเลย
เพราะเนื่องด้วยการฉาบสีอลูมิเนียมทั้งตัวรถ (จนเป็นที่มาของชื่อ) ซึ่งค่อนข้างน่าขนหัวลุกแก่ผู้พบเห็น
และไม่เคยถูกผลิตจำนวนมาก ทำให้มันเปิดตัวในฐานะรถไฟสำรองในชั่วโมงเร่งด่วนเท่านั้น มันไม่เคยเข้าไป
อยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน จนเป็นเหตุทำให้ผู้โดยสารลืมเลือนมันไปอย่างรวดเร็ว

แม้ว่า จะปลดระวางไปตั้งแต่ปี 1996 ไปแล้วก็ตาม แต่ทุกวันนี้มันคงหลอกหลอนแก่คนงานรถไฟใต้ดิน
ในอุโมงค์ที่ถูกทิ้งร้างจนถึงทุกวันนี้

 
 

 
The Phantom Bus Of London



ในปี 1934 ของเช้าตรู่ได้มีผู้ขับขี่รถเมล์สองชั้นไปเคมบริดจ์ การ์เดนส์ W11 และด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ
เขาลอนดอนได้หักเลี้ยวรถกะทันหัน จนชนกับกำแพงเข้าอย่างจังและระเบิดจนเกิดเปลวไฟ เขาตายอย่างสยดสยอง
และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของรถผีแห่งกรุงลอนดอน


หลังจากนั้นเป็นต้นมาในชั่วโมงแรกๆ ของเช้าวันใหม่ ชาวลอนดอนที่อยู่ในบริเวณเคมบริดจ์ การ์เดนส์ ได้เห็น
รถเมล์สองชั้นลอนดอนผีสิงปรากฏตัว ตัวรถมีสีแดงฉูดฉาด ไฟร้องไปตามถนน ที่น่าขนลุกคือมันไม่มีคนขับ
ไม่มีแสงไฟที่เคยเป็น และมันจะขับไปท้องถนนโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น และเมื่อมันจะชนประสานงากับรถ
ที่อยู่ข้างหน้า ทำให้คนขับพยายามต้องหักเลี้ยงออกจากเส้นทางเพื่อเปิดทางให้มัน จากนั้นมันก็ส่งเสียงดัง
ราวกับฟ้าผ่าและเมื่อหันกลับมากก็พบว่า มันหายไปอย่างไร้ร่องรอย

ไม่มีใครทราบว่ารถเมล์สองชั้นลอนดอนปรากฏตัวเพื่ออะไรกันแน่ แต่ครั้งสุดท้ายที่มีคนเห็นมันคือ
เดือนพฤษภาคม 1990 หลังจากนั้นก็ไม่มีใครเห็นมันอีกเลย

 

 

Pippo, The Ghost Plane



ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวอิตาเลียนต้องตกระกำลำบากอย่างหนัก ทั้งจากรัฐบาลฟาซิสของตัวเองและ
พันธมิตรนาซี อีกทั้งกองทัพสัมพันธมิตรยังตราหน้าว่าพวกเขาเป็นศัตรู  แต่ถึงกระนั้นประชาชนที่อยู่ทาง
ภาคเหนือของอิตาลีใต้องเผชิญหน้ากับความกลัวที่ใหญ่กว่า (และแปลกกว่า) นั่นคือเครื่องบินลึกลับ
ที่เรียกว่า ปิปโป (Pippo)


ไม่มีใครรู้ว่า ปิปโป มาจากไหน เป็นเครื่องบินรุ่นอะไร หรือใครขับ แม้กระทั่งว่ามันเป็นของฝ่ายไหนก็ไม่มีใครรู้
ปิปโป อยู่ๆก็โพล่มาและยิงปืนกลถล่มใส่ทุกคนที่ขวางเส้นทางบินของมัน มันเป็นที่จดจำด้วยเสียงเครื่องยนต์
อันเป็นเอกลักษณ์ที่ดัง "ปิบ-ปิบ" (อันเป็นที่มาของชื่อ) ซึ่งส่วนมากจะได้ยินยามค่ำคืน

หลายคนกลัวปิปโป ถึงขนาดตอนกลางคืนพวกเขาจะปิดกั้นไม่ให้แสงไฟในบ้านลอดออกไปด้านนอกได้
เพื่อไม่ให้กลายเป็นเป้าให้โดน ปิปโป ยิงถล่ม  กระสุนของมันนั่นว่ากันว่ามีหลากหลาย ตั้งแต่ ปากการะเบิด
ลูกอมยาพิษ และ ระเบิดร้ายแรง และถ้ามันมันเกิดเบื่อขึ้นมามันก็จะยิงถล่มพวกชาวไร่ชาวนาผู้บริสุทธิเล่น

นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าตัวจริงของปิปโป น่าจะเป็นเครื่องบินลาดตระเวณของอังกฤษ รูปแบบ de Havilland
Mosquito ที่มีรูปลักษณ์และเสียงเครื่องยนต์ใกล้เคียงกับ ปิปโป ซึ่งบินผ่านภูมิภาคนี้ยามค่ำคืน

แต่กระนั้น ปิปโป ก็ยังเป็นเครื่องบินผีที่ยังหลอกหลอนอยู่ในความทรงจำของคนในแถบอิตาลีตอนเหนืออยู่เช่นเดิม
 




The Jumping Car Of Cape Town


   
เรื่องของรถเคลื่อนที่ได้อีกเองราวกับมีชีวิตนั้น เกิดขึ้นที่เคปทาวน์ แอฟริกาใต้ ครอบครัวของ Ian Schietekat 
และแขกที่มาพัก ได้ตื่นขึ้นมากลางตึก เมื่อเกิดเสียงดังสนั่นข้างนอก และเมื่อพวกเขาออกมาหาที่มาของเสียง
ก็พบว่ารถยนตร์เรโนลต์เกิดอาการกุกๆ กักๆ แล้วกระโดดไปรอบๆ ลาน แล้วทำลายรั้ว ก่อนที่จะหยุดกับที่
ในตอนแรกพวกเขาคิดว่ามีคนพยายามขโมยรถ หากแต่เมื่อตรวจสอบข้างในรถก็พบว่ารถไม่มีคนขับเลย
แม้แต่น้อย และสภาพข้างในรถยังปกติเหมือนเดิมทุกอย่าง อีกทั้งบริเวณบ้านของพวกเขาก็ไม่มีร่องรอย
คนบุกรุกแต่อย่างใดอีก


เมื่อตำรวจมาถึง แน่นอนเขาไม่เชื่อคำพูดของพยานว่ารถเคลื่อนที่กระโดดไปมาได้อีก.... แต่ทันใดนั้นจู่ๆ
รถก็เปิดไฟหน้าเอง และมันก็วิ่งตรงไปหาเจ้าหน้าที่ ส่งเสียงคำราม และเริ่มกระโดดไปข้างล่าง
จนชนกับต้นไม้ ทำให้มันหยุดอีกครั้ง

หลังจากสืบสวนก็พบว่าสาเหตุที่รถกระโดดได้เองก็จากระบบสตาร์ทเกิดสนิท อย่างไรก็ตามพวกเขา
ไม่สามารถอธิบายเสียงคำรามของรถได้เลยว่าเกิดจากอะไรกันแน่!?

 
 


Abraham Lincoln's Phantom Train


   
หนึ่งในเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกัน ที่รู้จักกันมากที่สุดเป็น
"รถไฟผีลิงคอล์น” กล่าวกันว่าเป็นรถไอน้ำที่จะวิ่งผ่าน 180 เมืองทุกเดือนเมษายน และจุดหมายของมัน
คือสปริงฟิลด์สถานที่พักผ่อนแห่งสุดท้ายหลังเสียชีวิตของอับราฮัม ลินคอล์น แม้ไม่เห็นตัวอับราฮัม

 
แต่ในขณะที่รถไฟผีปรากฏนาฬิกาจะหยุดเดิน รถไฟก็จะโผล่ออกมาจากเมฆหนาซึ่งเป็นหมอกสีดำหนา
และจะเห็นโลงศพถูกปกคลุมด้วยผ่ธงชาติอเมริกันและมีทหารยืนอยู่ล้อมรอบ ราวกับขบวนแห่ศพในวันที่
ประธานาธิบดีเสียชีวิตก็ว่าได้



 
The Cursed Car Of Franz Ferdinand


 
บริษัท Graf & Stift เป็นหนึ่งในบริษัทผลิตรถที่มีชื่อเสียง ก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้น รถของพวกเขา
เพิ่งประสบความสำเร็จได้กลายเป็นรถสำหรับผู้มีชื่อเสียงเป็นที่เรียบร้อย แต่น่าเศร้าเมื่อรถของเขาได้ถูกจารึกว่า
เป็นรถที่ ท่านดยุคฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ ประทับพร้อมกับพระชายาก่อนที่จะถูกยิงลอบปลงพระชนม์ทั้งคู่ที่เมือง
ซาราเยโว ซึ่งการลอบปลงพระชนม์ครั้งนี้นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 1


ที่น่าตกใจคือรถที่ท่านดยุคเฟอร์ดินานด์ประทับ คือรถ 1910 Graf & Stift Double Phaeton เป็นรถ
ที่มีตำนานน่ากลัวในช่วง 12 ปีก่อนที่ท่านดยุคจะประทับนั้น มันผ่านมือเจ้าของกว่า 15 รายและเจ้าของ
ทุกรายล้วนประสบชะตากรรมที่น่าสยดสยอง บางคนประสบกับอุบัติเหตุจนเสียชีวิต บางคนกลายเป็นบ้า
และเสียชีวิต บางคนเพียงเก้าวันหลังจากซื้อรถก็ได้ฆ่าตัวตายอย่างลึกลับ

และเลวร้ายยิ่งกว่าผู้ว่าการรัฐยูโกสลาเวียได้รับอุบัติเหตุที่สี่แยกหลังจากครอบครองรถจนต้องเสียแขนเขาไป
ต่อมาเพื่อนที่เป็นแพทย์ก็ขอซื้อรถคำสาปนี้และหลังจากที่นั่งก็เกิดพลิกคว่ำและร่างก็ถูกบดอย่างสยดสยอง
ต่อมาเจ้าของที่เป็นนักขับรถแข่งชาวสวิสก็ได้รับชะตากรรมเดียวกัน แม้แต่เกษตรกรเซอร์เบียที่ไม่เคยมีโอกาส
ที่จะได้ขับรถคันนี้ยังถูกล้มทับร่างของเขาในระหว่างการลากจูง

เจ้าของคนสุดท้ายเป็นคนโรมาเนียที่แสนโชคร้าย เพราะระหว่างที่เขากำลังเดินทางด้วยรถคนนี้เพื่อไปแต่งงาน
กับเพื่อนห้าคน หากแต่ระหว่างทางรถก็หมุนและออกจากการควบคุม รถเกิดอุบัติเหตุเขากับเพื่อตายหมด
แน่นอนว่าไม่มีสิ่งอธิบายได้ว่ารถคันดังกล่าวเป็นรถต้องสาปหรือเปล่า แต่สิ่งที่บอกได้ก็คือรถของท่าน
ดยุคเฟอร์ดินานด์ได้รถที่มีส่วนเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของโลกอย่างไม่ต้องสงสัย
ปัจจุบันท่านสามารถเห็นรถที่มีชื่อเสียงได้ในพิพิธภัณฑ์ออสเตรีย
 




James Dean's Porsche Spyder


 
วันที่ 30 กันยายน 1955 เจมส์ ดีน ดาราหนุ่มหล่อแห่งยุค ที่มากด้วยพรสวรรค์ต้องจบชีวิตลงก่อนวัยอันควร
เพราะอุบัติเหตุจากการขับรถ Porsche 550 Spyder สีเงินเปิดประทุนคู่ใจของเขา (คนขับคือช่างยนต์
ประจำตัวของดีน) ที่ทางหลวงสาย 466 ช่วงเมืองโชเลม แคลิฟอร์เนีย

ผลจากอุบัติเหตุเจมส์ ดีน ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส และทนพิษบาดแผลไม่ไหวสิ้นใจในเวลาต่อมา และ
หลังจากเจมส์ดีนเสียชีวิต รถของเจมส์ ดีน ถูกนำนำมาซ่อมใหม่ และขายต่อเป็นทอดๆ และเจ้าของที่ได้
รถคนนั้นไปก็ประสบชะตากรรมที่เคราะห์ร้ายต่างๆ นาๆ จนหลายๆ คนเชื่อว่ามันเป็นรถอาถรรพ์
เพราะเจมส์ดีนห่วงรถคนนี้มาก

รายแรกคือนาย จอร์จ (George Barris) ซึ่งเป็นผู้ปรับแต่งรถแข่งคันนี้ ซื้อซากรถในราคา $ 2,500
หายนะก็เกิดขึ้นเมื่อในขณะที่ตรวจสอบสภาพอยู่นั้น จู่ ๆ ชิ้นส่วนของเครื่องยนต์อันหนักอึ้งก็หล่นลงมา
ทับขาของช่างซ่อมคนนั้น จนกระดูกขาแหลกละเอียดทั้ง 2 ข้าง 

ต่อมาสองนายแพทย์ทรอย แม็คอองรี(Troy McHenry) และวิลเลียม (William Eschid) ที่ได้ซื้อ
ชิ้นส่วนเครื่องยนต์จากรถมรณะคันนี้ไปใส่ในรถ แข่งของเขา ต่อมาพวก เค้าก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต
ระหว่างแข่งขัน สาเหตุเกิดจากการที่รถยนต์ของเขาควบคุมไม่ได้ แล้วมันก็พุ่งเข้าชนรถแข่งคันอื่น ๆ
จนเหตุให้แม็คอองรีตาย

จากนั้นหลังจากโศกนาฎกรรมครั้งนี้ ตำรวจทางหลวง California Highway Patrol ได้ขอยืมซากรถคันนี้
เพื่อไปใช้ในการรณรงค์การลดอุบัติเหตุบนทางหลวง ในช่วงปี 1958-1959 แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก
เพราะมีอุปสรรคที่คาดไม่ถึงบ่อยครั้ง เช่น ซากรถได้เลื่อนไถลไปทับเด็กนักเรียนในระหว่างการขนย้ายที่
โรงเรียนใน Sacramento และท้ายที่สุดในปี 1960 หลังจากที่ตำรวจทางหลวงแคลิฟอร์เนียส่งซากรถ
Little Bastard กลับคืนให้เจ้าของที่ลอสแองเจลีส และก็ปล่อยทิ้งเจ้ารถมรณะไว้ไม่มีใครไปยุ่งเกี่ยวอีก

จนกระทั่งปี 1960 ซากรถมรณะก็หายไปอย่างลึกลับไม่มีผู้ใดพบเห็นอีกเลยจนปัจจุบัน
 



The Haunted German War Submarine


 
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 เรือดำน้ำเป็นอาวุธที่ทรงพลังอย่างมาก หนึ่งในรุ่นที่อันตรายมากที่สุดคือ
เรือดำน้ำของเยอรมันชั้น UB III ด้วยสถิตจมเรือไปกว่า 507 รวมถึงเรือประจันบาน HMS Britania
จนเป็นที่หวาดกลัวของเรือรบอังกฤษ


อย่างไรก็ตาม เรือดำน้ำ UB III เป็นเรือที่ไม่ได้อันตรายเฉพาะฝ่ายศัตรูเท่านั้น มันยังเป็นอันตรายต่อ
ลูกเรือของมันเอง หายนะเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงต่อเรือเจ้าหน้าที่สามคนขาดอากาศหายใจเพราะไอจากเครื่องดีเซล
อีกสองคนโดนนั่งร้านตกลงมาขยี้เละ ช่วงที่เอาเรืออกทดสอบ ลูกเรือคนหนึ่งถูกคลื่นพัดจมทะเลหายสาบสูญ
ในการทดสอบครั้งแรกเรือก็จมลงก้นทะเลเพราะถังบัลลาสต์แตกทำให้ลูกเรือติดอยู่ในเรือหลายชั่วโมง
โดยที่ช่วยตัวเองไม่ได้ อีกทั้งแบตเตอรี่ที่เสียหายเริ่มปล่อยแก๊สพิษออกมาทีละน้อย ถึงแม้ว่าจะกู้เรือ
ขึ้นมาได้สำเร็จแต่ลูกเรือป่วยหนักกันเกือบหมด และตายไปสองคนเพราะแก๊สพิษ

อย่างไรก็ตามเรือดำน้ำยังคงใช้งานได้ มันจึงปฏิบัติภารกิจอีกครั้ง หากแต่ก็เกิดปัญหาตามมาอีก
ในภารกิจช่วงแรกตอปิโดเกิดขัดข้องทำให้ลูกเรือตายไป 8 และนายทหารตายอีก 1 หลังจากนั้น
นายทหารคนนี้ก็เริ่มหลอกหลอนคนในเรือลำนี้ หลังจากนั้นไม่นานกัปตันเรือก็โดนสะเก็ดชิ้นส่วน
ปลิวมาตัดหัวขาด คืนวันนั้นลูกเรือหลายคนเห็นผีกัปตันเฝ้าร่างที่ไร้หัวของตัวเอง

ในที่สุดลูกเรือทุกคนทนไม่ไหวและขอย้ายกันหมดแต่กองทัพเรือหาตำแหน่งอื่นให้ไม่ได้เลยทำพิธี
ไล่วิญญาณให้แทน ซึ่งไม่ช่วยอะไรเลย หลังจากนั้นไม่กี่เดือนก็ถูกเรือดำน้ำของสหรัฐซุ่มโจมตี
หากแต่จากคำให้การของกัปตันเรือดำน้ำอเมริกันบอกว่า กลับบอกว่าพวกเขาไม่มีโอกาสจะได้ยิงเลย


สรุปคือเรือดำน้ำระเบิดขึ้นมาเอง!!
 
อ้างอิง

http://listverse.com/2013/07/16/10-creepy-and-mysterious-phantom-vehicles/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17 ตุลาคม 2020, 11:39:55 โดย etatae333 »
นวดกระปู๋ นวดกระปู๋เชียงใหม่ นวดกระษัย ไซด์ไลน์ Sideline นวดน้ำมัน นวดอโรมา นวดแผนโบราณ อาบอบนวด ออน การบ้าน เรื่องเสียว ลายแทง หนังโป๊ AV เชียงใหม่